พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 41 (เล่ม 85)

เหล่าใดปรารภธรรมเหล่าใดเกิดขึ้นแล้ว ธรรมเหล่าใดปรารภธรรม
เหล่าใดจักเกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเกิดขึ้นแล้ว แล้วจักเกิดขึ้นด้วย
อำนาจของอารัมมณปัจจัยเท่านั้น. คำว่า จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา นี้ เป็นการ
อธิบายโดยย่อซึ่งธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ว่า เย เย ธมฺมา (ธรรมเหล่า
ใด ๆ). คำว่า เต เต ธมฺมา คือ ธรรมที่เป็นอารมณ์เหล่านั้น ๆ.
สองบทว่า เตสํ เตสํ ได้แก่ ธรรม คือจิตและเจตสิกเหล่านั้น ๆ.
พรรณนาบาลีในอธิการนี้เพียงเท่านี้.
ก็ชื่อว่า อารมณ์นี้ว่าโดยเป็นส่วน ๆ แล้ว มี ๖ อย่าง คือ รูปา-
รมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ และธัมมารมณ์.
บรรดาอารมณ์เหล่านั้น อารมณ์ที่เหลือเว้นบัญญัติ ว่าโดยภูมิมี ๔ คือ
กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และโลกุตตรภูมิ. บรรดาอารมณ์
ที่นับเนื่องในภูมิ เหล่านั้น อารมณ์ที่เป็นกามาวจรมี ๕ อย่าง โดย
จำแนกเป็นกุศล อกุศล วิบาก กิริยา และรูป. อารมณ์ที่เป็นรูปาวจร
และอรูปาจร มีอย่างละ ๓ โดยเป็นกุศล วิบาก และกิริยา. อารมณ์ที่
เป็นโลกุตตรภูมิมี ๓ อย่าง ด้วยอำนาจเป็นกุศล วิบาก และนิพพาน.
อีกอย่างหนึ่ง อารมณ์นี้ทั้งหมดมี ๗ อย่าง โดยจำแนกเป็นกุศล อกุศล
วิบาก กิริยา รูป นิพพาน และบัญญัติ. บรรดาอารมณ์ ๗ อย่างนั้น
เมื่อว่าโดยภูมิ อารมณ์ที่เป็นกุศลมี ๔ อารมณ์ที่เป็นอกุศลเป็นกามาวจร
อย่างเดียว อารมณ์ที่เป็นวิบากเป็นไปในภูมิ อารมณ์ที่เป็นกิริยาเป็น
ไปในภูมิ ๓ รูปเป็นไปในภูมิเดียว คือเป็นกามาวจรเท่านั้น แม้นิพพาน
ก็เป็นไปในภูมิเดียว คือเป็นโลกุตระเท่านั้น บัญญัติพ้นจากภูมิแล.

41
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 42 (เล่ม 85)

ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยการจำแนกโดยประการต่าง ๆ ในอารัมมณ-
ปัจจัยนี้ ดังพรรณนามานี้.
ก็ในอารมณ์นี้ซึ่งแตกต่างกันอย่างนี้ อารมณ์อันเป็นกามาวจรกุศล
เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้ คือ กามาวจรกุศล รูปาวจร-
กุศล อกุศล กามาวจรวิบาก กามาวจรกิริยา รูปาวจรกิริยา. อารมณ์
อันเป็นรูปาวจรกุศล เป็นอารัมมณปัจจัย แก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านั้น
เพียง ๕ หมวด คือ เว้นกามาวจรวิบาก อารมณ์ที่เป็นโลกุตตระ เป็น
อารัมมณปัจจัยเฉพาะแก่กุศลและกิริยาเท่านั้น โดยที่กุศล และกิริยานั้น
เป็นกามาวจร และรูปาวจร. อารมณ์ที่เป็นอกุศล เป็นปัจจัยแก่ธรรม
๖ หมวด เหล่านี้ คือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามาวจรวิบาก
กามาวจรกิริยา และรูปาวจรกิริยา. อารมณ์ที่เป็นกามาวจรวิบาก เป็น
อารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านั้นคือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล
อกุศล กามาวจรวิบาก กามาวจรกิริยา รูปาวจรกิริยา อารมณ์ที่เป็น
รูปาวจรวิบาก เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๕ หมวดเหล่านี้คือ กามา-
วจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามาวจรกิริยา และรูปาวจรกิริยา.
แม้อารมณ์ที่เป็นอรูปาวจรวิบาก ก็เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๕ หมวด
เหล่านี้เหมือนกัน. อารมณ์ที่เป็นโลกุตตรวิบาก เป็นอารัมมณปัจจัย
เฉพาะแก่กุศล และกิริยาเท่านั้น โดยกุศลและกิริยานั้นเป็นกามาวจร
และรูปาวจร. อารมณ์ที่เป็นกามาวจรกิริยา เป็นอารัมมณปัจจัยแก่
ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้คือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล กามา-
วจรวิบาก กามาวจรกิริยา และรูปาวจรกิริยา. บรรดาธรรม ๖ หมวด
เหล่านี้ อารมณ์ที่เป็นรูปาวจรกิริยา เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๕

42
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 43 (เล่ม 85)

หมวด เว้นกามาวจรวิบาก. อารมณ์ที่เป็นอรูปาวจรกิริยา เป็นอารัมมณ-
ปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้ คือ ๕ หมวดเหล่านั้น และอรูปาวจร-
กิริยา. อารมณ์คือรูป กล่าวคือรูปขันธ์ที่มีสมุฏฐาน ๔ เป็นอารัมมณ-
ปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านั้นคือ กามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อกุศล
กามาวจรวิบาก กามาวจรกิริยา และรูปาวจรกิริยา. อารมณ์คือนิพพาน
เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๖ หมวดเหล่านี้คือ กามาวจรกุศล รูปาวจร-
กุศล โลกุตตรกุศล โลกุตตรวิบาก กามาวจรกิริยา และรูปาวจรกิริยา.
อาจารย์บางพวกไม่เอารูปาวจรกุศล และรูปาวจรกิริยา คำนั้น ผู้ศึกษา
พึงพิจารณาโดยที่ถูกที่ควร. ส่วนอารมณ์ที่เป็นบัญญัติซึ่งมีประการต่าง ๆ
เป็นอารัมมณปัจจัยแก่ธรรม ๙ หมวดเหล่านี้คือ กุศลที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๓
อกุศล รูปาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบาก และกิริยาที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๓.
บรรดาอารมณ์เหล่านั้น อารมณ์ใด ๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรมใด ๆ ธรรม
นั้น ๆ ชื่อว่าเป็นปัจจยุบบันแห่งอารมณ์นั้น ๆ. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย
โดยธรรมที่เป็นปัจจยุบบันในอารัมมณปัจจัย ดังพรรณนามานี้ แล.
วรรณนานิทเทสแห่งอารัมมณปัจจัย จบ
[๔] อธิปติปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเป็นอธิบดี
กล่าวคือ
๑. อธิบดี คือ ฉันทะ เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบ
กับฉันทะ และแก่รูปทั้งหลายที่มีฉันทะ และธรรมที่ประกอบกับฉันทะ
นั้น เป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย

43
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 44 (เล่ม 85)

