พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 421 (เล่ม 85)

ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
กุศลที่เป็นอธิบดี เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป ด้วยอำนาจของ
อธิปติปัจจัย.
๔. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมและอัพยากตธรรม
ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
กุศลที่เป็นอธิบดี เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป
ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
[๔๙๙] ๕. อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจ
ของอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น อารัมมณธิปติ และ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณธิปติ ได้แก่
บุคคลย่อมยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำราคะให้เป็นอารมณ์อย่าง
หนักแน่น ครั้นกระทำราคะนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะ
ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น, ย่อมยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำทิฏฐิให้เป็นอารมณ์
อย่างหนักแน่น ครั้นกระทำทิฏฐินั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว
ราคะ ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น.
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
อกุศลที่เป็นอธิบดี เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจ
ของอธิปติปัจจัย.

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 422 (เล่ม 85)

[๕๐๐] ๖. อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจ
ของอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
อกุศลธรรมที่เป็นอธิบดี เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป ด้วยอำนาจ
ของอธิปติปัจจัย.
[๕๐๑] ๗. อกุศลธรรม เป็ฯปัจจัยแก่อกุศลธรรม และอัพยากต-
ธรรม ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
อกุศลที่เป็นอธิบดี เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐาน-
รูป ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
[๕๐๒] ๘. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วย
อำนาจของอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ และ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
๑. พระอรหันต์กระทำผลจิตให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้ว
พิจารณา กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา.
๒. นิพพานเป็นปัจจัยแก่ผลจิต ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่
อัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยา ที่เป็นอธิบดี เป็นปัจจัย แก่
สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 423 (เล่ม 85)

[๕๐๓] ๙. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจ
ของอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
๑. พระเสขะ กระทำผลจิตให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้ว
พิจารณา. กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา.
๒. นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่โวทาน และแก่มรรค ด้วย
อำนาจของอธิปติปัจจัย.
[๕๐๔] ๑๐. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจ
ของอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่
๑. บุคคลย่อมยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำจักษุให้เป็นอารมณ์
อย่างหนักแน่น ครั้นกระทำจักษุนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว
ราคะ ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น.
๒. บุคคลย่อมยินดีเพลิดเพลิน เพราะกระทำโสตะ ฆานะ ชิวหา
กายะ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หทยวัตถุ และขันธ์ที่เป็น
อัพยากตวิบากและอัพยากตกิริยา ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ครั้น
กระทำโสตะเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ราคะ ทิฏฐิ
ย่อมเกิดขึ้น.

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 424 (เล่ม 85)

อรรถกถาอธิปติปัจจัย
ใน อารัมมณาธิปตินิทเทส พระองค์ทรงแสดงกุศลที่นับเนื่อง
ในภูมิ ๕ ด้วยอำนาจพระเสขะและปุถุชน. ใน สหชาตาธิปตินิทเทส
ก็เหมือนกัน. พระอรหันต์ย่อมไม่มีการทำให้หนักในโลกิยกุศลทั้งหลาย
เพราะได้บรรลุธรรมชั้นสูงสุดแล้ว เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงไว้เฉพาะ
อรหัตมรรคเท่านั้น.
อรรถกถาอธิปติปัจจัย จบ
๔. อนันตรปัจจัย
[๕๐๕] ๑. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจของ
อนันตรปัจจัย
คือ ๑. กุศลขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้นก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์
ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๒. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โคตรภู.
๓. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน.
๔. โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค.
๕. โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
[๕๐๖] ๒. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจ
ของอนันตรปัจจัย

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 425 (เล่ม 85)

คือ ๑. กุศลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ.
๒. มรรค เป็นปัจจัยแก่ผล.
๓. อนุโลมของพระเสขะ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ.
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล ของพระอริยบุคคลผู้ออก
จากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมบัติ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
[๕๐๗] ๓. อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจของ
อนันตรปัจจัย
คือ ๑. อกุศลขันธ์ทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อกุศลขันธ์
ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
[๕๐๘] ๔. อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจ
ของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. อกุศล เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ด้วยอำนาจของอนันตร-
ปัจจัย.
[๕๐๙] ๕. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจ
ของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตวิบากและอัพยากตกิริยา ที่เกิด
ก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตวิบากและอัพยากตกิริยา
ที่เกิดหลัง ๆ.

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 426 (เล่ม 85)

๒. ภวังคจิต เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนะ.
๓. กิริยา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ.
๔. อนุโลมของพระอรหันต์ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ.
๕. เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยา ของพระอรหันต์ผู้ออกจาก
นิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
[๕๑๐] ๖. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจ
ของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจ
ของอนันตรปัจจัย.
[๕๑๑] ๗. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนราจ
ของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่อกุศลขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจ
ของอนันตรปัจจัย.
อรรถกถาอนันตรปัจจัย
ใน อนันตรปัจจัย สองบทว่า ปุริมา ปุริมา พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสรวมกุศลที่เกิดในภูมิเดียวกัน และต่างภูมิกัน . คำว่า อนุโลมเป็น
ปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลนเป็นปัจจัยแก่โวทาน ตรัสด้วยอำนาจอารมณ์
ที่แตกต่างกัน. คำว่า โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรค โวทานเป็นปัจจัยแก่

