พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 581 (เล่ม 85)

ในหนหลัง. บรรดาฆฏนาที่มีอธิบดี ๓ ฆฏนาข้างต้น ตรัสไว้ด้วยอำนาจ
แห่งเหตุทั้งที่เป็นวิบากและไม่เป็นวิบากโดยสามัญ.
บรรดาฆฏนาเหล่านั้น ใน ฆฏนาที่ ๑ มี ๔ วาระ มีนัยดังกล่าว
แล้วนั่นแล.
ใน ฆฏนาที่ ๒ ไม่มีรูป.
ใน ฆฏนาที่ ๓ ไม่มีอรูป. ๓ ฆฏนานอกจากนั้นตรัสไว้ด้วยอำนาจ
แห่งเหตุฝ่ายวิบาก.
บรรดาฆฏนาเหล่านั้น ฆฏนาที่ ๑ ได้ทั้งรูปและนาม.
ฆฏนาที่ ๒ ได้แต่นามเท่านั้น.
ฆฏนาที่ ๓ ได้เฉพาะรูปแล.
ผู้ศึกษา ครั้นทราบวิธีคำนวณที่ได้ในการประกอบร่วมแห่งปัจจัย
นั้น ๆ ดังพรรณนามาแล้ว พึงขยายวิธีคำนวณในติมูลกนัยเป็นต้น
ต่อไป.
เหตุมุลกนัย จบ
อารัมมณมูลกนัย
พึงทราบวินิจฉัย ในฆฏนาที่มีอารมณ์เป็นมูล ต่อไป. ปัจจัย ๗ มี
อธิปติปัจจัยเป็นต้น เป็นสภาคะกับอารัมมณปัจจัย ที่เหลือ ๑๖ ปัจจัย
เป็นวิสภาคะ เพราะฉะนั้น อย่าประกอบปัจจัย๑๖เหล่านั้น (กับอารัมมณ-
ปัจจัย) ประกอบเฉพาะ ๗ ปัจจัยเท่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า
อธิปติยา สตฺต ความว่า ในอธิปติปัจจัย มีวิสัชนา ๗ วาระ คือ

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 582 (เล่ม 85)

วิสัชนา ๓ วาระ ที่มีกุศลเป็นมูลอย่างนี้ คือ กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่
กุศลธรรม ๑ แก่อกุศลธรรม ๑ แก่อัพยากตธรรม ๑, วิสัชนา ๑ วาระ
มีอกุศลเป็นมูล, วิสัชนา ๓ วาระมีอัพยากตะเป็นมูล. สองบทว่า นิสฺสเย
ตีณิ คือ วิสัชนา ๓ วาระ มีอัพยากตะเป็นมูลด้วยอำนาจแห่งวัตถุนั่นเอง.
สองบทว่า อุปนิสฺสเย สตฺต เหมือนที่กล่าวไว้ในหนหลัง. สองบทว่า
ปุเรชาเต ตีณิ คือ วิสัชนา ๓ วาระ ที่มีอัพยากตะเป็นมูลด้วยอำนาจ
วัตถุและอารมณ์. สองบทว่า วิปฺปยุตฺเต ตีณิ คือ วิสัชนา ๓ วาระ ที่มี
อัพยากตะเป็นมูลด้วยอำนาจวัตถุอย่างเดียว. สองบทว่า อตฺถิอวิคเตสุ ตีณิ
คือ วิสัชนา ๓ วาระ ที่มีอัพยากตะเป็นมูลด้วยอำนาจวัตถุที่เป็นอารมณ์.
เหมือนอย่างในเหตุมูลกนัย ท่านตั้งฆฏนาไว้เพื่อแสดงข้อกำหนด ฉันใด
แม้ในอารัมมณมูลกนัยเป็นต้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
บรรดาฆฏนาเหล่านั้น ในฆฏนา ๕ ที่ท่านตั้งไว้ในอารัมมณมูลก-
นัยนี้ก่อน บรรดาฆฏนาเหล่านั้น
ฆฏนาที่ ๑ มี ธิบดีด้วยอำนาจอารัมณาธิปติปัจจัย บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า สตฺต คือ วิสัชนาที่ได้ในอารัมมณาธิปติทุกะนั่นเอง.
ฆฏนาที่ ๒ ไม่มีอธิบดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตีณิ คือ
วิสัชนาที่อัพยากตะเป็นมูล ด้วยอำนาจแห่งวัตถุและอารมณ์หรืออารมณ์
อย่างเดียว.
ฆฏนาที่ ๓ ประกอบในนิสสยปัจจัย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
ตีณิ คือ มีอัพยากตะเป็นมูลด้วยอำนาจวัตถุ.
ฆฏนาที่ ๔ และ ฆฏนาที่ ๕ มีอธิบดี ในสองข้อนั้น บทว่า
เอกํ ในฆฏนาที่ ๔ ได้แก่ อกุศลที่มีอัพยากตะเป็นมูล ด้วยอำนาจวัตถุ