๒. อธิบดี คือ วิริยะ เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบ
กับวิริยะ และแก่รูปทั้งหลายที่มีวิริยะ และธรรมที่ประกอบกับวิริยะ
นั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
๓. อธิบดี คือ จิต เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับ
จิต และแก่รูปทั้งหลายที่มีจิต และธรรมที่ประกอบกับจิตนั้นเป็น
สมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
๔. อธิบดี คือ วิมังสา เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับ
วิมังสา และแก่รูปทั้งหลายที่มีวิมังสา และธรรมที่ประกอบกับวิมังสา
นั้นเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย
๕. ธรรมทั้งหลายเหล่าใด ๆ เกิดขึ้นเพราะกระทำกรรมใด ๆ
ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ๆ เป็นปัจจัย
แก่ธรรมนั้น ๆ ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย.
วรรณนานิทเทสแห่งอธิปติปัจจัย
พึงทราบวินิจฉัยในอธิปติปัจจัยนิทเทสต่อไป. บทว่า ฉนฺทาธิปติ
ได้แก่ อธิบดี คือฉันทะ. คำว่า ฉันทาธิปตินั้น เป็นชื่อแห่งกัตตุกัมยตา-
ฉันทะ. (ฉันทะคือความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำ) ที่เกิดขึ้นในเวลาจิตทำฉันทะ
ให้หนัก ให้เป็นให้เกิดขึ้น. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
ถามว่า เพราะเหตุไรในนิทเทสแห่งอธิปติปัจจัยนี้ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงไม่ตรัสว่า อธิบดีเป็นปัจจัยแก่กรรมที่สัมปยุตด้วยอธิบดี เหมือน
ในนิทเทสแห่งเหตุปัจจัย ซึ่งตรัสไว้ว่า เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต

44
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 45 (เล่ม 85)

ด้วยเหตุ (แต่) ทรงแสดงเทศนาโดยนัยเป็นต้นว่า ฉันทาธิปติเป็นปัจจัย
แก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยฉันทะ. ตอบว่า เพราะอธิบดีไม่มีในขณะเดียวกัน
จริงอยู่ ในนัยก่อน เหตุสองหรือสาม เป็นเหตุปัจจัยในขณะเดียวกันได้
เพราะไม่ละภาวะที่อุปการะ โดยอรรถว่า เป็นมูลราก. แต่อธิบดีเป็น
อุปการะ. โดยอรรถว่า เป็นใหญ่ และธรรมเป็นอันมากจะชื่อว่าเป็นใหญ่
ในขณะเดียวกันหาได้ไม่ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น แม้เกิดขึ้นคราว
เดียวกัน จะเป็นอธิปติปัจจัยในขณะเดียวกันย่อมไม่ได้ เพราะภาวะที่
อธิปติปัจจัยไม่มีในขณะเดียวกันนั้น. ในนิทเทสแห่งอธิปติปัจจัยนี้พระผู้-
มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงเทศนาดังที่กล่าวมาแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงสหชาตธิปติอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เพื่อจะทรงแสดงอารัมมณาธิปติ จึงทรงเริ่มคำว่า ยํ ยํ ธมฺมํ ครุํ กตฺวา
เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า ยํ ยํ ธมฺมํ คือ ซึ่งธรรมที่เป็น
อารมณ์ใด ๆ. สองบทว่า ครุํ กตฺวา ได้แก่ ทำให้หนัก คือให้หนักแน่น
ให้เป็นธรรมชาติที่ควรได้ ไม่ควรทอดทิ้ง ไม่ควรดูหมิ่น ด้วยอำนาจการ
เคารพและยำเกรง หรือด้วยอำนาจการพอใจ. คำว่า เต เต ธมฺมา คือ
ธรรมที่ควรทำให้หนักนั้น ๆ. คำว่า เตสํ เตสํ คือธรรมที่ทำให้หนัก
เหล่านั้นๆ. ทว่า อธิปติปจฺจเยน คือ เป็นปัจจัยด้วยอำนาจอารัมมณาธิ-
ปติปัจจัย. พรรณนาบาลีในอธิการนี้เพียงเท่านี้.
ก็ชื่อว่า อธิบดีนี้ มี ๒ อย่าง คือ สหชาตธิปติ และอารัมมณา-
แห่งฉันทะเป็นต้น. ใน ๔ อย่างนั้น และอธิบดีเมื่อว่าโดยภูมิมีอย่างละ ๔
คือเป็นกามาวจรเป็นต้น. บรรดาอธิบดีที่เป็นกามาวจรเป็นต้นนั้น อธิบดี

