พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 461 (เล่ม 85)

๓๖. สังฆเภทกรรม เป็นปัจจัยแก่สังฆเภทกรรม ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย.
๓๗. สังฆเภทกรรม เป็นปัจจัยแก่นิยตมิจฉาทิฏฐิ ฯ ลฯ
โรหิรุปปาทกรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย
๓๘. นิตยมิจฉาทิฏฐิ เป็นปัจจัยแก่นิตยมิจฉาทิฏฐิ ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย.
๓๙. นิตยมิจฉาทิฏฐิ เป็นปัจจัยแก่มาตุฆาตกรรม ปิตุฆาต-
กรรม อรหันตฆาตกรรม โรหิรุปปาทกรรม และแก่สังฆเภทกรรม-
ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
พึงกระทำให้เป็นจักกเปยยาล.
[๕๕๑] ๕. อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจของ
อุปนิสสยปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
๑. บุคคลอาศัยราคะแล้วให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถ-
กรรม ยังฌานให้เกิดขึ้น ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ยังมรรคให้เกิดขึ้น ยัง
อภิญญาให้เกิดขึ้น ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.
๒. บุคคลอาศัยโทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา
แล้วให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ยังฌานให้เกิดขึ้น ยัง
วิปัสสนาให้เกิดขึ้น ยังมรรคให้เกิดขึ้น ยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ยังสมาบัติ
ให้เกิดขึ้น.

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 462 (เล่ม 85)

๓. ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา เป็น
ปัจจัยแก่ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๔. บุคคลฆ่าสัตว์แล้ว เพื่อจะลบล้างผลของการฆ่าสัตว์นั้น จึง
ให้ทาน สมาทานศีล การทำอุโบสถกรรม ยังฌานให้เกิดขึ้น ยังวิปัสสนา
ให้เกิดขึ้น ยังมรรคให้เกิดขึ้น ยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ยังสมาบัติให้
เกิดขึ้น.
๕. บุคคลถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว เพื่อจะลบล้าง
ผลของการถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้นั้น จึงให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติ
ให้เกิดขึ้น.
๖. บุคคลกล่าวเท็จแล้ว เพื่อจะลบล้างผลของการกล่าวเท็จ
นั้น จึงให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.
๗ บุคคลกล่าวคำส่อเสียดแล้ว เพื่อจะลบล้างผลของการ
กล่าวคำส่อเสียดนั้น จึงให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.
๘. บุคคลกล่าวคำหยาบแล้ว เพื่อจะลบล้างผลของการกล่าว
คำหยาบนั้น จึงให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.
๙. บุคคลกล่าวคำเพ้อเจ้อแล้ว เพื่อจะลบล้างผลของการกล่าว
คำเพ้อเจ้อนั้น จึงให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติ ไห้เกิดขึ้น.
๑๐. บุคคลตัดที่ต่อแล้ว เพื่อจะลบล้างผลของกรรมนั้น จึงให้
ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.
๑๑. บุคคลปล้นไม่ให้เหลือแล้ว เพื่อจะลบล้างผลของกรรมนั้น
จึงให้ทาน ฯ ล ฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 463 (เล่ม 85)

