พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 641 (เล่ม 85)

อุปนิสสยปัจจัย โดยลักษณะแห่งอารัมมณูปนิสสยะ. ที่ไม่ได้เป็นอธิบดี
ย่อมเป็นอารัมมณปัจจัยล้วน.
แม้กัมมปัจจัยก็มี ๒ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งสหชาตกัมมปัจจัย และ
นานักขณิกกัมมปัจจัย ใน ๒ อย่างนั้น สหชาตกัมมปัจจัย ย่อมรวมลงใน
สหชาตปัจจัย เพราะเป็นกัมมปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกันกับตน.
นานักขณิกกัมมปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ ทีมีกำลัง และทุรพล. ใน ๒ อย่าง
พลวกัมมปัจจัย เป็นปัจจัยเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้าแก่วิบากธรรมทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น จึงรวมในลงในอุปนิสสยปัจจัย. อนึ่ง พลวกัมมปัจจัยย่อม
เป็นปัจจัย แก่รูปทั้งหลายด้วย. ส่วนกัมมปัจจัยที่หย่อนกำลังย่อมเป็นปัจจัย
แก่อรูปทั้งหลายโดยนักขณิกกัมมปัจจัยเท่านั้น.
แม้อาหารปัจจัยก็มี ๒ อย่าง โดยเป็นรูปและอรูป. ใน ๒ อย่าง
นั้น อรูปอาหารเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับตนเท่านั้น ฉะนั้น
จึงรวมลงในสหชาตปัจจัย. รูปอาหารย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดพร้อมกัน เกิดก่อนหรือเกิดภายหลัง. รูปอาหารที่เลยอุปาทขณะแล้ว
ถึงฐิติขณะของตน ย่อมยังความเป็นอาหารปัจจัยให้สำเร็จ เพราะฉะนั้น
จึงจัดเป็นอาหารปัจจัยเท่านั้น.
แม้อินทริยปัจจัยก็มี ๒ อย่าง โดยเป็นรูปและอรูป. ใน ๒ อย่าง
นั้น อินทริยปัจจัยที่เป็นอรูป ย่อมให้สำเร็จความเป็นอินทริยปัจจัย แก่
ธรรมทั้งหลายที่เกิดพร้อมกับกับตน เพราะฉะนั้น จึงรวมลงในสหชาต-
ปัจจัย ส่วนรูปอินทริยปัจจัย มี ๒ อย่าง โดยจำแนกเป็นภายในและ
ภายนอก ใน ๒ อย่างนั้น อินทริยปัจจัยภายในเกิดขึ้นก่อน เป็นอินทริย-
ปัจจัยแก่จักขุวิญญาณเป็นต้น พร้อมทั้งธรรมที่สัมปยุตอันเกิดขึ้นใน

641
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 642 (เล่ม 85)

