พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 141 (เล่ม 85)

ติกปัฏฐาน เป็นต้นเหล่านั้น ให้พิสดารด้วยอำนาจปัจจัยเหล่านั้น จึงทรง
อาศัยติกะ และทุกะหนึ่ง ๆ แต่งเทศนาด้วยวาระใหญ่ ๗. ชื่อแห่งวาระ
ใหญ่ ๗ เหล่านั้นคือ ปฏิจจวาระ สหชาตวาระ ปัจจยวาระ นิสสยวาระ
สังสัฏฐวาระ สัมปยุตตวาระ ปัญหาวาระ.
บรรดาวาระ ๗ เหล่านั้น วาระที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยพระ-
ดำรัสว่า ปฏิจฺจ (อาศัย) อย่างนี้ว่า กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล ธมฺโม
ชื่อว่า ปฏิจจวาระ.
ที่ตรัสด้วยอำนาจพระดำรัสว่า สหชาโต อย่างนี้ว่า กุสลํ ธมฺมํ
สหชาโต กุสโล ธมฺโม ชื่อว่า สหชาตวาระ. สหชาตวาระนั้นว่าโดย
เนื้อความแล้ว ไม่ต่างจากปฏิจจวาระที่กล่าวมาก่อน. แต่วาระที่หนึ่ง ตรัส
ด้วยอำนาจ เวไนยสัตว์ ที่จะตรัสรู้ด้วยอำนาจพระดำรัสว่า ปฏิจจะ.
วาระที่สองตรัสด้วยอำนาจเวไนยสัตว์ ผู้จะตรัสรู้ด้วยอำนาจพระดำรัสว่า
สหชาตะ. ก็ในวาระทั้งสองนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบปัจจัยทั้งหลายโดยเฉพาะ
และปัจจยุบบันธรรม ด้วยอำนาจรูปธรรม และอรูปธรรม. ก็แลปัจจัย
และปัจจยุบบันธรรมเหล่านั้น ได้เฉพาะที่เกิดพร้อมกันเท่านั้น ที่เกิดก่อน
หรือเกิดภายหลังย่อมไม่ได้.
วาระที่ตรัสด้วยอำนาจพระดำรัสว่า ปจฺจยา อย่างนี้ว่า กุสลํ ธมฺมํ
ปจฺจยา กุสโล ธมฺโม ชื่อว่า ปัจจยวาระ แม้ปัจจยวาระนั้น ผู้ศึกษา
พึงทราบด้วยอำนาจแห่งรูปธรรมและอรูปธรรม เหมือนสองวาระก่อน.
อนึ่ง แม้ปุเรชาตปัจจัยก็ย่อมได้ในอธิการนี้. นี้เป็นความแปลกกันแห่ง
ปัจจยวาระกับสองวาระก่อน.

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 142 (เล่ม 85)