๑๒. บุคคลทำการปล้นโนเรือนหลังหนึ่งแล้ว เพื่อจะลบล้าง
ผลแห่งกรรมนั้น จึงให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.
๑๓. บุคคลคอยดักอยู่ในทางเปลี่ยวแล้ว เพื่อจะลบล้างผลของ
กรรมนั้น จึงให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.
๑๔. บุคคลคบหาภรรยาของชายอื่นแล้ว เพื่อจะลบล้างผลกรรม
นั้น จึงให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.
๑๕. บุคคลกระทำการฆ่าชาวบ้านแล้ว เพื่อจะลบล้างผลของ
กรรมนั้น จึงให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.
๑๖. บุคคลฆ่าชาวนิคมแล้ว เพื่อจะลบล้างผลของกรรมนั้น
จึงให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ยังฌานให้เกิดขึ้น ยัง
วิปัสสนาให้เกิดขึ้น ยังมรรคให้เกิดขึ้น ยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ยังสมาบัติ
ให้เกิดขึ้น.
๑๗. บุคคลฆ่ามารดาแล้ว เพื่อจะลบล้างผลของการฆ่ามารดา
นั้น จึงให้ทาน สมาทานศีล การทำอุโบสถกรรม.
๑๘. บุคคลฆ่าบิดาแล้ว เพื่อจะลบล้างผลของการฆ่าบิดานั้น
จึงให้ทาน สมาทานศีล การทำอุโบสถกรรม.
๑๙. บุคคลฆ่าพระอรหันต์แล้ว เพื่อจะลบล้างผลของการฆ่า
พระอรหันต์นั้น จึงให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม.
๒๐. บุคคลยังโลหิตพระตถาคตให้ห้อด้วยจิตประทุษร้าย เพื่อ
จะลบล้างผลของการยังโลหิตพระตถาคตให้ห้อด้วยจิตประทุษร้ายนั้น จึง
ให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม.

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 464 (เล่ม 85)

๒๑. บุคคลทำลายสงฆ์ให้แตกกันแล้ว เพื่อจะลบล้างผลของ
การทำลายสงฆ์นั้น จึงให้ทาน สมาทานศีล การทำอุโบสถกรรม.
[๕๕๒] ๖. อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ ได้แก่
๑. อกุศลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสย-
ปัจจัย.
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
๑. บุคคลอาศัยราคะแล้ว ทำตนให้เดือดร้อน ทำตนให้เร่า-
ร้อน ย่อมเสวยทุกข์ อันมีการแสวงหาเป็นมูล.
๒. บุคคลอาศัยโทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา
แล้ว ทำคนให้เดือนร้อน ทำคนให้เร่าร้อน ย่อมเสวยทุกข์ อันมีการแสดง
หาเป็นมูล.
๓. ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา เป็น
ปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย และผลสมาบัติ ด้วยอำนาจของอุป-
นิสสยปัจจัย.
๔. อกุศลกรรม เป็นปัจจัยแก่วิบาก ด้วยอำนาจของอุป-
นิสสยปัจจัย.
[๕๕๓] ๗. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 465 (เล่ม 85)

มี ๓ อย่าง คือ ที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ
และ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่
๑. พระอรหันต์กระทำผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้ว
พิจารณา กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา.
๒. นิพพานเป็นปัจจัยแก่ผล ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
ที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ ได้แก่
๑. ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตวิบากและอัพยากตกิริยา ที่เกิด
ก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากต-
กิริยาที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๒. ภวังคจิต เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนะ.
๓. กิริยา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ.
๔. อนุโลมของพระอรหันต์ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ.
๕. เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยาของพระอริยบุคคลผู้ออกจาก
นิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
๑. สุขทางกาย เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย และ
ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๒. ทุกข์ทางกาย เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย และ
ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๓. อุตุเป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย และผลสมาบัติ
ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 466 (เล่ม 85)

๔. โภชนะ เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย และผล
สมาบัติ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๕. เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย และ
ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๖. สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย อุตุ โภชนะ เสนาสนะ เป็น
ปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย และผลสมาบัติ ด้วยอำนาจของอุป-
นิสสยปัจจัย.
๗. ผลสมาบัติ เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ด้วยอำนาจของอุป-
นิสสยปัจจัย.
๘. พระอรหันต์อาศัยสุขทางกาย ยังกิริยาสมาบัติที่ยังไม่เกิด
ให้เกิดขึ้น เข้ากิริยาสมาบัติที่เกิดขึ้นแล้ว พิจารณาสังขารด้วยความเป็น
ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา.
๙. พระอรหันต์อาศัยทุกข์ทางกาย อุตุ โภชนะ เสนาสนะ
ยังกิริยาสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เข้ากิริยาสมาบัติที่เกิดขึ้นแล้ว
พิจารณาสังขารด้วยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา.
[๕๕๔] ๘. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือ ที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ
และ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 467 (เล่ม 85)

