พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 591 (เล่ม 85)

บทว่า เอกํ ๑ วาระ ในฆฏนาที่ ๒ ความว่า อัพยากตะมีจักขุ
เป็นต้น เป็นปัจจัยแก่อกุศล.
ในฆฏนาที่ ๓ ได้แก่ วัตถุเป็นปัจจัยแก่อกุศล. ๒ ฆฏนาต่อจาก
นั้น ตรัสไว้ด้วยอำนาจอนันตรูปนิสสยปัจจัย. การคำนวณในฆฏนา
เหล่านั้นแจ่มแจ้งแล้ว.
ต่อจากนั้น อีก ๒ ฆฏนา ตรัสด้วยอำนาจอนันตรูปนิสสยปัจจัย
และปกตูปนิสสยปัจจัย. ใน ๒ ฆฏนานั้นโลกิยกุศลและอกุศลเจตนา ท่าน
ถือเอาโดยความเป็นปัจจัยในฆฏนาที่ ๑ ส่วนในฆฏนาที่ ๒ ถือเอาแต่
โลกุตตรกุศลอย่างเดียว.
ปุเรชาตมูลกนัย
พึงทราบวินิจฉัย ในฆฏนาที่มีปุเรชาตปัจจัยเป็นมูล ต่อไป. สอง
บทว่า อารมฺมเณ ตีณิ ในอารัมมณปัจจัย มี ๓ วาระ คือ อัพยากตะ
เป็นปัจจัยแก่กุศลเป็นต้น. สองบทว่า อธิปติยา เอกํ ในอธิปติปัจจัย
มี ๑ วาระ คือ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อกุศล. ในฆฏนาที่เหลือก็นัยเดียว
กันนี้.
ก็ในนัยนี้มีฆฏนา ๗ หมวด ในฆฏนาเหล่านั้น ฆฏนาที่ ๑ ตรัส
ไว้ด้วยอำนาจวัตถุและอารมณ์.
ฆฏนาที่ ๒ ตรัสไว้ด้วยอำนาจวัตถุ.
ฆฏนาที่ ๓ ตรัสด้วยอำนาจอารมณ์.
ฆฏนาที่ ๔ ตรัสด้วยอำนาจแห่งเวลาที่วัตถุเป็นอารมณ์.

591
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 592 (เล่ม 85)

ฆฏนาที่ ๕ ตรัสด้วยอำนาจอารัมมณาธิปติปัจจัย.
ฆฏนาที่ ๖ ตรัสด้วยอำนาจแห่งเวลาที่วัตถุเป็นอารัมมณาธิปติ.
ฆฏนาที่ ๗ ตรัสด้วยอำนาจจักขุวัตถุเป็นต้น.
ปัจฉาชาตมูลกนัย
พึงทราบวินิจฉัย ในฆฏนาที่มีปัจฉชาตปัจจัยเป็นมูล ต่อไป.ปัจจัย
๒๐ ย่อมประกอบไม่ได้ ประกอบได้เฉพาะ ๓ ปัจจัยเท่านั้น ในนัยนี้มี
ฆฏนา ๑ เท่านั้นเอง ฆฏนานั้นพึงทราบด้วยอำนาจกุศลเป็นต้นเป็นปัจจัย
แก่กาย. แม้ในนัยที่อาเสวนปัจจัยเป็นมูลก็มีฆฏนา ๑ เหมือนกัน.
กัมมมูลกนัย
พึงทราบวินิจฉัย ในฆฏนาที่มีกัมมปัจจัยเป็นมูล ต่อไป. สอง
บทว่า อนนฺตเร เอกํ ในอนันตรปัจจัย มี ๑ วาระ ท่านกล่าวไว้ด้วย
อำนาจเจตนาในมรรค. ในคำว่า อญฺญมญฺเญ ตีณิ ในอัญญมัญญปัจจัย
มี ๓ วาระ พึงถือเอาแม้วัตถุในปฏิสนธิกาลด้วย. สองบทว่า อุปนิสฺสเย
เทฺว ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ วาระ คือ วาระ ๒ ที่กล่าวไว้ในหนหลัง
ด้วยอำนาจอนันตรูปนิสสยปัจจัยและปกตูปนิสสยปัจจัย. แม้ฆฏนาที่เหลือ
พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังดังนี้แล. ก็ในนัยนี้มีฆฏนา๑๑
หมวด บรรดาฆฏนาเหล่านั้น ๒ ฆฏนาแรกตรัสด้วยอำนาจนานักขณิก-
กัมมปัจจัย โดยแบ่งเป็นปกตูปนิสสัยและอนันตรูปนิสสัย นอกจาก

