พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 151 (เล่ม 85)

ในนัยที่มีมูล ๑๘ จึงมีปุจฉา ๓๔๓ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน นัยที่มีมูล ๑๙ มีปัจจัยหมวดละ ๑๙ รวม ๖ หมวด ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่งๆ ในบรรดาปัจจัย ๖ มีสัมปยุต ปัจจัย เป็นต้น
กับปัจจัยหมวด ๑๘ ก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในหมวดหนึ่ง ๆ
ในบรรดาปัจจัยหมวด ๑๙ เหล่านั้น
ในนัยที่มีมูล ๑๙ จึงมีปุจฉา ๒๙๔ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน นัยที่มีมูล ๒๐ มีปัจจัยหมวดละ ๒๐ รวม ๕ หมวด ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่งๆ ในบรรดาปัจจัย ๕ มีวิปปยุตตปัจจัย เป็นต้น
กับปัจจัยหมวด ๑๙ ก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๑๙ ข้อ เข้าในหมวดหนึ่ง ๆ
ในบรรดาปัจจัยหมวด ๒๐ เหล่านั้น
ในนัยที่มีมูล ๒๐ จึงมีปุจฉา ๒๔๕ ข้อ โดยการ
คำนวณ.
ใน นัยที่มีมูล ๒๑ มีปัจจัยหมวดละ ๒๑ รวม ๔ หมวด ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัย มีอัตถิปัจจัย เป็นต้น
กับหมวด ๒๐ ก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในหมวดหนึ่ง ๆ ใน
บรรดาปัจจัยหมวด ๒๑ เหล่านั้น
ในนัยที่มีมูล ๒๑ ผู้รู้ลักษณะ จึงนับประมวล
ปุจฉาได้ ๑๙๖ ข้อ.
ใน นัยที่มีมูล ๒๒ มีปัจจัยหมวดละ ๒๒ รวม ๓ หมวด ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่ง ๆ บรรดาปัจจัย ๓ มีนัตถิปัจจัย เป็นต้น กับ

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 152 (เล่ม 85)

หมวด ๒๑ ก่อน. เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในหมวดหนึ่ง ๆ ใน
บรรดาหมวด ๒๒ เหล่านั้น
ในนัยที่มีมูล ๒๒ จึงมีปุจฉา ๑๔๗ ข้อ โดยการ
คำ นวณ.
ใน นัยที่มีมูล ๒๓ มีปัจจัยหมวดที่ ๒๓ รวม ๒ หมวด ด้วย
อำนาจการเชื่อมปัจจัยหนึ่งๆ บรรดาวิคตาวิคตาปัจจัยทั้งสอง กับหมวด ๒๒
ก่อน บรรดาวิคตปัจจัยและอวิคตปัจจัยทั้งสอง กับหมวด ๒๒ ก่อน.
เพราะจัดปุจฉา ๔๙ ข้อ เข้าในหมวดหนึ่ง ๆ ในบรรดาปัจจัยหมวด ๒๓
เหล่านั้น
ในนัยที่มีมูล ๒๓ อันเป็นคำรบที่ ๒๓ นี้ จึงมี
ปุจฉา ๙๘ ข้อ โดยการคำนวณ.
ส่วน นัยที่มีมูล ๒๔ ผู้ศึกษาพึงทราบด้วยอำนาจการประชุมแห่ง
ปัจจัยทั้งหมด เพราะเหตุนั้นแหละพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มีปัจจัย
ทั้งหมดเป็นมูล. ในนัยที่มีมูล ๒๔ นั้น มีปุจฉา ๔๙ ข้อเท่านั้น ฉะนี้.
ปุจฉานั้นทั้งหมด พระศาสดาทรงถือเอาเฉพาะบทว่า เหตุปัจจัยเท่านั้น
จำแนกโดยพิสดารยิ่งในเทพบริษัท ด้วยอำนาจแห่งนัยที่มีมูลหนึ่ง เป็นต้น
จบลงด้วยนัยที่มีปัจจัยทั้งหมดเป็นมูล. ในอธิการนี้ทรงแสดงปุจฉาไว้โดย
ย่อ. ก็ประมวลการนับปุจฉาเหล่านั้นทั้งหมด ดังนี้.
จริงอยู่ ในนัยที่มีมูลหนึ่ง ปุจฉามาแล้ว ๑,๑๗๖ ข้อ บรรดา
ปุจฉาเหล่านั้น ในนัยแห่งเหตุปัจจัย ผู้ศึกษาพึงแต่งปุจฉา ๔๙ ข้อ กับ
ด้วยปัจจัยที่เป็นมูลนั่นเอง แม้พึงถือเอาในที่มีเหตุปัจจัยเป็นมูลนี้.
ปุจฉาที่เหลือผู้ศึกษาพึงใส่ในนัยที่มีปัจจัยที่เหลือเป็นมูล. ในนัยที่มีมูลสอง