45
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 46 (เล่ม 85)

ที่เป็นกามาวจรมี ๓ อย่าง คือ กุศล อกุศล และกิริยา แต่ครั้นถึงอกุศล
ย่อมไม่ได้วิมังสาธิปติ. อธิบดีที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจร มีอย่างละสอง
คือ เป็นกุศลและกิริยา. อธิบดีที่เป็นโลกุตตระมี ๒ อย่าง คือ เป็นกุศล
และวิบาก แต่เมื่อว่าโดยชาติ อารัมมณาอธิปติมี ๖ อย่าง คือ กุศล อกุศล
วิบาก กิริยา รูป และนิพพาน. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยการจำแนก
โดยประการต่าง ๆ ในอธิการนี้ ดังพรรณนามานี้.
ก็ในสหชาตาธิปตินี้ซึ่งแตกต่างกัน ดังพรรณนามาแล้วนี้ อธิบดี
กล่าวคือ กามาวจรกุศลและกิริยา ก่อน เป็นอธิปติปัจจัยแก่ธรรมที่
สัมปยุตกับตน และรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน ในเวลาที่สหชาตธรรมทำ
อธิบดีอื่นมีฉันทะเป็นต้น ให้เป็นใหญ่เกิดขึ้นในจิตตุปบาทที่ประกอบด้วย
เหตุ ๒ และเหตุ ๓. แม้ในอธิบดี กล่าวคือ รูปาวจรกุศลและกิริยา
ก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็ในอธิการนี้ ได้เฉพาะอธิบดีที่เป็นรูปาวจรกุศลและ
กิริยาเท่านั้น เพราะว่าธรรมเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นโดยไม่พรากจากสหชาตา-
ธิปติ. ส่วนอธิบดี กล่าวคือ อรูปาวจรกุศลและกิริยา เหมือนกับอธิบดี
ที่เป็นรูปาวจรในปัญจโวการภพ. แต่ในจตุโวการภพ ย่อมเป็นอธิปติ-
ปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตเท่านั้น. อธิบดีที่เป็นกามาวจรทั้งหมด ที่เกิดขึ้น
ในจตุโวการภพนั้นก็เหมือนกัน. อธิบดีที่เป็นโลกุตตระทั้งฝ่ายกุศลและ
วิบาก ย่อมเป็นอธิปติปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน
อย่างเดียว ในปัญจโวการภพ. ในจตุโวการภพ เป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูป
ธรรมเท่านั้น.
อกุศลเป็นอธิปติปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตโดยแน่นอน ในมิจฉัตต-
นิยตจิต และแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในกามภพ.

46
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 47 (เล่ม 85)

อกุศลที่เป็นอนิยตธรรม (ให้ผลไม่แน่นอนในลำดับจุติจิต) เป็น
อธิปติปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานเหล่านั้น ใน
เวลาที่ตนเป็นอธิบดี ในกามภพ และรูปภพ. เป็นอธิปติปัจจัยเฉพาะ
แก่อรูปธรรมเท่านั้น ในอรูปภพ. นี้เป็นนัยในสหชาตาธิปติปัจจัยก่อน.
ส่วนในอารัมมณาธิปติปัจจัย มีอธิบายดังต่อไปนี้
กามาวจรกุศล เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยแก่ธรรมสองหมวดเหล่านี้
คือ กามาวจรกุศล และอกุศลที่สหรคตด้วยโลภะ. นัยในอารัมมณาธิปติ-
ปัจจัยที่เป็นกุศล แม้ในรูปาวจร และอรูปาวจร ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ส่วนอารัมมณาธิปติที่เป็นโลกุตตรกุศล เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัย
แก่กุศลญาณสัมปยุต และกิริยาญาณสัมปยุต ที่เป็นกามาวจร.
ก็ชื่อว่า อารัมมณาธิปติที่เป็นอกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก
ว่า จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภะ จิตตุปบาทนั้น เป็นอารัมมณาธิปติ
ปัจจัยเฉพาะแก่อกุศลที่สหรคตด้วยโลภะเท่านั้น.
ฝ่ายอารัมมณาธิปติฝ่ายวิบากที่เป็นกามาวจร รูปาวจร และอรูปา-
วจร เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยเฉพาะแก่อกุศลที่สหรคตด้วยโลภะเท่านั้น.
อารัมมณาธิปติที่เป็นโลกุตตรวิบาก เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยแก่
มหากุศลญาณสัมปยุต และมหากิริยาญาณสัมปยุตเท่านั้น.
ก็เมื่อว่าโดยประเภทที่เป็นกามาวจร เป็นต้น อารัมมณาธิปติที่
เป็นกิริยาทั้ง ๓ เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยแก่อกุศลที่สหรคตด้วยโลภะ
เท่านั้น. อารัมมณาธิปติที่เป็นรูปขันธ์ กล่าวคือรูปที่เกิดจากสมุฏฐานทั้ง ๔
เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัยแก่ กุศลที่สหรคตด้วยโลภะเท่านั้น. นิพพานเป็น
อารัมมณาธิปติปัจจัยแก่ธรรม ๔ หมวดเหล่านั้นคือ มหากุศลญาณสัมปยุต