592
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 593 (เล่ม 85)

นั้นอีก ๔ ฆฏนา ตรัสด้วยอำนาจเอกขณิกกัมมปัจจัยจากธรรมทั้งที่เป็น
สวิบากและอวิบาก. ในฆฏนา ๔ ข้อเหล่านั้น.
ฆฏนาที่ ๑ ได้จิตตชรูปพร้อมกันอรูป.
ฆฏนาที่ ๒ ได้วัตถุพร้อมกับอรูป.
ฆฏนาที่ ๓ ได้เฉพาะอรูป อย่างเดียว.
ฆฏนาที่ ๔ ได้เฉพาะจิตตชรูป ส่วนกฏัตตารูป ได้ในปฏิสนธิ-
กาล.
ฆฏนา ๕ ฆฏนาอื่นจากนั้น เป็น สวิปากะ มีนัยอันข้าพเจ้าได้
กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
วิปากมูลกนัย
ฆฏนา ๕ ฆฏนา ใน นัยที่มีปากปัจจัยเป็นมูล มีเนื้อความ
กระจ่างแล้ว.
อาหารมูลกนัย
คำว่า สตฺต ๗ วาระ เป็นต้น ใน นัยที่มีอาหารปัจจัยเป็นมูล มี
นัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วเหมือนกัน. ก็ในนัยนี้มีฆฏนา ๓๔ ฆฏนา. บรรดา
ฆฏนาเหล่านั้น ๕ ฆฏนาแรก ท่านกล่าวไว้โดยเป็นทั้ง สวิปากฆฏนา
และ อวิปากฆฏนา เหมือนกัน .
ในฆฏนานั้น อาหารทั้ง ๔ ย่อมได้ใน ฆฏนาที่ ๑.

593
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 594 (เล่ม 85)

เฉพาะนามอาหาร ๓ เท่านั้นได้ใน ฆฏนาที่ ๒.
ฆฏนาที่ ๓ มีวัตถุเป็นปัจจยุบบันด้วย.
ฆฏนาที่ ๔ ไม่มีวัตถุ.
ฆฏนาที่ ๕ มีรูปเท่านั้นเป็นปัจจยุบบัน ฆฏนา ๕ ฆฏนาอื่นต่อ
จากนั้น มีนัยดังข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง.
ฆฏนา ๙ ฆฏนาต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยอำนาจ
แห่งอาหาร คือ เจตนา (มโนสัญเจตนาหาร), ๙ ฆฏนานอกจากนั้น
ตรัสด้วยอำนาจวิญญาณาหารที่มีอธิบดี, ๖ ฆฏนานอกจากนั้น ตรัส
ด้วยอำนาจวิญาณาหารที่มีอธิบดี, ใน ๖ ฆฏนานั้น ๓ ฆฏนา ตรัสด้วย
อำนาจธรรมทั้งที่เป็นสวิปากฆฏนาและอวิปากฆฏนาเหมือนกัน (หรือรวม
กัน) อีก ๓ ฆฏนา ตรัสด้วยอำนาจสวิปากฆฏนาอย่างเดียว ใน ๓ ฆฏนา
นั้น ไม่มีวัตถุรูป เพราะไม่มีโลกิยวิบาก.
อินทริยมูลกนัย
คำว่า ปุเรชาเต เอกํ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ใน นัยที่มี
อินทริยปัจจัยเป็นมูล มีฆฏนา ๑ คือ อัพยากตะกับอัพยากตะ ด้วย
อำนาจแห่งจักขุนทรีย์เป็นต้น. ฆฏนาที่มีมูล ๒ ที่เหลือ พึงทราบตามนัย
ที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง. ก็ในนัยนี้ มีฆฏนา ๗๖ ฆฏนา.
บรรดามฆฏนา ๗๖ ฆฏนาเหล่านั้น ฆฏนาที่ ๑ ได้อินทรีย์ทั้งหมด
โดยอรรถว่าเป็นปัจจัย.
ฆฏนาที่ ๒ ไม่มีรูปชีวิตินทรีย์ เพราะว่ารูปชีวิตินทรีย์แม้นั้น ย่อม
ไม่เป็นที่อิงอาศัย.