วาระต่อจากนั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยอำนาจพระดำรัส
ว่า นิสฺสาย อย่างนี้ว่า กุสลํ ธมฺมํ นิสฺสาย กุสโล ธมฺโม ชื่อว่า
นิสสยวาระ. นิสสยวาระนั้นโดยใจความไม่ต่างจากปัจจยวาระที่กล่าวมา
ก่อน แต่ว่าวาระที่หนึ่งตรัสด้วยอำนาจสัตว์ ผู้จะตรัสรู้ ด้วยอำนาจพระ-
ดำรัสว่า ปัจจยะ ที่สองตรัสด้วยอำนาจสัตว์ผู้จะตรัสรู้ ด้วยอำนาจพระ-
ดำรัสว่า นิสสยะ.
ต่อจากนั้น ที่ตรัสด้วยอำนาจพระดำรัสว่า สํสฏฺโฐ อย่างนี้ว่า
กุสลํ ธมฺมํ สํสฏโฐ กุสโล ธมฺโม ชื่อว่า สังสัฏฐวาระ.
วาระที่ตรัสด้วยอำนาจพระดำรัสว่า สมฺปยุตฺโต อย่างนี้ว่า กุสลํ
ธมฺมํ สมฺปยุตฺโต กุสโล ธมฺโม ชื่อว่า สัมปยุตตวาระ. สัมปยุตตวาระ
นั้น โดยเนื้อความไม่ต่างจากสังสัฏฐวาระ วาระที่หนึ่ง ตรัสด้วยอำนาจ
เวไนยสัตว์ผู้จะตรัสรู้ด้วยอำนาจพระดำรัสว่า สังสัฏฐะ วาระที่สองตรัส
ด้วยพระดำรัสว่า สัมปยุตตะ. ก็ในสองวาระนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบปัจจัยและ
ปัจจยุบบันธรรม ด้วยอำนาจแห่งอรูปธรรมเท่านั้น.
ส่วนใน วาระที่ ๗ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปัญหานั้นขึ้น
โดยนัยเป็นต้นว่า กุศลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมด้วยเหตุปัจจัย แล้ว
ทรงจำแนกปัญหาเหล่านั้นทั้งหมดไม่ให้สับสน ไม่ให้คลุมเครืออีกโดยนัย
เป็นต้นว่า กุศลเหตุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุต ด้วยเหตุปัจจัย ฉะนั้น
วาระนั้นจึงชื่อว่า ปัญหาวาระ เพราะทรงจำแนกปัญหาทั้งหลายไว้ดีแล้ว.
ก็ในอธิการนี้ พึงทราบปัจจัย และปัจจยุบบัน ด้วยอำนาจแห่งรูปธรรม
และอรูปธรรม.

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 143 (เล่ม 85)

บรรดาวาระเหล่านั้น วาระที่หนึ่งที่ชื่อว่า ปฏิจจวาระนั้นใด วาระ
นั้นก็มีสองอย่างคือ โดยอุทเทสและนิทเทส. ในสองอย่างนั้น อุทเทสวาระ
ที่หนึ่งเรียกว่า ปุจฉาวาระ บ้าง.
แม้คำว่าปัณณัตติวาระก็เป็นชื่อแห่งอุทเทสวาระนั้นเอง. จริงอยู่
วาระนั้นชื่อว่า อุทเทสวาระ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยกุศล
เป็นต้น แล้วยกกุศลเป็นต้นนั้นแสดงด้วยอำนาจแห่งเหตุปัจจัยเป็นต้น.
ชื่อว่า ปุจฉาวาระ เพราะทรงอาศัยกุศลเป็นต้น ตรัสถามถึงการเกิดขึ้น
แห่งกุศลเป็นต้น ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยเป็นต้น. แม้วาระนั้น ก็ตรัสว่า
ปัณณัตติวาระ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยกุศลเป็นต้น แล้วให้
ทราบถึงการเกิดขึ้นแห่งกุศลเป็นต้น ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยเป็นต้น. ใน
ข้อนั้นมีปริกัปปปุจฉาว่า กุศลธรรมพึงอาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้นเพราะเหตุ
ปัจจัยหรือ ?
ก็ในปริกัปปปุจฉานี้ มีใจความดังนี้ กุศลธรรมใดพึงเกิดขึ้นเพราะ
เหตุปัจจัย กุศลธรรมนั้นต้องอาศัยกุศลธรรมหรือ. อีกอย่างหนึ่งในอธิการ
นี้มีใจความดังนี้ว่า กุศลธรรมใด พึงอาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น กุศลธรรม
นั้นพึงมีเพราะเหตุปัจจัยหรือ ?
ศัพท์ว่า ปฏิ ในคำว่า ปฏิจฺจ เป็นไปในอรรถว่า เหมือนกัน เช่น
บุคคลเหมือนกัน เรียกว่าปฏิบุคคล ส่วนเท่ากัน เรียกว่า ปฏิภาค. คำว่า
อิจฺจ นั่นกล่าวถึงความขวนขวายในการไป. ครั้นพูดรวมกันทั้งสองศัพท์
จึงมีอธิบายว่า บทว่า ปฏิจฺจ ความว่า เป็นไปเท่าเทียมกัน คือดำเนินไป
โดยความเป็นธรรมที่ทัดเทียมกัน กล่าวคือ เกิดขึ้นพร้อมกัน อธิบายว่า
เข้าถึงภาวะ คือการเกิดขึ้นพร้อมกับปัจจัยนั้น. สองบทว่า กุสโล ธมฺโม

