ติกปัฏฐาน เป็นต้นเหล่านั้น ให้พิสดารด้วยอำนาจปัจจัยเหล่านั้น จึงทรง
อาศัยติกะ และทุกะหนึ่ง ๆ แต่งเทศนาด้วยวาระใหญ่ ๗. ชื่อแห่งวาระ
ใหญ่ ๗ เหล่านั้นคือ ปฏิจจวาระ สหชาตวาระ ปัจจยวาระ นิสสยวาระ
สังสัฏฐวาระ สัมปยุตตวาระ ปัญหาวาระ.
บรรดาวาระ ๗ เหล่านั้น วาระที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยพระ-
ดำรัสว่า ปฏิจฺจ (อาศัย) อย่างนี้ว่า กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม
ชื่อว่า ปฏิจจวาระ.
ที่ตรัสด้วยอำนาจพระดำรัสว่า สหชาโต อย่างนี้ว่า กุสลํ ธมฺมํ
สหชาโต กุสโล ธมฺโม ชื่อว่า สหชาตวาระ. สหชาตวาระนั้นว่าโดย
เนื้อความแล้ว ไม่ต่างจากปฏิจจวาระที่กล่าวมาก่อน. แต่วาระที่หนึ่ง ตรัส
ด้วยอำนาจ เวไนยสัตว์ ที่จะตรัสรู้ด้วยอำนาจพระดำรัสว่า ปฏิจจะ.
วาระที่สองตรัสด้วยอำนาจเวไนยสัตว์ ผู้จะตรัสรู้ด้วยอำนาจพระดำรัสว่า
สหชาตะ. ก็ในวาระทั้งสองนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบปัจจัยทั้งหลายโดยเฉพาะ
และปัจจยุบบันธรรม ด้วยอำนาจรูปธรรม และอรูปธรรม. ก็แลปัจจัย
และปัจจยุบบันธรรมเหล่านั้น ได้เฉพาะที่เกิดพร้อมกันเท่านั้น ที่เกิดก่อน
หรือเกิดภายหลังย่อมไม่ได้.
วาระที่ตรัสด้วยอำนาจพระดำรัสว่า ปจฺจยา อย่างนี้ว่า กุสลํ ธมฺมํ
ปจฺจยา กุสโล ธมฺโม ชื่อว่า ปัจจยวาระ แม้ปัจจยวาระนั้น ผู้ศึกษา
พึงทราบด้วยอำนาจแห่งรูปธรรมและอรูปธรรม เหมือนสองวาระก่อน.
อนึ่ง แม้ปุเรชาตปัจจัยก็ย่อมได้ในอธิการนี้. นี้เป็นความแปลกกันแห่ง
ปัจจยวาระกับสองวาระก่อน.