เหล่านั้น แล้วประสงค์จะไปในที่นั้น. บัณฑิต พึงทราบความเป็นอุปนิสสย-
ปัจจัย ด้วยอำนาจความเป็นอุปการะแก่ธรรมนั้น ๆ ในที่ทั้งปวง ด้วย
ประการฉะนี้. คำว่า มคฺคํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ สมาปตฺตึ ความว่า
พระอริยบุคคลเหล่าใด ยังสมาบัตินั้น ๆ ให้เกิดขึ้น เพราะอันตรายใน
หนทางเป็นสภาพเบาบางแล้ว และละได้แล้วด้วยมรรคนั้น ๆ ฉะนั้น
มรรคของพระอริยบุคคลเหล่านั้น จึงชื่อว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัย แก่สมาบัติ.
บทว่า วิปสฺสนฺติ คือ ย่อมเห็นแจ้ง เพื่อต้องการมรรคเบื้องสูงขึ้นไป.
คำว่า อติถปฏิสมฺภิทา เป็นอาทิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยที่ปฏิสัมภิทา
ทั้งหลาย สำเร็จได้เพราะการได้บรรลุมรรคนั่นเอง. ก็แล มรรคนั่นเอง
ชื่อว่าเป็นอุปนิสสัย เพราะเป็นไปในอารมณ์นั้น ๆ ภายหลัง ปฏิสัมภิทา
เหล่านี้ สำเร็จแล้วด้วยประการฉะนี้.
คำว่า สทฺธํ อุปนิสฺสาย ชปฺเปติ ความว่า ย่อมยังมานะให้
เป็นไปว่าเราเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส. สองบทว่า ทิฏฺฐึ คณฺหาติ ความว่า
บุคคลไปด้วยอำนาจความเชื่อในคำนั้น ๆ ไม่พิจารณาเนื้อความด้วยปัญญา
คือ ย่อมถือเอาทิฏฐิ ด้วยอำนาจความเห็นผิดว่า บุคคลมีอยู่เป็นต้น.
คำว่า สีลํ สุตํ จาคํ ปญฺญํ ความว่า เกิดมานะขึ้นว่า เพราะเป็นผู้มีศีล เป็นผู้
สดับแล้ว มีการสละ มีความรู้ทุกด้าน. ก็เมื่อบุคคลยังความสำคัญผิดด้วย
อำนาจทิฏฐิให้เกิดขึ้นในศีล สุตะ จาคะ และปัญญา เหมือนความสำคัญ
ผิดด้วยอำนาจมานะ ย่อมถือเอซึ่งทิฏฐิ.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ราคฺสส เป็นต้น บรรดาทิฏฐิ และมานะ
เหล่านั้น ธรรมหนึ่ง ๆ เป็นอุปนิสสยปัจจัย แก่ราคะในเวลาอาศัยสมบัติมี
ศรัทธาเป็นต้นแล้วยกย่องตน เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่โทสะในเวลาอาศัย