594
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 595 (เล่ม 85)

ฆฏนาที่ ๓ ได้แก่ อรูปอินทรีย์เป็นปัจจัยแก่รูป.
ฆฏนาที่ ๔ ได้แก่ จักขุนทรีย์เป็นต้น เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ
เป็นต้น.
ฆฏนาที่ ๙ ฆฏนาต่อจากนั้น ตรัสด้วยอำนาจอรูปอินทรีย์ ที่เกิด
พร้อมกัน.
ฆฏนาที่ ๙ ฆฏนาถัดจากนั้น ตรัสด้วยอำนาจอินทรีย์ที่เป็นตัว
มรรค.
ฆฏนาที่ ๙ ฆฏนาต่อจากนั้น ตรัสด้วยอำนาจอินทรีย์ที่เป็นองค์
ฌาน.
ฆฏนาที่ ๙ ฆฏนาต่อจากนั้น ตรัสด้วยอำนาจอินทรีย์ที่เป็นทั้งฌาน
และมรรค.
ฆฏนา ๙ ฆฏนาต่อจากนั้น ตรัสด้วยอำนาจมนินทรีย์อย่างเดียว.
ฆฏนา ๖ ฆฏนาต่อจากนั้น มีอธิบดี.
ฆฏนา ๖ ฆฏนาต่อจากนั้น ประกอบด้วยมรรค ด้วยอำนาจ
วิริยาธิปติและวีมังสาธิปติ.
ฆฏนา ๙ ฆฏนาต่อจากนั้น ไม่มีอธิบดี ด้วยอำนาจอโมหเหตุ.
ฆฏนา ๖ ฆฏนามีอธิบดี ในบรรดาฆฏนาทั้งหมดเหล่านั้น ฆฏนา
ทั้งที่ไม่ประกอบและประกอบด้วยวิปากปัจจัย พึงทราบตามนัยที่ข้าพเจ้า
กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

595
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 596 (เล่ม 85)

ฌานมูลนัย
แม้ใน ฆฏนาที่มีฌานปัจจัยเป็นมูล ฆฏนาที่มีมูล ๒ พึงทราบตาม
นัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลังเหมือนกัน. ก็ในนัยนี้มีฆฏนา ๓๖ ฆฏนา
บรรดาฆฏนาเหล่านั้น ๙ ฆฏนาแรก ตรัสด้วยอำนาจองค์ฌานทั่วไป ไม่
มุ่งถึงความเป็นอินทรีย์หรือมรรค.
ฆฏนา ๙ ฆฏนาต่อจากนั้น ตรัสด้วยองค์ฌานที่เป็นตัวมรรค.
ฆฏนา ๙ ฆฏนาต่อจากนั้น ตรัสด้วยอำนาจองค์ฌานที่เป็นทั้ง
อินทรีย์และมรรค.
อนึ่ง บรรดาหมวด ๙ สี่หมวดเหล่านี้ ฆฏนา ๔ ฆฏนาข้างต้น
ทั่วไปแก่วิบากและอวิบาก.
ฆฏนา ๕ ฆฏนา ในที่สุดได้วิบากเท่านั้น. ฆฏนาเหล่านั้นข้าพเจ้า
กล่าวไว้แล้วในหนหลังเหมือนกัน.
มัคคมูลกนัย
ฆฏนาที่มีมูล ๒ ใน นัยที่มีมัคคปัจจัยเป็นมูล พึงทราบตามนัยที่
ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วนั่นเทียว. ก็ในนัยนี้มีฆฏนา ๕๗ ฆฏนา บรรดาฆฏนา
เหล่านั้น.
๙ ฆฏนาแรก ตรัสด้วยองค์มรรคล้วนไม่รวมถึงความเป็นอินทรีย์
และฌาน.
๙ ฆฏนาต่อจากนั้น ตรัสด้วยอำนาจมรรคที่เป็นอินทรีย์.
๙ ฆฏนาต่อจากนั้น ตรัสด้วยอำนาจมรรคที่เป็นฌาน.

