๒. บุคคลอาศัยศีล สุตะ จาคะ ปัญญา แล้วให้ทาน สมาทาน-
ศีล กระทำอุโบสถกรรม ยังฌานให้เกิดขึ้น ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ยัง
มรรคให้เกิดขึ้น ยังอภิญญาให้เกิดขึ้น ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.
๓. ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ศีล
สุตะ จาคะ ปัญญา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๔. บริกรรมแห่งปฐมฌาน เป็นปัจจัยแก่ปฐมฌาน ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย.
๕. บริกรรมแห่งทุติยฌาน เป็นปัจจัยแก่ทุติยฌาน ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย.
๖. บริกรรมแห่งตติยฌาน เป็นปัจจัยแก่ตติยฌาน ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย.
๗. บริกรรมแห่งจตุตถฌาน เป็นปัจจัยแก่จตุตถฌาน ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสสยปัจจัย.
๘. บริกรรมแห่งลากาสานัญจายตนะ เป็นปัจจัยแก่อากาสานัญ-
จายตนะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๙. บริกรรมแห่งวิญญาณัญจายตนะ เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจาย-
ตนะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๑๐. บริกรรมแห่งอากิญจัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่อากิญจัญญาย-
ตนะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
๑๑. บริกรรมแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่เนว-
สัญญานาสัญญายตนะ ด้วยอำนาจของนิสสยปัจจัย.