ภายหลัง เพราะฉะนั้น จึงรวมลงในปุเรชาตปัจจัยเท่านั้น. อินทริยปัจจัย
ภายนอกได้แก่รูปชีวิตินทรีย์. รูปอินทรีย์นั้นแม้จะเป็นปัจจัยแก่ธรรม
ทั้งหลายที่เกิดร่วมกัน ก็ย่อมเป็นด้วยอำนาจเพียงการตามเลี้ยงรักษา
เท่านั้น ไม่ใช่ด้วยอำนาจแห่งการให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จึงจัดเป็น
อินทริยปัจจัยเท่านั้น. ปัจจัย ทั้ง ๘ เหล่านั้น พึงทราบว่า ย่อมรวมเข้าใน
กันและกัน ด้วยประการฉะนี้ นี้เป็นสังคหนัยด้วยอำนาจเป็นอัญญมัญญะ
แห่งปัจจัย ๑๖ ที่เหลือ และแห่งปัจจัย ๘ เหล่านั้นนั่นเอง ในปัจจัย ๘
เพียงนี้.
บัดนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบปัจจัยทั้ง๒๔ ที่รวมลงในปัจจัยหนึ่งๆ ของ
บรรดาปัจจัย ๘ เหล่านี้. บรรดาปัจจัย ๒๓ เหล่านั้น.
อารัมมณปัจจัย เท่านั้น ย่อมรวมลงในอารัมมณปัจจัย อันเป็น
ที่ ๑ แห่งปัจจัย ๘ เหล่านั้นก่อน ปัจจัยที่เหลือ ๒๓ ย่อมรวมเข้าไม่ได้.
ปัจจัย ๑๕ เหล่านี้ คือ เหตุปัจจัย สหชาตาธิปติปัจจัย สหชาต-
ปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย สหชาตนิสสยปัจจัย สหชาตกัมมปัจจัย วิปาก-
ปัจจัย สหชาตาหารปัจจัย สหชาตินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย
สัมปยุตตปัจจัย สหชาตวิปปยุตตปัจจัย สหชาตัตถิปัจจัย สหชาตอวิคต-
ปัจจัย ย่อมรวมลงในสหชาตปัจจัยที่ ๒.
ปัจจัย ๙ เหล่านี้ คือ อารัมมณปัจจัยที่เป็นอธิบดี อธิปติปัจจัย
อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย อาเสวนปัจจัย พลวกัมม-
ปัจจัย ที่เป็นนานักขณิกะ นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย ย่อมรวมลงใน
อุปนิสสยปัจจัยที่ ๓.

642
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 643 (เล่ม 85)

ปัจจัย ๖ เหล่านี้ คือ ปุเรชาตปัจจัย ปุเรชาตนิสสยปัจจัย ปุเร-
ชาตินทริยปัจจัย ปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ปุเรชาตัตถิปัจจย ปุเรชาต-
อวิคตปัจจัย ย่อมรวมลงในปุเรชาตปัจจัยที่ ๔.
ปัจจัย ๔ เหล่านี้ คือ ปัจฉาชาตปัจจัย ปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย
ปัจฉาชาตัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตอวิคตปัจจัย ย่อมรวมลงในปัจฉาชาตปัจจัย
ที่ ๕.
นานักขณิกกัมมปัจจัย ท่านสงเคราะห์แล้ว ใน กัมมปัจจัยที่ ๖.
ปัจจัย ๓ เหล่านี้ คือ อาหารปัจจัย อาหารัตถิปัจจัย อาหาร-
อวิคตปัจจัย ท่านสงเคราะห์แล้วด้วยอำนาจกพฬีการาหารในอาหารปัจจัย
ที่๗.
ปัจจัย ๓ เหล่านี้ คือ รูปชีวิตินทริยปัจจัย อินทริยัตถิปัจจัย
อินทรียอวิคตปัจจัย ย่อมรวมลงในอินทริยปัจจัยที่ ๘. ผู้ศึกษาครั้นทราบ
ว่าปัจจัยเหล่านั้น ๆ รวมลงแล้วในปัจจัยหนึ่ง ๆ บรรดาปัจจัย ๘ เหล่านี้
อย่างนี้แล้ว พึงทราบว่าปัจจัยเหล่าใดถึงการรวมลงในปัจจัยใด ปัจจัย
เหล่านั้นท่านถือเอาแล้วด้วยจำนวนแห่งปัจจัยที่รวมลงนั้น.
ปัญหา ๑๕ ข้อเหล่านั้นว่า "กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมโดย
อารัมมณปัจจัย" ดังนี้เป็นต้น ในปัจจนียนัยนี้ ในปัญหา ๔๙ ข้อ
อันท่านยกขึ้นวิสัชนาแล้ว ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๘ เหล่านี้ ซึ่งเป็นที่รวม
แห่งปัจจัยทั้งหมด ด้วยประการฉะนี้. บรรดาปัญหาเหล่านั้น ปัญหา ๔
ข้อ มีกุศลเป็นต้นว่า กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล กุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล
กุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ กุศลเป็นปัจจัยแก่กุสลาพยากตะ. ปัญหา ๔
ข้อที่มีอกุศลเป็นต้นก็เหมือนกัน. ส่วนปัญหา ๓ ข้อ มีอัพยากตะเป็นต้น