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 153 (เล่ม 85)

มีปุจฉา ๑,๑๒๗ ข้อ ที่มีมูล ๓ มี ๑,๐๗๘ ข้อ ที่มีมูล ๔ มี ๑,๐๒๙ ข้อ
ที่มีมูล ๕ มี ๙๘๐ ข้อ ที่มีมูล ๖ มี ๙๓๑ ข้อ ที่มีมูล ๗ มี ๘๘๒ ข้อ
ที่มีมูล มี ๘๓๓ ข้อ ที่มีมูล ๙ มี ๗๘๔ ข้อ ที่มีมูล ๑๐ มี ๗๓๕ ข้อ
ที่มีมูล ๑๑ มี ๖๘๖ ข้อ ที่มี่มูล ๑๒ มี ๖๓๗ ข้อ ที่มีมูล ๑๓ มี ๕๘๘
ข้อ ที่มีมูล ๑๔ มี ๕๓๙ ข้อ ที่มีมูล ๑๕ มี ๔๙๐ ข้อ ที่มีมูล ๑๖ มี
๔๔๑ ข้อ ที่มีมูล ๑๗ มี ๓๙๒ ข้อ ที่มีมูล ๑๘ มี ๓๔๓ ข้อ ที่มีมูล ๑๙
มี ๒๙๔ ข้อ ที่มีมูล ๒๐ มี ๒๔๕ ข้อ ที่มีมูล ๒๑ มี ๑๙๖ ข้อ ที่มีมูล
๒๒ มี ๑๔๗ ข้อ ที่มี ๒๓ มี ๙๘ ข้อ ที่มีปัจจัยทั้งหมดเป็นมูลมี ๔๙
ข้อ ในนัยที่มีมูลหนึ่งเป็นต้น ซึ่งจำแนกออกไปโดยกเหตุบทขึ้นต้น
ดังกล่าวมาแล้ว.
เฉพาะเหตุบทเท่านั้น ว่าโดยประเภทแห่งมูล
หนึ่งเป็นต้น จึงมีปุจฉา ๑๔,๗๐๐ ข้อ แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงประเภทแห่งปุจฉาตั้งแต่นัยที่มี
มูลหนึ่ง จนถึงนัยที่มีปัจจัยทั้งหมดเป็นมูล โดยกเหตุปัจจัยขึ้นต้นดังกล่าว
มาแล้ว บัดนี้ เพื่อจะยกอารัมมณปัจจัยขึ้นแสดงเป็นต้น จึงตรัสคำว่า
กุศลธรรมพึงอาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น เพราะอารัมมณปัจจัย เพราะเหตุ-
ปัจจัยหรือ ? เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงนัยที่มีมูลหนึ่ง
ซึ่งมีอารัมมณปัจจัย เป็นต้น มีเหตุปัจจัยเป็นที่สุด ด้วยคำมีประมาณเท่านี้
ว่า อารมฺมณปจฺจยา เหตุปจฺจยา. ต่อจากนั้น ทรงเริ่มนัยที่มีมูลสองว่า
อารมฺมณปจฺจยา อธิปติปจฺจยา ดังนี้. ในนัยที่มีมูลสองนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงทุกะที่หนึ่งนี้ และอารัมมณาวิคตทุกะแล้ว ทรง

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 154 (เล่ม 85)