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 144 (เล่ม 85)

พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสถามว่า กุศลธรรมพึงอาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น
เพราะเหตุปัจจัยโดยภาวะคือการเกิดขึ้นพร้อมกัน อย่างนั้นหรือ.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า ปฏิจฺจ ความว่า ทำให้เป็นปัจจัย. ก็การทำให้
เป็นปัจจัยนั้น ย่อมได้ทั้งในปุเรชาตปัจจัยและสหชาตปัจจัย ในที่นี้
ประสงค์เอาสหชาตปัจจัย. แม้ในคำว่า สิยา กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ อกุศสโล
ธมฺโม เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ในคำว่า สิยา กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ
อกุสโล ธมฺโม เป็นต้นนั้น อกุศลธรรมอาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น ด้วย
อำนาจสหชาตปัจจัยไม่มีก็จริง. แต่ปัจจัยใดที่พระองค์วิสัชนาอยู่ ย่อมได้
โดยเนื้อความและไม่ได้โดยเนื้อความในปุจฉาวาระนี้ ปัจจัยนั้นทั้งหมด
พระองค์ทรงยกขึ้นด้วยอำนาจปุจฉา. ส่วนในการวิสัชนาข้างหน้า ปัจจัย
ใดที่ไม่ได้วิสัชนา ทรงละปัจจัยนั้นเสีย ปัจจัยใดได้วิสัชนา ทรงวิสัชนา
เฉพาะปัจจัยนั้นเท่านั้น. ผู้ศึกษาครั้นทราบอรรถแห่งปุจฉาและแนวทาง
แห่งปุจฉาในอธิการนี้ ดังกล่าวมาแล้ว บัดนี้พึงทราบการกำหนดปุจฉา
ด้วยอำนาจการคำนวณต่อไป.
ก็ในคำว่า กสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ นี้ ปุจฉามี ๓ คือ ที่มีกุศลบท เป็น
บทต้น มีกุศล อกุศล และอัพยากตะเป็นอวสานบท ปุจฉาอีก ๓ คือ
มีกุศลบทนั้นแหละเป็นบทต้น มีการจำแนกโดยทุกะ ด้วยสามารถแห่ง
กุศลและอัพยากตะเป็นต้น เป็นอวสานบท ปุจฉาอีก ๑ คือ มีกุศลบท
นั้นนั่นแหละเป็นบทต้น มีติกะเป็นอวสานบท. ปุจฉา ๗ ที่มีกุศลบทเป็น
บทต้น ในคำว่า กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ ดังนี้ ย่อมมีโดยประการอย่างนี้.
ปุจฉาที่มีอกุศลบทเป็นบทต้น มีอัพยากตบทเป็นบทต้น มีกุสลาพยากต-
บทเป็นบทต้น มีอกุสลาพยากตบทเป็นบทต้น มีกุสลากุศลบทเป็นบทต้น

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 145 (เล่ม 85)