582
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 583 (เล่ม 85)

และอารมณ์หรือด้วยอำนาจอารมณ์. บทว่า เอกํ ในฆฏนาที่ ๕ ได้แก่
อกุศลที่มีอัพยากตะเป็นมูลโดยเป็นนิสสยปัจจัย.
ผู้ศึกษาพึงทราบวิธีนับในติมูลกนัยเป็นต้น ด้วยอำนาจปัจจัยที่ได้
อยู่ในอธิการนี้ ดังพรรณนามาแล้ว. แม้ในนัยที่มีอธิปติปัจจัยเป็นมูล
ก็เหมือนกัน. แต่สำหรับข้าพเจ้าจะไม่ขอกล่าวอธิบายอย่างพิสดาร ด้วย
อำนาจอารัมมณะ อินทรีย์ และวิปากปัจจัย จะกล่าวเฉพาะที่สมควรกล่าว
ในที่นั้น ๆ เท่านั้น.
อธิปติมูลกนัย
พึงทราบวินิจฉัย ใน อธิปติมูลกนัย ต่อไป. สองบทว่า สหชาเต
สตฺต ในสหชาตปัจจัย มี ๗ วาระ ได้วิสัชนา ๗ วาระ คือ วิสัชนา
๓ วาระ มีกุศลเป็นมูลด้วยอำนาจสหชาตาธิปติปัจจัย วิสัชนา ๓ วาระ
มีอกุศลเป็นมูล, วิสัชนาอีก ๑ วาระ มีอัพยากตะเป็นมูล. ก็อารัมมณธิปติ-
ปัจจัยย่อมไม่ได้สหชาตปัจจัย และสหชาตปัจจัยก็ย่อมไม่ได้อารัมมณาธิปติ-
ปัจจัย. สองบทว่า อญฺญมญฺเญ ตีณิ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ
คือ มีวิสัชนา ๓ วาระ ด้วยอำนาจสหชาตาธิปติปัจจัยเท่านั้น. สองบทว่า
นิสฺสเย อฏฺฐ ในนิสสยปัจจัย มี ๘ วาระ คือ มีกุศลเป็นมูล ๓ วาระ.
มีอกุศลเป็นมูล ๓ วาระ, มีอัพยากตะเป็นมูล ๒ วาระ. จริงอยู่ อธิบดี
ที่เป็นอัพยากตะ ย่อมเป็นที่อาศัยแห่งอัพยากตธรรม โดยเป็นสหชาตปัจจัย
และอารัมมณปัจจัย เป็นที่อาศัยแห่งอกุศล โดยเป็นอารัมมณปัจจัยอย่าง
เดียว แต่ไม่เป็นที่อาศัยแห่งกุศลธรรมโดยประการทั้งสอง วิสัชนาที่มี

583
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 584 (เล่ม 85)