ย่อคำที่เหลือไว้. ทุกะที่สุดท้ายนี้ว่า อารมฺมณปจฺจยา เหตุปจฺจยา ดังนี้
ไม่ทรงแสดง. ก็ถ้าทุกะที่สุดนั้น ปรากฏในตอนไหน ผู้ศึกษาพึงถือเอา
ตอนนั้นเอง. ต่อจากนั้น เพื่อจะไม่แสดงติมูลกนัยเป็นต้น ด้วยอำนาจ
อารัมมณปัจจัย แล้วแสดงปัจจัยหนึ่ง ๆ เป็นต้น โดยยกอธิปติปัจจัย
เป็นต้น จึงตรัสคำมีประมาณเท่านี้ว่า อธิปติปจฺจยา อนนฺตรปจฺจยา
สมนนฺตรปจฺจยา สหชาตปจฺจยา อญฺญมญฺญปจฺจยา. คำนั้นผู้ศึกษา
พึงทราบด้วยอำนาจนัยที่มีมูลหนึ่ง หรือที่มีปัจจัยทั้งหมดเป็นมูล.
ต่อจากนั้น เพื่อจะทรงแสดงเฉพาะทุมูลนัยเท่านั้น โดยยกอวิคต.
ปัจจัยขึ้นต้น จึงเริ่มคำว่า อวิคตปจฺจยา เหตุปจฺจยา เป็นต้น. ใน
ทุมูลกนัยนั้น ครั้นตรัสทุกะ ๓ ตามลำดับคือ อวิคตเหตุทุกะ อวิคตารัมมณ-
ทุกะ. อวิคตาธิปติทุกะ แล้วจึงทรงแสดงทุกะหนึ่งคือ อวิคตวิคตทุกะ
ในที่สุด.
ลำดับนั้น เพื่อจะทรงแสดงนัยที่มีมูล ๓ ด้วยอำนาจอวิคตปัจจัย
ครั้นตรัสติกะ ๓ ตามลำดับอย่างนี้ คือ อวิคตปจฺจยา เหตุปจฺจยา
อารมฺมณปจฺจยา อวิคตปจฺจยา เหตุปจฺจยา อธิปติปจฺจยา, อวิคต-
ปจฺจยา เหตุปจฺจยา อนนฺตรปจฺจยา แล้วจึงตรัสติกะสุดท้ายว่า อวิคต-
ปจฺจยา เหตุปจฺจยา วิคตปจฺจยา.
ลำดับนั้น เพื่อจะทรงแสดงนัยที่มีมูล ๔ ด้วยอำนาจอวิคตปัจจัยนั้น
เอง ครั้นตรัสหมวด ๔ สองหมวด คือ อวิคตปจฺจยา เหตุปจฺจยา
อารมฺมณปจฺจยา อธิปติปจฺจยา, อวิคตปจฺจยา เหตุปจฺจยา อารมฺมณ-
ปจฺจยา อนนฺตรปจฺจยา แล้วทรงยกบทว่า วิคตปจฺจยา มาตั้งไว้.
คำที่เหลือทั้งปวงทรงย่อไว้. เพื่อจะทรงแสดงว่าคำทั้งหมดนั้นทรงย่อไว้

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 155 (เล่ม 85)