๑. พระเสขะทั้งหลาย กระทำผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้วพิจารณา กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้ว
พิจารณา.
๒. นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู โวทาน และมรรค ด้วย
อำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
ที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ ได้แก่
๑. อาวัชนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศล ด้วย
อำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
ที่เป็น ปกตูกนิสสยะ ได้แก่
๑. บุคคลอาศัยสุขทางกาย แล้วให้ทาน สมาทานศีล กระทำ
อุโบสถกรรม ยังฌานให้เกิดขึ้น ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ยังมรรคให้เกิด
ขึ้น ยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.
๒. บุคคลอาศัยทุกข์ทางกาย อุตุ โภชนะ เสนาสนะ แล้ว
ให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ยังฌานให้เกิดขึ้น ยังวิปัสสนา
ให้เกิดขึ้น ยังมรรคให้เกิดขึ้น ยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.
๓. สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย อุตุ โภชนะ เสนาสนะ เป็น
ปัจจัยแก่ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
[๕๕๕] ๙. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือ ที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ
และ ปกตูปนิสสยะ

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 468 (เล่ม 85)

ที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่
๑. บุคคลย่อมยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำจักขุให้เป็น
อารมณ์อย่างหนักแน่น ครั้นกระทำจักขุนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
แล้ว ราคะ ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น.
๒. บุคคลย่อมยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำโสตะ ฆานะ
ชิวหา กายะ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หทยวัตถุ และขันธ์ทั้งหลาย
ที่เป็นอัพยากตวิบากและอัพยากตกิริยา ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
ครั้นกระทำโสตะเป็นต้นนั้น ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะ
ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น.
ที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ ได้แก่
๑. อาวัชชนะ เป็นปัจจัย แก่อกุศลขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย.
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
๑. บุคคลอาศัยสุขทางกาย แล้วฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เขา
ไม่ได้ให้ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ตัดที่ต่อ ปล้น
ไม่ให้เหลือ ปล้นในเรือนหลังหนึ่ง คอยดักทำร้ายในทางเปลี่ยว คบหา
ภรรยาของชายอื่น ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าชาวนิคม ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่า
พระอรหันต์ ยังโลหิตพระตถาคตให้ห้อด้วยจิตประทุษร้าย ทำสงฆ์ให้
แตกกัน.
๒. บุคคลอาศัยทุกข์ทางกาย อุตุ โภชนะ เสนาสนะ แล้วฆ่า
สัตว์ ฯลฯ ทำสงฆ์ให้แตกกัน.

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 469 (เล่ม 85)

๓. สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย อุตุ โภชนะ เสนาสนะ เป็น
ปัจจัย แก่ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย.
อรรถกถาอุปนิสสยปัจจัย
พึงทราบวินิจฉัยใน อุปนิสสยปัจจัย ต่อไป:-
สองบทว่า สทฺธํ อุปนิสฺสาย คือ ทำศรัทธา ได้แก่ความเชื่อใน
กรรม ผลของกรรม โลกนี้และโลกหน้าเป็นต้น ให้เป็นที่อาศัยอย่าง
มั่นคง เหมือนอย่างว่าคนเชื่อว่าภายใต้แผ่นดินมีน้ำ แล้ว ขุดซึ่งแผ่นดิน
ฉันใด กุลบุตรมีศรัทธาก็ฉันนั้น เชื่อผลและอานิสงส์ของทานเป็นต้น แล้ว
ย่อมบริจาคทานเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สทฺธํ อุปนิสฺสาย.
ในคำว่า สีลํ อุปนิสฺสาย เป็นต้น อธิบายว่า ทำธรรมมีศีลเป็นต้น
เหล่านี้ให้เป็นอุปนิสัย จริงอยู่ บุคคลผู้มีศีลเป็นผู้ฉลาดในศีลานุภาพ และ
ในอานิสงส์แห่งศีล เพราะอาศัยศีลจึงให้ทานแก่คนผู้มีศีล สมาทานศีล
ชั้นสูง ๆ ขึ้นไป รักษาอุโบสถในวันปักษ์ มีวัน ๑ ค่ำ เป็นต้น ให้
บริสุทธิ์ ไม่ให้ขาด เพราะอาศัยศีลสมบัติ ย่อมยังคุณธรรม มีฌานเป็นต้น
ให้เกิดขึ้น แม้บุคคลผู้ได้ยินได้ฟังมาก หยั่งรู้ซึ่งสมบัติทุกอย่างอันเนื่อง
ด้วยบุญกิริยาวัตถุมีทานเป็นต้น และความต่างกันแห่งความเศร้าหมอง
และผ่องแผ้วแห่งกุศลมีทานเป็นต้น ด้วยสุตมยปัญญาแล้ว อาศัยสุตะ
บำเพ็ญกุศลมีทานเป็นต้น. แม้บุคคลผู้เสียสละ มีใจน้อมไปในทางบริจาค
อาศัยการถึงพร้อมด้วยจาคธรรมของตนจึงให้ทาน สมาทานศีล เพราะ