643
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 644 (เล่ม 85)

คือ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กุศล
อัพยากตะเป็นปัจจัยเก่อกุศล. ปัญหา ๔ ข้อ มีปัจจยุบบัน ๑ มีมูล ๒
คือ กุศลและอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กุศล กุศลและอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่
อัพยากตะ อกุศลและอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อกุศล อกุศลและอัพยากตะ
เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ. บรรดาปัญหาเหล่านั้น. ปัจจัยเหล่าใดพึงได้ใน
ปัญหาที่ ๑ ท่านรวบรวมปัจจัยเหล่านั้นทั้งหมดแล้วกล่าวว่าปัจจัย ๓. ใน
ปัญหาที่ ๒ มีปัจจัย ๒. ในปัญหาที่ ๓ มีปัจจัย ๕. ในปัญหาที่ ๔ มี
ปัจจัย ๑ เท่านั้น. ในปัญหาที่ ๕ มีปัจจัย ๓. ในปัญหาที่ ๖ มีปัจจัย ๒.
ในปัญหาที่ ๗ มีปัจจัย ๕. ในปัญหาที่ ๘ มีปัจจัย ๑ เท่านั้น. ในปัญหา
ที่ ๙ มีปัจจัย ๗. ในปัญหาที่ ๑๐ มีปัจจัย ๓. ในปัญหาที่ ๑๑ มีปัจจัย ๓.
ที่ ๑๒ มีปัจจัย ๒. ที่ ๑๓ มีปัจจัย๔. ที่ ๑๔ มีปัจจัย ๒. แม้ในปัญหา
ที่ ๑๕ ก็มีปัจจัย ๔ เหมือนกัน ปัจจัยเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัส
ว่า สหชาตปจฺจเยน แต่ตรัสว่า สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ ข้าพเจ้าจักพรรณนา
เหตุในการตรัสอย่างนั้นข้างหน้า.
ก็เมื่อว่าโดยย่อในอธิการนี้ มีการกำหนดปัจจัย ๖ หมวดเท่านั้น
คือ ปัจจัย ๑-๒-๓-๔-๕ และ ๗. จริงอยู่ บรรดาปัจจัยปัจจนียะทั้ง
๒๔ ข้อ มีอาทิว่า การกำหนดปัญหาด้วยอำนาจการกำหนดอย่างสูงสูด
ในปัจจัยนียะแห่งปัญหาวาระ และการกำหนดปัจจัยที่ท่านรวบรวมปัจจัย
นั้น ๆ แสดงไว้นี้ มีนเหตุปัจจัยเป็นต้น ปัจจัยแห่งปัญหาวาระต่อจากนี้
ไปย่อมไม่ได้แม้ในปัจจนียะหนึ่ง แต่ย่อมได้ในหนหลัง เพราะฉะนั้น
ปัจจัย ๑ เท่านั้นมาแล้วอย่างนี้ว่า กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลและ
อัพยากตะ ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย. ในปัญหาเหล่าใด เมื่อปัจจัย

644
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 645 (เล่ม 85)