มีกุสลากุสลาพยากตะเป็นบทต้น ก็เหมือนกัน. ปุจฉาแม้ทั้งหมดในเหตุ
ปัจจัยมี ๔๙ ข้อ อาศัยกุศลติกะ ด้วยอำนาจบทต้น (คือกุศลบทเป็นต้น)
๗ บท ๆ ละ ๗ ปุจฉา ในอธิการนี้พึงทราบปุจฉาเหล่านั้น แม้ด้วย
สามารถแห่งมูลและอวสานอย่างนี้ คือ ปุจฉา ๙ มีมูลบท. มีอวสาน-
บท ๑. ปุจฉา ๙ มีมูลบท ๒ มีอวสานบท ๒. ปุจฉา ๓ มีมูลบท ๑
มีอวสานบท ๓, ปุจฉา ๙ มีมูลบท ๒ มีอวสานบท ๑, ปุจฉา ๙ มีมูล-
บท ๒ มีอวสานบท ๒, ปุจฉา ๓ มีมูลบท ๒ มีอวสานบท ๓, ปุจฉา
๓ มีมูลบท ๓ มีอวสานบท ๑, ปุจฉา ๓ มีมูลบท ๓ มีอวสานบท ๒,
ปุจฉา ๑ มีมูลบท ๓ มีอวสานบท ๓. แม้ในอารัมมณปัจจัย เป็นต้น ก็มี
ปุจฉา ๔๙ ข้อ เหมือนในเหตุปัจจัยนั้นนั่นแหละ. ในปัจจัย ๒๔ ปัจจัย
แม้ทั้งหมด.
ในนัยที่มีมูลบท ๑ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ประมวลปุจฉาไว้รวม ๑,๑๓๖ ข้อ
ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่ม นัยที่มีมูลสอง ว่า เหตุ-
ปจฺจยา อารมฺมณปจฺจยา เป็นต้น. ในนัยที่มีมูลสองนั้น มีทุกะ ๒๓ ทุกะ
พร้อมกับเหตุปัจจัย คือ เหตรัมมณทุกะ ฯ ล ฯ เหตาวิคตทุกะ. แม้
ในเหตารัมมณทุกะ ก็มีปุจฉา ๔๙ ข้อ เหมือนเหตุปัจจัย. บรรดาปุจฉา
เหล่านั้นทรงแสดงไว้ในบาลีสองข้อเท่านั้น. แม้ในเหตาธิปติทุกะ เป็นต้น
ก็มีปุจฉา ๔๙ ข้อ เหมือนในเหตารัมมณทุกะ. บรรดาทุกะเหล่านั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงทุกะ ๓ ทุกะตามลำดับ คือ เหตาธิปติ-
ทุกะ เหตานันตรทุกะ เหตุสมนันตรทุกะ ด้วยอำนาจแห่งปุจฉาที่หนึ่ง

145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 146 (เล่ม 85)

แล้ว ทรงแสดงเหตาวิคตทุกะเป็นที่สุด คำที่เหลือทรงย่อไว้. ก็ผู้ศึกษา
พึงทราบการกำหนดปุจฉาในอธิการนี้อย่างนี้ คือ
ในทุกมูลกนัย ในเพราะทุกะ ๒๓ ทุกะ จึงมีปุจฉา
๑,๑๒๗ ข้อ
ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่ม ติมูลกนัย ว่า เหตุปจฺจยา
อารมฺมณปจฺจยา อธิปติปจฺจยา เป็นต้น. ในติมูลกนัยนั้น มีติกะ ๒๒
ติกะ ด้วยอำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในปัจจัย ๒๒ มีอธิปติปัจจัย
เป็นต้น กับเหตารัมมณทุกะ. บรรดาติกะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นทรงแสดงติกะที่ ๑ และติกะที่ ๒ ด้วยอำนาจแห่งปุจฉาที่หนึ่งแล้ว
จึงทรงแสดงติกะในที่สุด. คำที่เหลือทรงย่อไว้ในทุกะ ฉันใด แม้ในติกะ
ก็ฉันนั้น ทรงจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในติกะหนึ่ง ๆ.
ในติมูลกนัย ในติกะ ๒๒ ทั้งหมด จึงมีปุจฉา
๑,๐๗๘ ข้อ โดยจำนวน.
ต่อจากนั้นทรงเริ่ม นัยที่มีมูล ๔ ว่า เหตุปจฺจยา อารมฺมณ-
ปจฺจยา อธิปติปจฺจยา อนนฺตรปจฺจยา เป็นต้น ในนัยที่มีมูล ๔ นั้น
มีจตุกกะ ๒๑ หมวด ด้วยอำนาจการเชื่อมปัจจัย ๑ กับปัจจัย ๑ ใน
บรรดาปัจจัย ๒ มีอนันตรปัจจัยเป็นต้น กับติกะที่หนึ่ง. บรรดาจตุกกะ
เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ๒ จตุกกะแล้ว ย่อจตุกกะที่เหลือ
ไว้. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในจตุกกะหนึ่ง ๆ แม้ในอธิการนี้.
ในจตุมูลกนัย ในจตุกกะ ๒๑ ทั้งหมด จึงมี
ปุจฉา ๑,๐๒๙ ข้อ โดยการคำนวณ.