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 427 (เล่ม 85)

มรรค ตรัสด้วยอำนาจภูมิที่ต่างกัน. ก็คำว่า กุศล ในคำว่า กุสลํ
วฏฺฐานสฺส นี้ ได้แก่กุศลอันเป็นไปในภูมิ ๓. บทว่า วุฏฺฐานํ คือ
วิบากอันเป็นไปในภูมิ ๓. พระโยคาวจรทั้งหลาย ย่อมออกจากกุศลชวน-
วิถีด้วยวิบากเหล่านั้น ฉะนั้น วิบากนั้นท่านจึงเรียกว่า วุฏฐานะ วุฏฐานะ
นั้นมี ๒ อย่าง คือตทารัมมณะ ๑ ภวังค์ ๑. บรรดาวุฏฐานะเหล่านั้น
แม้ทั้งสองอย่างเป็นวุฏฐานะของกามาวจรกุศล ภวังค์อย่างเดียวเป็นวุฏ-
ฐานะแห่งมหัคคตกุศล. คำว่า มคฺโค ผลสฺส นี้ พระองค์ตรัสแยก
ไว้ เพราะโลกุตตรวิบากเป็นวุฏฐานะไม่ได้ เหตุที่นับเนื่องในชวนวิถี.
สองบทว่า เสกฺขานํ อนุโลนํ ความว่า กุศลย่อมไม่เป็นอนันตร-
ปัจจัยแก่เสขธรรม เพราะฉะนั้น จึงทรงทำการแยกไว้. บทว่า ผลสมา-
ปตฺติยา คือ ผลสมาบัติของโสดาปัตติผล สกทาคามิผล และอนาคามิผล.
บทว่า ผลสนาปตฺติยา คือ อนาคามิผลสมาบัติ. ในอกุศลจิตย่อมได้
วุฏฐานวิบากทั้งสอง.
ในคำว่า วิปากาพฺยากตา กิริยาพฺยากตา นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบ
วิปากาพยากเฉพาะแก่วิปากาพยากตะด้วยกันเท่านั้น และกิริยาพยากตะ
เฉพาะแก่กิริยาพยากตะด้วยกันเท่านั้นเหมือนกัน. คำว่า ภวงฺคํ อาวขฺช-
นาย เป็นต้น ตรัสด้วยอำนาจธรรมที่เจือกัน. ในคำว่า กิริยา นั้น
กามาวจรกิริยา เป็น อนันตรปัจจัย แก่วุฏฐานวิบากทั้งสอง มหัคคต-
กิริยา เป็น อนันตรปัจจัย แก่ภวังค์เท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่ม
คำว่า กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมที่เกิด
หลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย แล้วแสดงวาระ ๗ วาระเหล่าใด
ไว้ในปัจจัยวิภังค์ในหนหลังว่า กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล กุศลเป็นปัจจัยแก่

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 428 (เล่ม 85)

อัพยากตะ อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล อกุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อัพ-
ยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กุศล อัพยากตะ
เป็นปัจจัยแก่อกุศล (เพราะอำนาจของอนันตรปัจจัย). ในอธิการนี้
ท่านจำแนกอนันตรปัจจัยไว้โดยสังเขปด้วยอำนาจแห่งวาระเหล่านั้น แต่ว่า
โดยพิสดารในอธิการนี้ บัณฑิตพึงกำหนดนิทเทส ๑๐-๑๗-๖๐ ถ้วน
และมากกว่านั้นให้ดีแล.
จริงอยู่ อนันตรปัจจัยนี้หาได้นิทเทส ๗ อย่างเดียวเท่านั้นไม่ แต่
ย่อมได้นิทเทส ๑๐ อย่างนี้ คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล ๑ แก่วิบาก๑.
อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล ๑ แก่วิบาก ๑.
วิบากเป็นปัจจัยแก่วิบาก ๑ แก่กิริยา ๑.
กิริยาเป็นปัจจัยแก่กุศล ๑ แก่อกุศล ๑ แก่วิบาก ๑ แก่กิริยา ๑.
ก็อนันตรปัจจัยนี้จะได้นิทเทสเฉพาะ ๑. อย่างเท่านั้นก็หามิได้ แต่
ยังได้นิทเทส ๑๗ อย่าง อย่างนี้อีก คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล ๑
กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑.
อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล ๑ อกุศลวิบาก ๑ กุศลวิบาก ๑.
กุศลวิบากเป็นปัจจัยแก่กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ กิริยา ๑.
อกุศลวิบากเป็นปัจจัยแก่อกุศลวิบาก ๑ แก่กุศลวิบาก ๑ แก่
กิริยา ๑.
กิริยาเป็นปัจจัยแก่กิริยา ๑ กุศล ๑ อกุศล ๑ กุศลวิบาก ๑
อกุศลวิบาก ๑.
ก็อนันตรปัจจัยนี้จะได้นิทเทสเฉพาะ ๑๗ อย่างเท่านั้นหามิได้ ยัง
ได้นิทเทส ๖๐ ถ้วน อีก คือ