นั้นถูกปฏิเสธไปแล้ว ปัญหาเหล่านั้นย่อมลดไป. ก็ปัจจัยทั้ง๒ มาแล้วใน
ปัญหาใดอย่างนี้ว่า กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจของ
อารัมมณปัจจัย และด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย บรรดาปัจจัย
เหล่านั้นเมื่อปัจจัยข้อ ๑ แม้ถูกปฏิเสธแล้วอย่างนี้ว่า นารัมมณปัจจยา
ปัญหานั้นย่อมได้ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยนอกนี้ แต่เมื่อปัจจัยทั้ง๒ นั้นถูก
ปฏิเสธแล้ว วาระนั้นจึงขาดไป ปัจจัยทั้งหลายในหมวด ๓-๔-๕และ๗
ย่อมได้ในปัญหาเหล่าใด ปัญหาเหล่านั้นย่อมได้ ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย
ทั้งหลายที่เหลือ เว้นปัจจัยที่ท่านปฏิเสธแล้ว ก็เมื่อปัจจัยทั้งหมดถูกปฏิเสธ
ไปวาระทั้งหมดย่อมขาดไป ดังนี้แล นี้เป็นลักษณะในข้อนี้ บัณฑิตพึง
ทราบประเภทแห่งปัจจัยทั้งหลายที่ท่านย่อกล่าวไว้ในปัญหานั้นๆ ตั้งแต่ต้น
และการลดหรือไม่ลดปัญหานั้น ๆ ในปัจจัยนั้นๆด้วยลักษณะนี้.
ต่อไปนี้เป็นความพิสดารในเรื่องนั้น ในปัญหาที่ ๑ ก่อน ปัจจัย
๑๙ ท่านแสดงไว้แล้วด้วยปัจจัย ๓. อย่างไร ? จริงอยู่ กุศลย่อมไม่เป็น
ปัจจัยแก่กุศลด้วยปุเรชาตปัจฉาชาตะและวิปากะ และวิปปยุตตปัจจัย แต่
ย่อมเป็นด้วยปัจจัย ๒๐ ที่เหลือ. บรรดาปัจจัยเหล่านั้น อารัมมณปัจจัย
มี ๑ เท่านั้น. ส่วนปัจจัย ๕ ด้วยอำนาจเป็นที่รวมแห่งปัจจัยทั้งหมด
ท่านกล่าวว่าย่อมถือการสงเคราะห์ลงในสหชาตปัจจัย. เมื่อเหตุปัจจัยถูก
ปฏิเสธไป ปัจจัยเหล่านั้นย่อมมี ๑๔. ก็คำว่า กุศลเป็นปัจจัย แก่กุศลด้วย
สหชาตปัจจัย พระองค์ตรัสหมายถึงปัจจัย ๑๒ ที่เหลือ โดยนำปัจจัย ๒
ออกไป เพราะกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล โดยวิปากปัจจัย (และ) วิปปยุตต-
ปัจจัยไม่ได้. ท่านกล่าวว่า ปัจจัย ๙ ย่อมรวมลงแม้ในอุปนิสสยปัจจัย
ด้วยอำนาจปัจจัยที่รวมลงในปัจจัยทั้งปวง.

645
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 646 (เล่ม 85)

บรรดาปัจจัยเหล่านั้น อารัมมณปัจจัยที่เป็นอธิบดี และอธิปติ-
ปัจจัยที่เป็นอารมณ์ ผนวกเข้ากับอุปนิสสยปัจจัย ด้วยอำนาจเป็น
อารัมมณูปนิสสยะ. ฝ่ายกุศลย่อมไม่เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัยแก่กุศล
เพราะฉะนั้น ท่านจึงนำออกเสีย แล้วกล่าวว่า อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย
เพราะหมายเอาปัจจัย ๖ ที่เหลือ.
ปัจจัย ๑๙ พึงทราบว่าท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๓ ในปัญหา
ที่ ๑ (กุ-กุ) ด้วยประการฉะนี้.
บรรดาปัจจัยเหล่านั้น ในนเหตุปัจจนียะนี้ กุศลธรรมย่อมเป็น
ปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยนเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงยกบาลีขึ้น
แสดง โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในอารัมมณปัจจัยเป็นต้น มีอาทิอย่างนี้ว่า
บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว ย่อมพิจารณากุศลนั้น
ย่อมพิจารณาถึงกุศลทั้งหลายที่ประพฤติในกาลก่อน ก็เมื่ออารัมมณ-
ปัจจัยถูกปฏิเสธแล้ว บัณฑิตนำความพิสดารแห่งอารัมมณปัจจัยนั้นออก
เพิ่มความพิสดารแห่งเหตุปัจจัย แล้วพึงแสดงบาลีนั้นนั่นแล แม้ในการ
ปฏิเสธปัจจัยที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน ก็เมื่อปัจจัยใด ๆ ถูกปฏิเสธออก
วาระเหล่าใดลดไป ข้าพเจ้าจักพรรณนาวาระเหล่านั้นข้างหน้า.
ก็ในปัญหาที่ ๒ (กุ-อกุ) ท่านแสดงปัจจัย ๓ ด้วยปัจจัย ๒.
อย่างไร ? คือ กุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่อกุศล ด้วยอำนาจของอนันตระ
เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงน่าเอาอนันตรปัจจัยเป็นต้น เหล่านั้นออก
แล้วตรัสว่า "อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย" โดยหมายเอา อารัมมณา-
ธิปติ และปกตูปนิสสยปัจจัย อันท่านสงเคราะห์แล้วด้วยอารัมมณู-
ปนิสสยปัจจัย. เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ปัจจัยทั้งหลาย ๓ เหล่านี้