596
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 597 (เล่ม 85)

๙ ฆฏนา ตรัสด้วยอำนาจมรรคเป็นทั้งอินทรีย์และฌาน.
๖ ฆฏนาต่อจากนั้น ตรัสด้วยมรรคที่เป็นอธิบดี.
๙ ฆฏนาต่อจากนั้น ตรัสด้วยอำนาจมรรคและเหตุที่ไม่เป็นอธิบดี.
๖ ฆฏนาต่าจากนั้น ตรัสด้วยอำนาจมรรคและเหตุที่เป็นอธิบดี.
ในหมวดที่มี ฆฏนา ๙ ฆฏนามีอยู่๕ หมวด เป็นสวิปากฆฏนา
หมวดละ ๕ ฆฏนา, ในหมวดที่มีฆฏนา ๖ ฆฏนา เป็นสวิปากฆฏนา
หมวดละ ๓ ฆฏนา. ที่เหลือเป็นสาธารณะ. ฆฏนาเหล่านั้นมีนัยดังข้าพเจ้า
กล่าวแล้วในหนหลัง.
สัมปยุตตมูลกนัย
ฆฏนาที่มีมูล ๒ ใน นัยที่มีสัมปยุตตปัจจัยเป็นมูล ชัดเจนแล้ว.
ก็ในนัยนี้ฆฏนา ๒ ฆฏนาเท่านั้น ใน ๒ ฆฏนานั้น ฆฏนา ๑ ตรัสด้วย
อำนาจธรรมทั่วไป ฆฏนา๑ ตรัสด้วยอำนาจแห่งวิบาก.
วิปปยุตตมูลกนัย
แม้ในนัยที่มีวิปปยุตตปัจจัยเป็นมูล ฆฏนาที่มีมูล ๒ ชัดเจนแล้ว.
ก็ในนัยนี้มีฆฏนา ๑๓ ฆฏนา. บรรดาฆฏนาเหล่านั้น. คำว่า ปญฺจ ๕ วาระ
ในฆฏนาที่ ๑ คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อกุศลเป็นปัจจัยแก่
อัพยากตะ ส่วนอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กุศล อกุศล และอัพยากตะทั้ง ๓.
ก็ในนัยนี้มีวิปปยุตตปัจจัยเป็นต้นเหล่านี้ เกิดพร้อมกันก็มี เกิดภายหลัง
และเกิดก่อนก็มี.

597
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 598 (เล่ม 85)

ใน ฆฏนาที่ ๒ เฉพาะที่เป็นปุเรชาตะและสหชาตะเท่านั้น.
ปัจจัยเหล่านั้นนั่นเอง ตรัสไว้ใน ฆฏนาที่ ๓ ด้วยอำนาจแห่ง
อธิบดี. บรรดาปัจจัยเหล่านั้นได้วาระ ๔ อย่างนี้ คือ กุศลเป็นปัจจัย
แก่อัพยากตะ อกุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ แต่อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่
อัพยากตะและแก่อกุศล ด้วยอำนาจแห่งอารัมมณาธิปติปัจจัย.
บทว่า ตีณิ ๓ วาระ ใน ฆฏนาที่ ๔ คือ กุศลเป็นต้น เป็นปัจจัย
แก่อัพยากตะ. ก็ในนี้ได้ทั้งรูปอินทรีย์และนามอินทรีย์.
ใน ฆฏนาที่ ๕ นามเท่านั้นเป็นปัจจัย.
ใน ฆฏนาที่ ๖ รูปคือวัตถุรูปเป็นปัจจัย.
ใน ฆฏนาที่ ๗ รูปเป็นปัจจัยแก่กุศลและอัพยากตะ ด้วยอำนาจ
-แห่งวิปัสสนา. หทัยวัตถุเท่านั้นเป็นปัจจัยแก่อกุศล ด้วยอำนาจเป็นที่
ยินดี.
ใน ฆฏนาที่ ๘ หทัยวัตถุนั้นเองเป็นปัจจัยแก่อกุศล.
ใน ฆฏนาที่ ๙ จักขุเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ.
ใน ฆฏนาที่ ๑๐ กุศลเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน.
ใน ฆฏนาที่ ๑๑ วัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายในปฏิสนธิกาล.
ใน ฆฏนาที่ ๑๒ ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปในปฏิสนธิ-
กาล.
ใน ฆฏนาที่ ๑๓ ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่วัตถุรูปในปฏิสนธิ-
กาล.