จึงตรัสว่า เอกมูลกนัย ทุมูลกนัย ติมูลกนัย จตุมูลกนัย สัพพมูลกนัย
แห่งบทหนึ่ง ๆ อันผู้ศึกษาที่ไม่งมงายพึ่งขยายให้พิสดาร.
เพราะฉะนั้น ในเอกมูลกนัย มีปุจฉา ๑,๑๗๖ ข้อ ฯ ล ฯ ใน
สัพพมูลกนัยมีปุจฉา ๔๙ ข้อ ด้วยอำนาจแห่งบทว่า เหตุ เป็นต้น โดยยก
เหตุปัจจัยขึ้นต้น ฉันใด ในเอกมูลกนัยแห่งบทหนึ่ง ๆ ก็มีปุจฉา ๑,๑๗๖
ข้อ ในสัพพมูลกนัยมีปุจฉา ๔๙ ข้อ ด้วยอำนาจแห่งบทว่า อารมณ์
เป็นต้น โดยยกปัจจัยหนึ่ง ๆ มีอารัมมณปัจจัยเป็นต้นขึ้นต้น ฉันนั้น
ในการจำแนกที่หนึ่ง ๆ โดยเอกมูลกนัยเป็นต้น จึงมีปุจฉา ๑๔,๗๐๐
ข้อ ดังกล่าวมาแล้ว. การกำหนดการคำนวณปุจฉาเหล่านั้น ในปัจจัย
๒๔ ทั้งหมดมีดังนี้ คือ
ในอนุโลมนัย ทรงจำแนกปุจฉาแห่งกุศลติกะไว้
๓๕๒,๘๐๐ ข้อ
กุศลติกะ ฉันใด เวทนาติกะเป็นต้น ก็ฉันนั้น. ในติกะ ๒๒ ติกะ
ทั้งหมด ว่า โดยการจำแนกประเภทแห่งติกะแล้ว มีปุจฉา ๗,๗๖๑,๖๐๐
ข้อ ท้องเรื่อง (พลความ) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงย่อไว้.
ในบรรดาทุกะทั้งหลาย พระบาลีว่า "สิยา เหตุํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ
เหตุํ ธมฺโม อุปฺปชฺเชยฺย เหตุปจฺจยา = ธรรมที่เป็นเหตุพึงอาศัยธรรม
ที่เป็นเหตุเกิดขึ้นหรือ " ดังนี้ ย่อมได้ปุจฉา ๙ ข้อ ในปัจจัยหนึ่ง ๆ มี
เหตุปัจจัยเป็นต้น ในทุกะหนึ่ง ๆ อย่างนี้ คือ เหตุอาศัยเหตุ. นเหตุ
อาศัยเหตุ, เหตุและนเหตุอาศัยเหตุ. นเหตุอาศัยนเหตุ, เหตุอาศัยนเหตุ,
เหตุและนเหตุอาศัยนเหตุ. เหตุอาศัยเหตุและนเหตุ นเหตุอาศัยเหตุ
และนเหตุ, เหตุและนเหตุอาศัยเหตุและนเหตุ.

155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 156 (เล่ม 85)

บรรดาปุจฉาเหล่านั้น ใน เอกมูลกนัย ยกเหตุปัจจัยขึ้นต้น มี
ปุจฉา ๒๑๖ ข้อ. บรรดาปุจฉา ๒๑๖ ข้อเหล่านั้น สำหรับเหตุปัจจัยอย่าง
เดียว ผู้ศึกษาพึงถือเอาปุจฉา ๙ ข้อ ที่ไม่ปนกับปัจจัยอื่น. ที่เหลือท่าน
ถือเอาโดยวาระแห่งอธิบายปุจฉาเหล่านั้น.
มีกำหนดการคำนวณในวาระ ๒๓ มีทุมูลเป็นต้น จนถึงที่มีมูล
เป็นต้นทั้งหมด โดยนำนวกะหนึ่ง ๆ ออกเสีย ดังนี้.
ใน ทุมูลกนัย บรรดาปุจฉา ๒๑๖ ข้อ ที่แสดงไว้ใน เอกมูลก-
นัย นำปุจฉาออกเสีย ๙ ข้อ จึงมีปุจฉา ๒๐๗ ข้อ. ต่อจากนั้นใน
ติมูลกนัย เอาออกอีก ๙ ข้อ คงเหลือ ๑๙๘ ข้อ เอาปุจฉาออกจากมูล
ข้างต้นทีละ ๙ ข้อ ดังกล่าวมาแล้ว. ใน จตุมูลกนัย จึงมีปุจฉา ๑๘๙ ข้อ.
ใน ปัญจมูลกนัย มี ๑๘๐ ข้อ. ใน ฉมูลกนัย มี ๑๗๑ ข้อ. ใน สัตต-
มูลกนัย มี ๑๖๒ ข้อ. ใน อัฏฐมูลกนัย มี ๑๕๓ ข้อ. ใน นวมูลกนัย
มี ๑๔๔ ข้อ. ใน ทสมูลกนัย มี๑๓๕ ข้อ. ใน เอกาทสมูลกนัย มี ๑๒๖
ข้อ. ใน ทวาทสมูลกนัย มี ๑๑๗ ข้อ. ใน เตรสมูลกนัย มี ๑๐๘ ข้อ.
ใน จุททสมูลกนัย มี ๙๙ ข้อ. ใน ปัณณรสมูลกนัย มี ๙๐ ข้อ. ใน
โสฬสมูลกนัย มี ๘๑ ข้อ. ใน สัตตรสมูลกนัย มี ๗๒ ข้อ. ใน
อัฏฐารสมูลกนัย มี ๖๓ ข้อ. ใน เอกูนวีสติมูลกนัย มี ๕๔ ข้อ. ใน
วีสมูลกนัย มี ๔๕ ข้อ. ใน เอกูนวีสติมูลกนัย มี ๓๖ ข้อ. ใน พาวีสติ-
มูลกนัย มี ๒๗ ข้อ. ใน เตวีสติมูลกนัย มี ๑๘ ข้อ และใน สัพพมูลกนัย
มี ๙ ข้อ.
เหมือนอย่างว่า ใน เอกมูลกนัย มีปุจฉา ๒๐๖ ข้อ ฯ ล ฯ ใน
สัพพมูลกนัย มีปุจฉา ๙ ข้อเหล่านี้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุปัจจัย ฉันใด
ว่าด้วยอำนาจแห่งบทมีอารมณ์เป็นต้น กระทำซึ่งปัจจัยหนึ่ง ๆ มีอารัมมณ-