646
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 647 (เล่ม 85)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๒ ในปัญหาที่ ๒ คือ
อารัมมณปัจจัยล้วน ๆ กับอธิปติปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย ด้วยอำนาจ
อารัมมณาธิปติ.
ก็ในปัญหาที่ ๓ (กุ-อัพ) ปัจจัย ๑๘ ปัจจัย ท่านแสดงแล้วด้วย
ปัจจัย ๕. อย่างไร ? คือ กุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ ด้วยอำนาจ
ของอัญญมัญญะ ปุเรชาตะ อาเสวน วิปากะ และสัหปยุตตปัจจัย. ย่อมเป็น
ด้วยอำนาจของปัจจัย ๙ ที่เหลือ. บรรดาปัจจัยเหล่านั้น อารัมมณปัจจัย
มี ๑. ก็เพราะกุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ ด้วยอำนาจอัญญมัญญะ
วิปากะ และสัมปยุตตปัจจัย. เหตุปัจจัยถูกปฏิเสธออก กัมมปัจจัยท่านถือ
เอาอีกแผนกหนึ่ง เพราะฉะนั้น ท่านจึงนำปัจจัย ๕ เหล่านี้ออก แล้วแสดง
ปัจจัย ๑๐ ด้วยสหชาตปัจจัย. บรรดาปัจจัย ๖ ที่ท่านกล่าวไว้ในหนหลัง
โดยอุปนิสสยปัจจัย เว้นอาเสวนปัจจัย ปัจจัยที่เหลือมี๕ ปัจฉาชาต-
ปัจจัย มี ๑ เท่านั้น. อนึ่ง กัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง ด้วยอำนาจสหชาตกัมม-
ปัจจัย และนานากขณิกกัมมปัจจัย ผู้ศึกษาพึงทราบว่าปัจจัย ๑๘ เหล่านี้
ท่านแสดงด้วยปัจจัย ๕ ในปัญหาที่ ๓ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนั้น.
ปัจจัย ๘ เหล่านี้ อันพระพุทธองค์ทรงแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๕ ใน
ปัญหาที่ ๓อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ปัจจัย ๑๐ ท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๑ เท่านั้น ในปัญหาที่ ๔
(กุ-ก อัพ). อย่างไร. จริงอยู่ กุศลย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่กุลาพยากตะ
ด้วยอำนาจของอัญญมัญญะ วิปากะ สัมปยูตตะ และวิปปยุตตปัจจัย ใน
บรรดาปัจจัย ๑๕ ที่ท่านกล่าวไว้แล้วในสหชาตปัจจัย เหตุปัจจัยถูกปฏิเสธ
ออกแล้ว ผู้ศึกษาชักปัจจัย ๕ เหล่านี้ออก แล้วพึงทราบว่าปัจจัย ๑๐ ที่

647
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 648 (เล่ม 85)