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 147 (เล่ม 85)

ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเทศนาเริ่มแต่ ปัญจมูลกนัย
เป็นต้น จนถึง สัพพมูลกนัย. นัยที่ทรงย่อไว้ที่ตรัสแล้วในหนหลัง และ
จะพึงตรัสต่อไปข้างหน้าทั้งหมดนั้น ทรงกระทำให้เป็นแบบเดียวกัน แล้ว
แสดงไว้ในบาลีว่า เอกมูลกนัย ทุมูลกนัย ติมูลกนัย จตุมูลกนัย
ปัญจมูลกนัย สัพพมูลกนัย อันผู้ไม่งมงาย พึงให้พิสดาร. ในเอกมูลกนัย
เป็นต้นนั้น คำที่ควรกล่าวข้าพเจ้าได้กล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว. ส่วนใน
ปัญจมูลกนัย มีปัจจัยหมวดละ ๕ รวมปัญจกะ ๒๐ หมวดถ้วน ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในปัจจัย ๒๐ ถ้วน มีสมนันตรปัจจัยเป็นต้น
กับจตุกกะก่อน (คือที่กล่าวมาก่อน ๔ ปัจจัยในจตุมูลกนัย) เพราะจัด
ปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในปัญจกะหนึ่ง ๆ ในปัญจกะเหล่านั้น
ในปัญจมูลกนัย จึงมีปุจฉา ๘๙๐ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน ฉมูลกนัย มีปัจจัยหมวดละ ๖ รวม ๑๙ หมวด ด้วยอำนาจ
การเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๑๙ มีสหชาตปัจจัย เป็นต้น
กับปัญจกะก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในปัจจัยหนึ่ง ๆ ในฉักกะ
เหล่านั้น
ในฉมูลกนัย จึงมีปุจฉา ๙๓๑ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน สัตตมูลกนัย มีปัจจัยหมวดละ ๗ รวม ๑๘ หมวด ด้วยอำนาจ
การเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๑๘ มีอัญญมัญญปัจจัย เป็นต้น
กับฉักกะก่อน เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในสัตตกะหนึ่ง ๆ ในบรรดา
สัตตกะเหล่านั้น

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 148 (เล่ม 85)

ในสัตตมูลกนัย จึงมีปุจฉา ๘๘๒ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน อัฏฐมูลกนัย มีปัจจัยหมวดละ ๘ รวม ๑๗ หมวด ด้วยอำนาจ
การเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๑๗ มีนิสสยปัจจัย เป็นต้น กับ
สัตตกะก่อน เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในอัฏฐกะหนึ่ง ๆ ในบรรดา
อัฏฐกะเหล่านั้น
ในอัฏฐมูลกนัย จึงมีปุจฉา ๘๓๓ ข้อ โดยการ
คำ นวณ.
ใน นวมูลกนัย มีปัจจัยหมวดละ ๙ รวม ๑๖ หมวด ด้วยอำนาจ
การเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๑๖ มีอุปนิสสยปัจจัย เป็นต้น
กับอัฏฐกะก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในนวกะหนึ่งๆ ในบรรดา
นวกะเหล่านั้น
ในนวมูลกนัย จึงมีปุจฉา ๗๘๔ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน ทสมูลกนัย มีปัจจัยหมวดละ ๑๐ รวม ๑๕ หมวด ด้วยอำนาจ
การเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๑๕ มีปุเรชาตปัจจัย เป็นต้น
กับนวกะก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในทสกะหนึ่งๆ ในบรรดา
ทสกะนั้น ๆ
ในทสมูลกนัย จึงมีปุจฉา ๗๓๕ ข้อ โดยการ
คำ นวณ.
ใน เอกาทสมูลกนัย มีปัจจัยหมวดละ ๑๑ รวม ๑๔ หมวด ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๑๔ มีปัจฉาชาตปัจจัย