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 429 (เล่ม 85)

กุศลเป็นอนันตรปัจจัยแก่กุศล ๖ อย่าง ได้แก่ กามาวจรกุศล
เป็นอนันตรปัจจัยแก่กุศลทั้ง ๔ อย่าง ตามความต่างกันแห่งภูมิ, รูปาวจร-
กุศล และอรูปาวจรกุศล, เป็นอนันตรปัจจัยแก่กุศลที่เกิดในภูมิของ
ตน ๆ.
ส่วนกุศลเป็นอนันตรปัจจัยแก่วิบาก ๑๒ อย่าง คือ กามาวจร-
กุศล เป็นปัจจัยแก่กามาวจรกุศลวิบาก, อกุศลวิบาก, รูปาวจรวิบาก,
อรูปาวจรวิบาก, โลกุตตรวิบาก, รูปาวจรกุศลเป็นปัจจัยแก่รูปาวจรวิบาก
กามาวจรวิบาก, อรูปาวจรกุศลเป็นปัจจัยแก่กามาวจรกุศลวิบาก, รูปาว-
จรวิบาก, อรูปาวจรวิบาก, โลกุตตรวิบาก, โลกุตตรกุศล เป็นปัจจัย
แก่โลกุตตรวิบาก.
อกุศลเป็นอนันตรปัจจัย ๕ อย่าง คือ แก่อกุศล, อกุศลวิบาก,
วิบากอันเป็นไปในภูมิ ๓.
กามาวจรกุศลวิบากเป็นอนันตรปัจจัยแก่วิบาก ๔ อย่าง คือ แก่
กามาวจรกุศลวิบาก, อกุศลวิบาก, รูปาวจรวิบาก, อรูปาวจรวิบาก.
รูปาวจรวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๓ อย่าง คือ แก่กุศลวิบากที่
เป็นไปในภูมิทั้ง ๓.
อรูปาวจรวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๒ อย่าง คือ แก่อรูปาวจร-
วิบาก และกามาวจรกุศลวิบาก. โลกุตตรวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๔
อย่าง คือ แก่กุศลวิบากที่เป็นไปในภูมิ ๔. กุศลวิบากเป็นอนันตรปัจจัย
๑๓ อย่าง แก่วิบาก ด้วยประการฉะนี้.
อกุศลวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๒ อย่าง คือ แก่อกุศลวิบากและ

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 430 (เล่ม 85)

กามาวจรกุศลวิบาก. วิบากแม้ในที่ทั้งปวงเป็นอนันตรปัจจัย ๑๕ อย่าง
แก่วิบาก โดยประการฉะนี้.
วิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๔ อย่าง แม้แก่กิริยา คือ กามาวจรกุศล-
วิบากเป็นปัจจัยแก่กามาวจรกิริยา อกุศลวิบาก รูปาวจรวิบาก และ
อรูปาวจรวิบากก็เป็นปัจจัยแก่กามาวจรกิริยาได้เหมือนกัน .
กิริยาเป็นอนันตรปัจจัยแก่กิริยา ๕ อย่าง คือ กามาวจรกิริยา
เป็นปัจจัยแก่กิริยาที่เป็นไปในภูมิ ๓. รูปาวจรกิริยา อรูปาวจรกิริยา เป็น
ปัจจัยเฉพาะแก่กิริยาในภูมิของคน ๆ.
กิริยาเป็นอนันตรปัจจัยแก่วิบาก ๑๑ อย่าง คือ กามาวจรกิริยา
เป็นปัจจัยแก่อกุศลวิบากและกุศลวิบากที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๔, รูปาวจร-
กิริยาเป็นปัจจัยแก่กามาวจรกุศลวิบาก และรูปาวจรวิบาก, อรูปาวจร-
กิริยาเป็นปัจจัยแก่กุศลวิบากที่เป็นไปในภูมิ ๔.
ส่วนกามาวจรกิริยาเป็นอนันตรปัจจัย ๒ อย่าง แก่กุศลและ
อกุศล คือ แก่กามาวจรกุศล และอกุศล.
อนันตรปัจจัยย่อมได้นิทเทส ๖. ถ้วน ด้วยประการฉะนี้.
อนันตรปัจจัยนี้จะได้นิทเทส ๖. ถ้วนเท่านี้ก็หาไม่ ยังได้นิทเทส
แม้อีกมากอย่าง คือ
กามาวจรมหากุศลจิตดวงที่ ๑ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๕๓ ดวง
คือ แก่ตนเอง แก่รูปาวจรกุศล ๔ ดวง โลกุตตรกุศลโสมนัส ๑๖ ดวง
เพราะประกอบโดยเป็นบาท รวมความว่า เป็นปัจจัยแก่กุศลจิต ๒๑ ดวง
เป็นปัจจัยแก่วิบากอีก ๓๒ ดวง คือ แก่กามาวจรวิบาก ๑๑ ดวง ที่เกิด
ด้วยอำนาจตทารัมมณะ และแก่ภวังค์ในที่สุดแห่งชวนะ แก่รูปาวจรวิบาก

430