เหลือท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๑ ในปัญหาที่ ๔ นี้ ก็ปัจจัยเหล่านั้นท่าน
แสดงแล้วด้วยปัจจัยเหล่านั้นๆ. ในปัญหา ๔ ข้อ มีกุศลเป็นต้นเหล่านี้
ฉันใด ผู้ศึกษาพึงทราบว่าปัจจัยเหล่านั้น ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
แล้ว ด้วยปัจจัยเหล่านั้น ๆ ในปัญหา ๔ ข้อ แม้มีอกุศลเป็นต้น ฉันนั้น
(ปัญหา ๔ คือ อกุ-อกุ, อกุ-กุ, อกุ-อัพ, อกุ-อกุ อัพ).
ปัจจัย ๒๓ ท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๗ ในปัญหาที่ ๑ แห่งปัญหา
๓ ข้อ มีอัพยากตะเป็นต้น อื่นจากนั้น (คือ อัพ -อัพ, อัพ-กุ, อัพ-อกุ)
อย่างไร. คือ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ แม้ด้วยปัจจัย๒๔. ก็เมื่อ
เหตุปัจจัยถูกปฏิเสธออก ย่อมมีปัจจัย ๒๓. บรรดาปัจจัยเหล่านั้น
อารัมมณปัจจัยมี ๑ เท่านั้น ก็เพราะอาหารปัจจัย และอินทริยปัจจัยท่าน
ถือเอาอีกแผนกหนึ่ง เพื่อสงเคราะห์ธรรมที่ไม่เกิดรวมกันไว้ในอธิการนี้
ด้วย เพราะฉะนั้น ท่านจึงนำปัจจัย ๓ เหล่านั้นออก แล้วแสดงปัจจัย ๑๒
โสหชาตปัจจัย. ปัจจัยที่ท่านกล่าวไว้ในหนหลังโดยอุปนิสสยปัจจัยมี ๖.
ปุเรชาตปัจจัยมี ๑ เท่านั้น. ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทริยปัจจัยก็เหมือน
กัน. บัณฑิตพึงทราบว่าปัจจัย ๒๓ เหล่านี้ ท่านแสดงไว้แล้วด้วยปัจจัย ๗
ในอธิการนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ปัจจัย ๑๒ ท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๓ แม้ในปัญหาที่ ๒ อย่างไร
คือ อารัมมณปัจจัยมี ๑. ปัจจัย ๖ คือ อารัมมณาธิปติ อนันตระ สม-
นันตระ นัตถิ วิคตะ และอุปนิสสยปัจจัย ท่านแสดงแล้วด้วยอำนาจแห่ง
อารัมมณูปนิสสยะ โดยอุปนิสสยปัจจัย. ปุเรชาตะ นิสสยะ วิปปยุตตะ
อัตถิ และอวิคตปัจจัย ท่านแสดงแล้วด้วยปุเรชาตปัจจัย. บัณฑิตพึงทราบ

648
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 649 (เล่ม 85)