อัพยากตะเป็นมูลมี ๒ วาระเท่านั้น รวมเป็นวิสัชนา ๘ วาระ ด้วยอธิบาย
มานี้.
วิสัชนา ๗ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัยเหมือนกับอารัมมณปัจจัยนั้นเอง.
สองบทว่า ปุเรชาเต เอกํ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๑ วาระ อัพยากตาธิบดี
เป็นปัจจัยแก่อกุศล ด้วยอำนาจอารมณ์. สองบทว่า วิปาเก เอกํ ใน
วิปากปัจจัย มี วาระ คือ โลกุตตรอัพยากตะกับอัพยากตะ. วิสัชนา
๗ วาระ ในอาหารปัจจัยเป็นต้น ได้แล้วในเอกมูลกนัยในหนหลังนั่นเอง.
สองบทว่า วิปฺปยุตฺเต จตฺตาริ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๔ วาระ คือ
อัพยากตะกับกุศล, อัพยากตะกับอกุศล, อัพยากตะกับอัพยากตะ, และ
กุศลกับอัพยากตะ. วิสัชนา ๘ วาระในอัตถิปัจจัยและอวิตตปัจจัยเช่นเดียว
กับนิสสยปัจจัยนั่นเอง.
ก็ในอธิการนี้ ฆฏนาทั้งหลายท่านไม่ประกอบกับอารัมมณปัจจัย
เป็นต้น ตามลำดับ ประกอบกับอัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัยก่อน. ถามว่า
เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะรวมอธิบดีทั้งสองปัจจัย ไว้ด้วยกัน.
บรรดาฆฏนาเหล่านั้น ในฆฏนาต้น ได้วัตถุที่เป็นอารมณ์ (วัตถา-
รัมมณะ) ด้วยอำนาจของอารัมมณาธิปติปัจจัย.
ในฆฏนาที่ ๒ ได้วัตถุอย่างเดียว สำหรับบุคคลผู้ยินดีอย่างหนัก
ด้วยอำนาจเป็นที่อาศัย (สำหรับบุคคลผู้ทำไห้หนักด้วยอำนาจเป็นที่อาศัย
แล้วยินดีอยู่).
ในฆฏนาที่ ๓ ได้ธรรมมีกุศลเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่รูปทั้งหลาย
ด้วยอำนาจของสหชาตาธิปติปัจจัย. ได้วัตถุเป็นปัจจัยแก่อกุศล ด้วย
อำนาจของอารัมมณาธิปติปัจจัย.

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 585 (เล่ม 85)

ฆฏนา ๓ ข้อ นอกจากนั้นตรัสไว้ด้วยอำนาจอารัมมณาธิปติปัจจัย.
บรรดาฆฏนาเหล่านั้น วิสัชนา ๗ วาระ ในฆฏนาที่ ๑ ข้าพเจ้ากล่าวไว้
เรียบร้อยแล้วในหนหลัง.
บทว่า เอกํ ในฆฏนาที่ ๒ คือ วัตถุที่เป็นอารมณ์ที่เกิดก่อนเป็น
ปัจจัยแก่อกุศล. ในฆฏนาที่ ๓ วัตถุเท่านั้นเป็นปัจจัยแก่อกุศล.
ฆฏนา ๓ ข้อต่อจากนั้น ทั่วไปแก่ธรรมทั้งที่เป็นวิบากและมิใช่
วิบาก ตรัสไว้ด้วยอำนาจสหชาตาธิปติปัจจัย. บรรดาฆฏนาเหล่านั้นใน
ฆฏนาที่ ๑ ได้ทั้งรูปและอรูป.
ฆฏนาที่ ๒ ได้เฉพาะอรูปอย่างเดียว.
ฆฏนาที่ ๓ ได้รูปเท่านั้น.
ฆฏนาที่ ๓ ข้อนอกจากนั้น ตรัสไว้ ด้วยอำนาจวิปากาธิปติปัจจัย.
แม้บรรดา ๓ ฆฏนานั้น ฆฏนาท ๑ ได้ทั้งรูปและอรูป.
ฆฏนาที่ ๒ ได้อรูป.
ฆฏนาที่ ๓ ได้เฉพาะรูปเท่านั้น.
ฆฏนา ๖ นอกจากนั้นประกอบด้วยอาหาระและอินทริยปัจจัย ตรัส
ไว้ด้วยอำนาจแห่งจิตตาธิปติปัจจัย. บรรดาฆฏนา ๖ ฆฏนาเหล่านั้นไม่มี
วิบาก ๓ ฆฏนา มีวิบาก ๓ ฆฏนา. วิธีคำนวณในฆฏนาเหล่านั้นแจ่มแจ้ง
แล้วแล. ฆฏนา ๖ ฆฏนานอกจากนั้นตรัสไว้ด้วยอำนาจวิริยาธิปติ.
ถามว่า ก็เมื่อว่าตามลำดับอธิบดีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัส
ฆฏนาด้วยอำนาจวิริยาธิปติไว้เป็นอันดับแรกมิใช่หรือ (แต่) ทำไมพระ-
พุทธองค์จึงไม่ตรัสอย่างนั้น. แก้ว่า เพราะฆฏนาเหล่านั้นเหมือนกับ
ฆฏนาที่ตรัสไว้ด้วยอำนาจเหตุข้างหน้า. จริงอยู่ ฆฏนาที่ตรัสไว้ด้วยอำนาจ