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 470 (เล่ม 85)

เข้าใจว่า ทานที่บุคคลมีศีลให้แล้วย่อมมีผลมาก รักษาอุโบสถเพราะการ
ปฏิบัติอย่างนั้น จึงเป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์ ย่อมทำให้คุณธรรมมีฌานเป็นต้น
เกิดขึ้นได้. ฝ่ายบุคคลผู้มีปัญญากำหนดรู้ประโยชน์ในโลกนี้และโลกหน้า
และอุบายที่จะข้ามพ้นจากโลก อาศัยความรู้อย่างทั่วถึงว่า เพราะข้อปฏิบัติ
นี้ บุคคลอาจทำตนให้ลุถึงประโยชน์ในโลกด้วย ดังนี้ย่อมบำเพ็ญกุศลมีทาน
เป็นต้น จะเป็นอุปนิสสัยแห่งทานเป็นต้น อย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ ย่อม
เป็นอุปนิสสัยแม้แห่งศรัทธาเป็นต้น ของตนซึ่งจะเกิดต่อไปในภายภาค
หน้า เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ
ปัญญา เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา.
บทว่า ปริกมฺมํ ผู้ศึกษาพึงถือเอาบริกรรมในส่วนเบื้องต้น ไม่
ใช่ที่เป็นอนันตรปัจจัย บริกรรมแห่งทิพจักขุญาณนั้นแหละ ย่อมมีแก่
ญาณทั้งสองนี้ คือ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ หามีบริกรรมต่าง
ออกไปไม่ ญาณทั้งสองนี้เป็นบริวารแห่งทิพจักขุนั่นเอง เมื่อทิพจักขุนั้น
สำเร็จแล้ว ญาณทั้งสองนี้ก็สำเร็จด้วย. แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ศึกษา
พึงทราบว่า บริกรรมแห่งทิพจักขุญาณที่มุ่งต่อการน้อมใจไปเพื่อความรู้
อย่างนั้นเป็นบริการแห่งญาณทั้งสองนั้น เพราะว่าญาณทั้งสองนี้จะมีคติ
เหมือนทิพจักขุทุกอย่างก็หาไม่ ฉะนั้น จึงมีบริกรรมพิเศษในญาณทั้งสอง
นี้อีกแล. คำว่า ทิพฺพจกฺขุ ทิพฺพาย โสตธาตุยา ความว่า ทิพจักขุ
ของบุคคลผู้เห็นรูปในที่ไกล แล้วต้องการจะฟังเสียงแห่งรูปเหล่านั้น
เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ความผ่องใสแห่งโสตธาตุ. ก็ทิพโสตธาตุ ย่อมเป็น
อุปนิสสยปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ได้ยินเสียงแห่งรูป

470