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 157 (เล่ม 85)

ปัจจัยเป็นต้นขึ้นต้น ในเอกมูลกนัยแห่งบทหนึ่ง ๆ ก็มีปุจฉา ๒๑๖ ข้อ
ฯ ล ฯ ในสัพพมูลกนัยมี ๙ ข้อ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในการ
จำแนกบทหนึ่ง ๆ โดยเอกมูลกนัยเป็นต้น จึงมีปุจฉา ๒,๗๐๐ ข้อ มี
การกำหนดคำนวณปุจฉาเหล่านั้น ในปัจจัย ๒๔ ทั้งหมดดังนี้ ใน
อนุโลมนัยแห่งเหตุทุกะ มีปุจฉา ๖๔,๘๐๐ ข้อ. แม้ในสเหตุทุกะ เป็นต้น
ก็เหมือนกับเหตุทุกะ.
แม้ใน ๑๐๐ ทุกะทั้งหมด ท่านผู้รู้กล่าวปุจฉาไว้
ในทุกะ ๑๐๐ ทุกะ ๖,๔๘๐,๐๐๐ ข้อ.
นี่เป็นการกำหนดจำนวนปุจฉาใน ติกปัฏฐาน และ ทุกปัฏฐาน
ล้วน ๆ ก่อน.
ส่วนที่ชื่อว่า ทุกติกปัฏฐาน ใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือ
เอาติกะ ๒๒ ผนวกเข้าในทุกะ ๑๐๐ ทุกะ แสดงไว้ต่อจากนั้น ในทุกติก-
ปัฏฐานแม้นั้น ผู้ศึกษาพึงทราบกำหนดจำนวนปุจฉาที่พึงแสดงประกอบ
ติกะหนึ่ง ๆ ในบรรดาติกะ ๒๒ เข้ากับทุกะ ๑๐๐ ด้วยอำนาจแห่งนัยที่มี
มูลหนึ่งเป็นต้นทั้งหมด ตามนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในหนหลัง
อย่างนี้ว่า " กุศลธรรมที่เป็นเหตุ พึงอาศัยกุศลธรรมที่เป็นเหตุเกิดขึ้น
เพราะเหตุปัจจัยหรือ ? "
ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาทุกะ ๑๐๐ ผนวกเข้าใน
ติกะ ๒๒ แล้ว แสดงปัฏฐานชื่อว่า ติกทุกปัฏฐาน ใดไว้ แม้ในติกทุก-
ปัฏฐานนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบกำหนดจำนวนปุจฉาที่พึงแสดงประกอบ
ทุกะหนึ่ง ๆ ใน ๑๐๐ ทุกะ เข้ากับติกะ ๒๒ ด้วยอำนาจนัยที่มีมูลหนึ่ง
เป็นต้นทั้งหมด ตามนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในหนหลัง อย่างนี้

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 158 (เล่ม 85)