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 586 (เล่ม 85)

เหตุข้างหน้าเกี่ยวเนื่องด้วยมรรค เพราะอโมหเหตุเป็นวีมังสาธิปติ และ
เพราะวีมังสาธิปติเป็นตัวสัมมาทิฏฐิ. อนึ่ง แม้วิรยะก็จัดเป็นมรรค เพราะ
เป็นสัมมาวายามะ และมิจฉาวายามะ เพราะฉะนั้น ฆฏนาทั้งหลายพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสหมุนเวียนไปกับวิริยะนั้นว่า เหมือนกันกับฆฏนา
ที่ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งเหตุข้างหน้า. วิธีคำนวณแม้ในฆฏนาเหล่านั้น
แจ่มแจ้งแล้วแล.
อนันตร-สมนันตรมูลกนัย
บทว่า สตฺต ๗ นฆฏนาที่มี อนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย
เป็นมูล ความว่า มีวิสัชนา ๗ วาระอย่างนี้ คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล
และแก่อัพยากตะ, อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศลและแก่อัพยากตะ, อัพยา-
กตะเป็นปัจจัยแก่กุศลแก่อกุศล และแก่อัพยากตะแม้ทั้ง ๓. สองบทว่า
กมฺเม เอกํ ในกัมมปัจจัย มี ๑ วาระ คือ กุศลมัคคเจตนา เป็นปัจจัย
แก่วิปากาพยากตะของตน ก็ในปัจจัยเหล่านั้นมีฆฏนา ๓ เท่านั้น ฆฏนา
เหล่านั้น ประกอบตามลำดับวิสัชนาที่มีวาระมาก.
พึงทราบวินิจฉัยใน ฆฏนาที่มีสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย และ
นิสสยปัจจัยเป็นมูล ต่อไป. ปัจจัยใด ๆ ที่ตรัสไว้ในทุมูลกนัย ปัจจัย
นั้นเป็นสภาคะกับปัจจัยที่อยู่ข้างต้น เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาครั้นทราบวิธี
คำนวณในทุมูลกนัยแล้ว พึงทราบวิธีคำนวณในฆฏนาทั้งหลายในที่ทุก
แห่งด้วยอำนาจปัจจัยที่คำนวณได้น้อยกว่าในบรรดาปัจจัย ที่นำมาเชื่อม
ข้างปลาย.

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 587 (เล่ม 85)

สหชาตมูลกนัย
บรรดาฆฏนาเหล่านั้น ฆฏนาที่มี สหชาตปัจจัยเป็นมูล มี ๑๐
ฆฏนา ในฆฏนา๑๐นั้นที่เป็น อวิปากฆฏนา มี ๕ ฆฏนา เป็น สวิปาก-
ฆฏนา มี ๕ ฆฏนา.
ในสองอย่างนั้น ที่เป็น อวิปากฆฏนา ก่อน ใน ฆฏนาที่ ๑ มี
วิสัชนา ๙ วาระอย่างนี้ คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล. แก่อัพยากตะและ
แก่กุสลาพยากตะ, กุสลาพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ รวมเป็น ๔
วาระ. อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล แก่อัพยากตะ แก่อกุสลาพยากตะ,
อกุสลาพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากคะ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ
เท่านั้น. บรรดาวิสัชนาเหล่านั้นในวิสัชนา ๘ วาระ มีกุศลและอกุศล
เป็นต้น ได้ทั้งอรูป (นาม) และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ในอัพยากตะ
ได้วัตถุรูป. บรรดารูปทั้งหลาย วัตถุรูปเท่านั้นมีได้ในวิสัชนาฝ่ายอัพยากตะ
ใน ฆฏนาที่ ๒.
บรรดาฆฏนาแม้ทั้ง ๓ อรูปเท่านั้นมีได้ในฆฏนาที่ ๓.
ใน ฆฏนาที่ ๔ ได้เฉพาะรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานเท่านั้น.
ใน ฆฏนาที่ ๕ ได้อรูปธรรมกับวัตถุรูปในปฏิสนธิกาล.
ใน สวิปากฆฏนา ใน ฆฏนาที่ ๑ ได้วิบากจิต และรูปที่มีวิบาก-
จิตเป็นสมุฏฐาน.
ฆฏนาที่ ๒ ได้วิบากและวัตถุรูป.
ฆฏนาที่ ๓ ได้วิบากอย่างเดียว.
ฆฏนาที่ ๔ ได้รูปที่มีวิบากจิตเป็นสมุฏฐานอย่างเดียว.