ว่าปัจจัย ๒ เหล่านี้ ท่านแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๓ ในปัญหาที่ ๒ นี้ (อัพ-
กุ) ด้วยประการฉะนี้ แม้ในปัญหาที่๓ (คือ อัพ-อกุ) ก็นัยนี้.
ในปัญหาที่ ๑แห่งปัญหา ๔ ข้อ ที่มีมูล ๒ (คือ กุ, อัพ-กุ.
กุ. อัพ-อัพ. อก, อัพ-อกุ. อกุ, อัพ-อัพ.) ต่อจากนั้นพระองค์ไม่ตรัสว่า
สหชาตปจฺจเยน ปุเรชาตปจฺจเยน แล้วแสดงปัจจัย ๓ ด้วยอำนาจนิสสยะ
อัตถิ และอวิคตปัจจัย ด้วยปัจจัย ๒ ที่พระองค์ตรัสว่า สหชาตํ ปุเรชาตํ.
จริงอยู่ กุศลขันธ์ทั้งหลายเมื่อให้สำเร็จความเป็นปัจจัยแก่กุศล พร้อมกับ
วัตถุรูป เป็นสหชาตะแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นสหชาตปัจจัย เพราะ
เหตุไร? เพราะเจือด้วยวัตถุรูป. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สหชาตํ
ด้วยอำนาจแห่ง นิสสยะ อัตถิ และอวิคตะ อันเป็นสหชาตะเหล่านี้.
แม้ในวัตถุรูปก็นัยนี้เหมือนกัน. จริงอยู่ แม้วัตถุรูปนั้นจะเกิดก่อนก็จริง
แต่หาเป็นปุเรชาตปัจจัยไม่ เพราะรวมกับขันธ์ คำว่า ปุเรชาตํ ตรัสแล้ว
ด้วยอำนาจแห่งนิสสยปัจจัยเป็นต้น ที่เกิดก่อนอย่างเดียว.
ปัจจัย ๔ ด้วยอำนาจสหชาตะ นิสสยะ อัตถิ และอวิคตะ พระองค์
ทรงแสดงแล้วด้วยปัจจัย ๔ ที่ท่านกล่าวว่า สหชาตํ ปจฺฉาชาตํ อาหารํ
อินฺทฺริยํ ในปัญหาที่ ๒. จริงอยู่ ในวาระนี้ย่อมได้สหชาตปัจจัยด้วย
ไม่ได้ปัจฉาชาตปัจจัยเป็นต้น ก็คำนั้นท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งปัจฉาชาตะ
และอัตถิ และอวิคตะ กล่าวคือ อาหารและอินทรีย์ เพราะว่ากุศลขันธ์
ทั้งหลาย อัพยากตะและมหาภูตรูปเป็นปัจจัยแก่อุปาทายรูป โดยส่วน ๔
คือ สหชาตปัจจัย นิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย. ก็กุศลที่เกิดใน
ภายหลังเป็นปัจจัยแก่อุปาทายรูปเหล่านั้นนั่นหละ กับภูตรูปเหล่านั้น
เหมือนกัน ด้วยอำนาจอัตถิและอวิคตปัจจัย. แม้ กพฬีการาหาร กับกุศล

649
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 650 (เล่ม 85)

ที่เกิดภายหลัง ก็เป็นปัจจัยแก่กายที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของอัตถิและอวิคต-
ปัจจัย. แม้ รูปชีวิตินทรีย์ กับกุศลที่เกิดภายหลังก็เป็นปัจจัยแก่กัมมชรูป
ด้วยอำนาจของอัตถิและอวิคตปัจจัยนั่นเอง. คำนี้ว่า สหชาตํ ปจฺฉาชตํ
อาหารํ อินฺทฺริยํ พระองค์ตรัสหมายถึงความเป็นปัจจัยโดยส่วน ๔ นี้.
ก็ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทริยปัจจัยย่อมไม่ได้ในอธิการนี้.
แม้ใน ปัญหา ๒ ข้อ ที่รวมกับอกุศล ข้างหน้าก็นัยนี้เหมือนกัน.
บัณฑิตพึงทราบประเภทแห่งปัจจัยทั้งหลาย ที่ท่านย่อกล่าวไว้ในปัญหา
เหล่านั้น ๆ โนอธิการนี้ด้วยประการฉะนี้ ฝ่ายข้าพเจ้าจักทำให้แจ้ง ซึ่ง
ความลดและความไม่ลดแห่งปัญหาเหล่านั้นๆ ในปัจจัยนั้น ๆ ข้างหน้า
แล.
วรรณนาความแห่งปัจจยุทธาระ จบ
วรรณนาความแห่งกุสลติกปัฏฐาน
ปัจจนียนัย
วาระ ๑๕ เหล่านี้ว่า กุสโล ธมฺโม กุสลสฺส ธมฺมสฺส เป็นต้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ด้วยสามารถอนุโลม. เพราะแม้ใน
ปัจจนียะ ก็วาระเหล่านี้แหละ ไม่มีเกินไปกว่านี้ มีแต่ต่ำกว่านี้ ฉะนั้น
บัดนี้ เพื่อจะแสดงวาระที่จะมีได้ในปัจจนียะแห่งวาระใด ๆ ตั้งแต่ต้น ด้วย
อำนาจแห่งจำนวน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำว่า นเหตุยา ปณฺณรส
เป็นต้น.

650