บัดนี้ มีคำถามว่า ในคำว่า เหตุ เหตุสมฺปยุตฺตกานํ นี้ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า เหตุสมฺปยุตฺตกานํ แต่ตรัสว่า เหตุ เหตุ-
สมฺปยุติกานํ ดังนี้ เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะเป็นการกำหนด
ปัจจัย และปัจจยุบบัน. จริงอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหตุ-
สมฺปยุตฺตกานํ การกำหนดปัจจัยว่า ธรรมชื่อโน้นเป็นปัจจัยแก่ธรรม
ทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยเหตุ ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย ดังนี้ ใคร ๆ ก็ทราบ
ไม่ได้. อีกอย่างหนึ่ง เพราะไม่ถือเอาเนื้อความว่า ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุต
ด้วยเหตุ ชื่อว่า เหตุสัมปยุตตกานํ ใจความพึงมีว่า เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรม
เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่สัมปยุตกัน ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย. เมื่อเป็นเช่นนั้น
แม้จักขุวิญญาณจิต เป็นต้น ที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ ก็ชื่อว่า สมฺปยุตฺตกา
(ประกอบกัน) เหมือนกัน ทั้งธรรมมีกุศลเป็นต้น ที่ประกอบด้วยเหตุ
ก็ชื่อว่า สมฺปยุตฺตกา ด้วย. บรรดาปัจจยุบบันเหล่านั้น เมื่อพระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่า เหตุนี้ เป็นปัจจัยแก่ธรรมชื่อโน้นซึ่งสัมปยุตกัน การ
กำหนดธรรมที่เป็นปัจจยุบบันใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้า เมื่อจะทรงกำหนดทั้งปัจจัยและปัจจยุบบัน จึงตรัสว่า เหตุ
เหตุสมฺปยุตฺตกานํ (เหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ).
ข้อนั้นมีอธิบายว่า เหตุที่สัมปยุต เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลาย
มีกุศลเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเหตุ ด้วยอำนาจเหตุปัจจัย. แม้ในคำนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ตรัสว่า ปจฺจโย อย่างเดียวตรัสว่า เหตุปจฺเยน
ด้วย เพื่อปฏิเสธความที่เหตุเป็นปัจจัยโดยประการอื่น. จริงอยู่ เหตุนี้เป็น
ปัจจัยด้วยอำนาจของเหตุปัจจัยก็ได้ ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัยเป็นต้น