ว่า "ธรรมที่เป็นเหตุอันเป็นกุศล พึงอาศัยธรรมที่เป็นเหตุอันเป็นกุศล
เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยหรือ ?"
ต่อจากนั้น ทรงผนวกติกะทั้งหลายเข้าในติกะนั่นเอง แล้วแสดง
ปัฏฐานชื่อว่า ติกติกปัฏฐาน อันใดไว้ ในติกติกปัฏฐานแม้นั้น ผู้ศึกษา
พึงทราบการกำหนดนั้น ปุจฉาที่พึงแสดงประกอบติกะหนึ่ง ๆ บรรดา
๒๒ ติกะ. เข้ากับติกะ ๒๑ ที่เหลือ ด้วยอำนาจแห่งนัยที่มีมูลหนึ่งเป็นต้น
ทั้งหมด ตามนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในหนหลัง อย่างนี้ว่า
" ธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาซึ่งเป็นกุศล พึงอาศัยธรรมที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนาซึ่งเป็นกุศลเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยหรือ ?"
ต่อจากนั้น ทรงผนวกทุกะเข้าในทุกะนั้นเอง แล้วแสดงปัฏฐาน
ที่ชื่อว่า ทุกทุกปัฏฐาน อันใดไว้ ในทุกทุกปัฏฐานแม้นั้น ผู้ศึกษา
พึงทราบการกำหนดการนับปุจฉาที่พึงแสดงประกอบทุกะหนึ่ง ๆ ใน ๑๐๐
ทุกะ กับทุกะ ๙๙ ที่เหลือ ด้วยอำนาจแห่งนัยที่มีมูลหนึ่งเป็นต้น ตามนัย
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในหนหลังอย่างนี้ว่า " ธรรมที่เป็นเหตุ (และ)
เป็นเหตุ พึงอาศัยธรรมที่เป็นเหตุ (และ) มีเหตุเกิดขึ้นเพราะเหตุ
ปัจจัยหรือ ? "
จริงอยู่ พระตถาคตครั้นทรงแสดงประเภทนั้นทั้งหมดแล้ว จึงทรง
แสดงธรรมในเทพบริษัท. แต่พระธรรมเป็นเสนาบดีรวบรวมย่อไว้ว่า ธรรม
นี้ ๆ พระองค์ทรงแสดงในวันนี้ แล้วกล่าวในเทศนาโดยเพียงแสดงนัยนั้น
เท่านั้น. พลความที่กล่าวย่อไว้ พระเถระย่อให้เป็นไปแล้ว. พลความ
นั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคหะในสังคีติกาล ตามนัยที่พระ-

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 159 (เล่ม 85)

เถระให้เป็นไปแล้วนั่นแหละ. ก็เพื่อจะแสดงสังเขปนัยแห่งพลความนั้น
ข้าพเจ้าจึงตั้งคาถานี้ไว้ว่า ติกญฺจ ปฏฺฐานวรํ เป็นต้น.
คาถานั้นมีใจความว่า คำว่า ติกญฺจ ปฏฺฐานวรํ แปลว่า ติกปัฏฐาน
อันประเสริฐ คืออันบวร. บทว่า ทุกุตฺตมํ แปลว่า ทุกปัฏฐานอันสูง
สุด คืออันประเสริฐสุด. บทว่า ทุกตฺติกกญฺเจว คือ ทุกติกปฏิฐาน.
บทว่า ติกทุกญฺจ คือ ติกทุกปัฏฐาน. บทว่า ติกติกกญฺเจว คือ
ติกติกปัฏฐาน. บทว่า ทุกทฺทุกญฺจ คือ ทุกทุกปัฏฐาน. คำว่า ฉ
อนุโลมฺมหิ นยา สุคมฺภีรา ความว่า ผู้ศึกษาพึงทราบนัย ๖ อันลึกซึ้ง
ด้วยดี มีติกปัฏฐานเป็นต้นเหล่านี้ ในอนุโลม.
บรรดานัยเหล่านั้น อนุโลมมี ๒ คือ ธัมมานุโลม และ ปัจจยา-
นุโลม ในอนุโลมสองนี้ ปัฏฐานที่พระองค์ให้เป็นไปด้วยอำนาจเทศนา
ที่เป็นอนุโลมแก่ธรรมที่ท่านรวบรวม ด้วยบทอภิธรรมมาติกาอย่างนี้ว่า
กุศลธรรมอาศัยกุศลธรรม ชื่อว่า ธัมมานุโลม ปัฏฐานที่พระองค์ให้
เป็นไปด้วยอำนาจเทศนาที่เป็นอันโลมแก่ปัจจัย ๒๔ อย่างนี้ว่า เหตุปจฺจยา
อารมฺมณปจฺจยา ชื่อว่า ปัจจยานุโลม.
บรรดาคำที่เป็นคาถาเหล่านั้น คาถานี้ว่า ติกญฺจ ปฏฺฐานวรํ ฯเปฯ
ฉ อนุโลมมฺหิ นยา สุคมฺภีรา ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาหนหลัง หมาย
ถึง ธัมมานุโลม. แต่ในอธิการนี้ คาถานี้ท่านกล่าวหมายถึง ปัจจยา-
นุโลม รัมมมานุโลมนั้น. เพราะฉะนั้น คำว่า ฉ อนุโลมมฺหิ นยา
สุคมฺภีรา ผู้ศึกษาพึงทราบเนื้อความในอรรถกถาอย่างนี้ว่า นัย ๖ มี
ติกปัฏฐานเป็นต้น ในธัมมานุโลมลึกซึ้งยิ่ง. แต่ในโอกาสนี้ ผู้ศึกษา
พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า นัย ๖ มี ติกปัฏฐาน เป็นต้น เฉพาะใน