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 149 (เล่ม 85)

เป็นต้น กับทสกะก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในหมวดหนึ่ง ๆ
ในบรรดาเอกาทสกะเหล่านั้น
ในนัยที่มีมูล ๑๑ จึงมีปุจฉา ๖๘๖ ข้อ.
ใน นัยที่มีมูล ๑๒ มีปัจจัยหมวดละ ๑๒ รวม ๑๓ หมวด ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่งๆ ในบรรดาปัจจัย ๑๓ มีอาเสวนปัจจัย เป็นต้น
กับเอกาทสกะก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในหมวดหนึ่ง ๆ ใน
บรรดาทวาทสกะเหล่านั้น
ในนัยที่มีมูล ๑๒ จึงมีปุจฉา ๖๙๙ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน นัยที่มีมูล ๑๓ มีปัจจัยหมวดละ ๑๓ รวม ๑๒ หมวด ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๑๒ มีกัมมปัจจัย เป็นต้น
กะบทวาทสกะก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในหมวดหนึ่ง ๆ
ในบรรดาเตรสกะเหล่านั้น
ในนัยที่มีมูล ๑๓ จึงมีปุจฉา ๕๘๘ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน นัยที่มีมูล ๑๔ มีปัจจัยหมวดละ ๑๔ รวม ๑๑ หมวด ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๑๑ มีวิปากปัจจัย เป็นต้น
กับเตรสกะก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในหมวดหนึ่ง ๆ ใน
บรรดาจุททสกะเหล่านั้น
ในนัยที่มีมูล ๑๔ จึงมีปุจฉา ๕๓๙ ข้อ โดยการ
คำนวณ.

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 150 (เล่ม 85)

ใน นัยที่มีมูล ๑๕ มีปัจจัยหมวดละ ๑๕ รวม ๑๐ หมวด ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๑๐ มีอาหารปัจจัย เป็นต้น
ดับจุททสกะก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในหมวดหนึ่ง ๆ ใน
บรรดาปัจจัยหมวด ๑๕ เหล่านั้น
ในนัยที่มีมูล ๑๕ จึงมีปุจฉา ๔๙๐ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน นัยที่มีมูล ๑๖ มีปัจจัยหมวดละ ๑๖ มรรค ด้วยอำนาจ
การเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๙ มีอินทริยปัจจัย เป็นต้น กับ
หมวด ๑๕ ก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในพวกหนึ่ง ๆ ใน
บรรดาปัจจัยหมวด ๑๖ เหล่านั้น
ในนัยที่มีมูล ๑๖ จึงมีปุจฉา ๔๔๑ ข้อโดยการ
คำนวณ.
ใน นัยที่มีมูล ๑๗ มีปัจจัยหมวดละ ๑๗ รวม ๘ หมวด ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๘ มีฌานปัจจัย เป็นต้น
กับหมวด ๑๖ ก่อน. เพราะปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในหมวดหนึ่ง ๆ ใน
บรรดาปัจจัยหมวด ๑๗ เหล่านั้น
ในนัยที่มีมูล ๑๗ จึงมีปุจฉา ๓๙๒ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน นัยที่มีมูล ๑๘ มีปัจจัยหมวดละ ๑๘ รวม ๗ หมวด ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย ๗ มีมัคคปัจจัย เป็นต้น
กับปัจจัยหมวด ๑๗ ก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในหมวดหนึ่ง ๆ
ในบรรดาปัจจัยหมวด ๑๘ เหล่านั้น

150