47
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 48 (เล่ม 85)

มหากิริยาสัมปยุต อันเป็นกามาวจร โลกุตตรกุศล และโลกุตตร-
วิบาก. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัย โดยปัจจยุบบันในอารัมณาธิปติปัจจัยนี้
อย่างนี้แล.
วรรณนานิทเทสแห่งอธิปติปัจจัย จบ
[๕] อนันตรปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อกัน
ไม่มีระหว่างคั่น กล่าวคือ
๑. จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับจักขุ-
วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่
ประกอบกับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๒. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุ เป็น
ปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโน-
ธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๓. โสตวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับโสต-
วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่
ประกอบกับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๔. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น
เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับ
มโนวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๕. ฆานวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกับฆาน-

48
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 49 (เล่ม 85)

วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบ
กับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๖. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น
เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโน-
วิญญาณธาตุนั่น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๗. ชิวหาวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับชิวหา
วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่
ประกอบกับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๘. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น
เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโน-
วิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๙. กายวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับกาย
วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่
ประกอบกับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๑๐. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น
เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับ
มโนวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๑๑. กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม
ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๑๒. กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อัพยากต.
ธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย

49
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 50 (เล่ม 85)

๑๓. อกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม
ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๑๔. อกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อัพยากต-
ธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๑๕. อัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อัพยา-
กตธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๑๖. อัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศล-
ธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๑๗. อัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อกุศล
ธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
๑๘. ธรรมทั้งหลายเหล่าใด ๆ เกิดขึ้นในลำดับแห่งธรรมทั้ง-
หลายเหล่าใด ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ๆ เป็นปัจจัยแก่ธรรม
ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
วรรณนานิทเทสแห่งอนันตรปัจจัย
ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยใน อนันตรปัจจัยนิทเทส ต่อไป. บทว่า
มโนธาตุยา คือ แก่วิบากมโนธาตุ. บทว่า มโนวิญญาณธาตุยา คือ แก่
อเหตุวิบากมโนวิญญาณธาตุ ที่ทำหน้าที่สันตีรณกิจ คือพิจารณาอารมณ์.
ก็ต่อจากนั้นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงมโนวิญญาณธาตุ ที่ทำหน้าที่
โวฏฐัพพนะ ชวนะ ตทารัมมณะ และภวังค์ พระองค์จึงทรงย่อเทศนา
โดยแสดงนัยไว้ว่า ธาตุเหล่านั้น แม้จะไม่ได้ตรัสไว้ก็จริง แต่ผู้ศึกษา
พึงทราบได้โดยนัยนี้. แก่ธาตุเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงย่อเข้า

50