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 160 (เล่ม 85)

ธัมมานุโลมในปัจจยานุโลมที่เป็นไปอย่างนี้ว่า เหตุปจฺจยา อารมฺมณ-
ปจฺจยา ลึกซึ้งยิ่ง. บรรดานัย ๖ เหล่านั้น ประเภทแห่งปุจฉานี้ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงย่อแสดงในปัณณัตติวาระนี้ แห่งปฏิจจวาระด้วยอำนาจ
กุศลติกะเท่านั้น ในติกะปัฏฐานที่เป็นอนุโลม. ส่วนในติกะ และทุกะ
ที่เหลือ และในปัฏฐานที่เหลือไม่มีปุจฉาเลยแม้แต่ข้อเดียว.
ก็ใน สหชาตวาระ เป็นต้น ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ยก
ปุจฉาขึ้นด้วยอำนาจกุศลติกะ ทรงแสดงเฉพาะวิสัชนาด้วยอำนาจวาระที่มี
ได้เท่านั้น. ก็เพราะพระบาลีว่า ฉ อนุโลมมฺหิ นยา สุคมฺภีรา. ผู้ศึกษา
พึงยกปัฏฐานนัยทั้ง ๖ เหล่านี้ ขึ้นแสดงในปัจจยานุโลมนี้ ด้วยอำนาจ
แห่งปุจฉาทั้งหลาย เพราะว่านั้นเป็นภาระแห่งอาจารย์ผู้อธิบายปัฏฐาน.
บัดนี้ เพื่อจะแสดง ปัจจนียปัฏฐาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่ม
คำว่า กุศลธรรมพึงอาศัยกุศลธรรมเกิดขึ้น เพราะนเหตุปัจจัยหรือ ?
ในปัจจนียปัฏฐานนั้น มีการกำหนดปุจฉา เท่ากับอนุโลมปุจฉา เพราะ
เหตุนั้นในปัจจนียปัฏฐานนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ผู้ศึกษาพึง
อธิบายเหตุปัจจัยแม้ในปัจจนียปัฏฐาน เหมือนอธิบายเหตุปัจจัยในอนุโลม-
ปัฏฐาน แล้วตรัสไว้ในที่สุดอีกว่า พึงอธิบายเอกมูลกะจนถึงเตวีสติมูลกะ
แห่งบทหนึ่ง ๆ ในปัจจนียปัฏฐาน เหมือนในอนุโลมปัฏฐาน.
ก็คำนี้ว่า เตวีสติมูลกํ ในอธิการนี้ ตรัสหมายถึงทุมูลกปัฏฐาน
เท่านั้น ส่วนสัพพมูลกนัยในที่สุด ได้แก่จตุวีสติมูลกนัยนั่นเอง. นัยนั้น
ทั้งหมดทรงย่อไว้แล.
พระบาลีนี้ว่า ติกญฺจ ปฏฺฐานวรํ ฯเปฯ ฉ ปจฺจนียมฺหิ นยา
สุคมฺภีรา ดังนี้ได้แก่ปัจจนียะ ๒ อย่างคือ ธัมมปัจจนียะ และ ปัจจย-

160