587
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 588 (เล่ม 85)

ฆฏนาที่ ๕ ได้เฉพาะวัตถุรูป.
อัญญมัญญมูลกนัย
ใน อัญญมัญญมูลกนัย มีฆฏนา ๖ บรรดาฆฏนา ๖ เหล่านั้น
๓ ฆฏนาแรกเป็นอวิปากฆฏนา ๓ ฆฏนาท้ายเป็นสวิปากฆฏนา วิธีคำนวณ
ในฆฏนาเหล่านั้นแจ่มแจ้งแล้ว.
นิสสยมูลกนัย
พึงทราบวินิจฉัยในนัยที่มี นิสสยปัจจัยเป็นมูล ต่อไป. คำว่า
นิสฺสยปจฺจยา อารมฺมเณ ตีณิ เพราะนิสสยปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย
มี ๓ วาระ ผู้ศึกษาพึงทราบวิสัชนา ๓ วาระ ด้วยอำนาจแห่งกุศลเป็นต้น
ที่ยกวัตถุขึ้นเป็นอารมณ์เป็นไป (เป็นไปโดยเอาวัตถุเป็นอารมณ์). สอง
บทว่า อุปนิสฺสเย เอกํ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระ คือ อกุศลที่ยึด
วัตถุเป็นอารัมมณูปนิสสัยเกิดขึ้น คำที่เหลือพึงทราบตามนี้ที่ข้าพเจ้ากล่าว
แล้วในทุกะมูลกนัยในหนหลัง.
ก็ในนิสสยปัจจัยนี้มีฆฏนา ๒๐ ฆฏนา. บรรดาฆฏนาเหล่านั้น ๖
ฆฏนาข้างต้น ตรัสไว้ด้วยอำนาจสหชาตะและปุเรชาตะ. ๔ ฆฏนานอก
จากนั้น ตรัสด้วยอำนาจปุเรชาตะอย่างเดียว. ต่อไป ๑๐ ฆฏนา ตรัสด้วย
อำนาจสหชาตะอย่างเดียว.
ในบรรดาฆฏนาเหล่านั้น คำว่า เตรส ๑๓ ใน ฆฏนาที่ ๑ ได้แก่
วิสัชนา ๑๓ วาระ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้นั่นเทียว ในนิสสยปัจจัย-

588
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 589 (เล่ม 85)