598
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 599 (เล่ม 85)

อัตถิมูลกนัย
ใน นัยที่มีอัตถิปัจจัย เป็นมูล. สองบทว่า อุปนิสฺสเย เอกํ ใน
อุปนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ คือ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อกุศลด้วยอำนาจ
อารัมมณูปนิสสยะ ฆฏนาที่เหลือในทุมูลกนัยตื้นทั้งนั้น. ก็ในนัยนี้มี
ฆฏนา ๒๙ ฆฏนา. บรรดาฆฏนาเหล่านั้น ฆฏนาที่ ๑ ได้สหชาตปัจจัย-
ปุเรชาตปัจจัย และปัจฉาชาตปัจจัย ด้วยอำนาจอรูป, วัตถุอารมณ์,
มหาภูตรูป อินทรีย์, และอาหาร.
ใน ฆฏนาที่ ๒ ได้กพฬีการาหารและรูปชีวิตินทรีย์ที่เกิดในภาย-
หลัง.
ฆฏนาที่ ๑ และที่ ๒ เท่านั้นกับอธิปติปัจจัย ท่านจัดเป็น ฆฏนา
ที่ ๓ และ ฆฏนาที่ ๔ ในฆฏนาต่อไป.
เฉพาะฆฏนาที่ ๑ กับอาหาร ๔ จัดไว้เป็น ฆฏนาที่ ๕.
ฆฏนาที่ ๑ กับรูปชีวิตินทรีย์จัดเป็น ฆฏนาที่ ๖ กับรูปและอรูป-
อินทรีย์จัดไว้เป็น ฆฏนาที่ ๗ อีก.
ก็หรือว่าเฉพาะฆฏนาที่ ๒ เท่านั้น กับอินทรีย์ทั้งหลายจัดเป็น
ฆฏนาที่ ๗.
เฉพาะฆฏนาที่ ๑ และที่ ๒ กับวิปปยุตตปัจจัยจัดเป็น ฆฏนาที่ ๘
และ ฆฏนาที่ ๙.
บรรดาฆฏนาเหล่านั้น ฆฏนาที่ ๙ กับอธิปติปัจจัยจัดเป็น ฆฏนา
ที่ ๑๐.
ต่อจากนั้น เอาวัตถุรูปออก ด้วยอำนาจเป็นปัจจัยใน ฆฏนาที่ ๑๑.

599
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 600 (เล่ม 85)

อรูปธรรมทั้งหลายเท่านั้น เป็นปัจจัยใน ฆฏนาที่ ๑๒.
ใน ฆฏนาที่ ๑๓ มีวัตถุที่เป็นอารมณ์เป็นปัจจัย.
ใน ฆฏนาที่ ๑๔ มีวัตถุเท่านั้นเป็นปัจจัย.
ใน ฆฏนาที่ ๑๕ มีอารมณ์เท่านั้น เป็นปัจจัย.
ใน ฆฏนาที่ ๑๖ มีวัตถุเท่านั้นเป็นอารมณ์.
ใน ฆฏนาที่ ๑๗ วัตถุนั้นเองเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจเป็น
อารัมมณาธิปติ.
ใน ฆฏนาที่ ๑๘ วัตถุนั้นเองเป็นอารมณ์ด้วยอำนาจอารัมมณูป-
นิสสยปัจจัย.
จักขุเป็นต้นเท่านั้นเป็นปัจจัย ใน ฆฏนาที่ ๑๙.
ฆฏนาที่ ๑๙ เหล่านี้ ชื่อว่า ปกิณณกฆฏนา อันพระองค์ตรัสไว้
โดยไม่ถือเองซึ่งสหชาตะ. ๑๐ ฆฏนา ต่อจากนั้น ตรัสด้วยอำนาจสหชาต-
ฆฏนา.
นัตถิ-วิคตมูลกนัย
ในนัยที่มี นัตถิและวิคตปัจจัยเป็นมูล มีฆฏนา ๓ ด้วยอำนาจ
อุปนิสสยปัจจัย อาเสวนปัจจัย และกัมมปัจจัย เหมือนในนัยที่มีอนันตระ
และสมนันตรปัจจัยเป็นมูล.

600