วิภังค์. คำว่า อฏฺฐ ๘ ใน ฆฏนาที่ ๒ ได้แก่วิสัชนา ๘ วาระ คือ
วิสัชนา ๗ วาระ ด้วยอำนาจแห่งสหชาตาธิปติปัจจัย และ ๑ วาระ ที่
อกุศลกระทำวัตถุให้หนัก.
คำว่า สตฺต ๗ วาระ ใน ฆฏนาที่ ๓ คือ วิสัชนา ๗ วาระ ที่ได้
แล้วในอินทริยปัจจัยนั่นเทียว.
คำว่า ปญฺจ ๕ วาระ ใน ฆฏนาที่ ๔ คือ วิสัชนา ๕ วาระ ที่ได้
แล้วในวิปปยุตตปัจจัยนั่นเทียว.
คำว่า จตฺตาริ ๔ วาระ ใน ฆฏนาที่ ๕ ได้แก่ วิสัชนาที่มีกุศล
เป็นต้น เป็นปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน และวัตถุเป็นปัจจัยแก่
อกุศล.
คำว่า ตีณิ ๓ วาระ ใน ฆฏนาที่ ๖ คือ กุศลเป็นต้น เป็นปัจจัย
แก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน.
ในบรรดาฆฏนา ๔ ฆฏนาด้วยสามารถแห่ง ปุเรชาตปัจจัย. คำว่า
ตีณิ ๓ วาระ ใน ฆฏนาที่ ๑ วัตถุเป็นปัจจัยแก่กุศลเป็นต้น และวัตถุ
มีจักขุเป็นต้นเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ.
ใน ฆฏนาที่ ๒ วัตถุเท่านั้น เป็นปัจจัยแก่กุศลเป็นต้น.
ใน ฆฏนาที่ ๓ คำว่า เอกํ คือ วัตถุเป็นปัจจัยแก่อกุศล.
ใน ฆฏนาที่ ๔ วัตถุมีจักขุเป็นต้น เป็นปัจจัย แก่หมวด ๕ แห่ง
วิญญาณจิต (คือ ทวิปัญจวิญญาณ). ผู้ศึกษาพึงทราบโดยนัยที่ข้าพเจ้า
จำแนกฆฏนา ๑๐ ออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ สวิปากฆฏนา และ อวิปาก-
ฆฏนา ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัยแล้วกล่าวไว้ในสหชาตมูลกนัย.

589
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 590 (เล่ม 85)

อุปนิสสยมูลกนัย
พึงทราบวินิจฉัยในฆฏนาที่มี อุปนิสสยปัจจัยเป็นมูล ต่อไป. สอง
บทว่า อารมฺมเณ สตฺต ในอารัมมณปัจจัย มี ๗ วาระ คือ วิสัชนาที่ได้
ในอารัมมณูปนิสสยปัจจัย. คำว่า อธิปติยา สตฺต ในอธิปติปัจจัย มี ๗
วาระ ก็ได้แก่วาระเหล่านั้นเหมือนกัน. บรรดาอนันตรปัจจัยและ
สมนันตรปัจจัย วิสัชนาเหล่านั้นแหละได้ในอนันตรปนิสสยปัจจัยด้วย.
สองบทว่า นิสฺสเย เอกํ ในนิสสยปัจจัย มี ๑ วาระคือ วัตถุเป็นปัจจัย
แก่อกุศล. สองบทว่า ปุเรชาเต เอกํ ในเปุเรชาตปัจจัย มี ๑ วาระ
ได้แก่ วัตถุหรืออารมณ์เป็นปัจจัยแก่อกุศลนั้นนั่นเอง. สองบทว่า อาเส-
วเน ตีณิ ในอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ตรัสไว้ด้วยอำนาจอนันตรูป-
นิสสยปัจจัย. สองบทว่า กมฺเม เทฺว ในกัมมปัจจัย มี ๒ วาระ ตรัสไว้
ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย. แต่ว่า โลกุตตรกุศลเจตนา ย่อมเป็นแม้
อนันตรปนิสสยปัจจัย. สองบทว่า วิปฺปยุตฺเต เอกํ ในวิปปยุตตปัจจัย
มี ๑ วาระ ตรัสไว้ด้วยอำนาจอารัมมณูปนิสสัย. ในอัตถิปัจจัยและอวิคต-
ปัจจัยก็เหมือนกัน.
วิสัชนา ๗ วาระ ในนัตถิปัจจัย และ วิคตปัจจัย เหมือนกับ
อนันตรปัจจัย.
ก็ฆฏนาที่มี อุปนิสสยปัจจัยเป็นมูล มี ๗ ฆฏนา บรรดาฆฏนา
เหล่านั้น ๓ ข้อข้างต้น ตรัสด้วยอำนาจอารัมมณูปนิสสยปัจจัย. ใน ๓
ฆฏนานั้น ในฆฏนาที่ ๑ บทว่า สตฺต ๗ วาระ ความว่า มีวิสัชนา ๗
อย่างนี้ คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศลเป็นต้น อัพยากตะก็เหมือนกัน (รวม
เป็น ๖) อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศลอย่างเดียว.

590