พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 51 (เล่ม 85)

ในนัยที่ ๖ มีอาทิว่า ปุริมา ปุริมา กุสลา ธมฺมา ผู้ศึกษาพึงทราบว่า
พระองค์ไม่ตรัสในอธิการนี้อีก.
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ปุริมา ปุริมา ผู้ศึกษาพึงทราบ-
ธรรม คือกุศลชวนะที่ดับไปโดยไม่มีระหว่างคั่น ในทวารทั้ง ๖.
สองบทว่า ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ ได้แก่ ธรรมคือกุศลชวนะ ที่เกิด
ขึ้นติดต่อกันไปนั่นเอง.
บทว่า กุสลานํ ได้แก่ กุศลจิตชนิดเดียวกัน.
ส่วนบทว่า อพฺยากตานํ นี้ ได้แก่ อัพยากตะ อันเป็นอนันตร-
ปัจจัยแก่กุศลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจของตทาลัมพนะ
ภวังค์ และผลสมาบัติที่เกิดขึ้นลำดับแห่งกุศล. บทว่า อพฺยากตานํ ใน
อกุศลมูลกะ ได้แก่ อัพยากตะ อันเป็นตทาลัมพนะ และภวังค์เท่านั้น.
บทว่า อพฺยากตานํ ในอัพยากตมูลกะ ได้แก่อัพยากตะ อันเป็นกิริยา
และวิบาก อันเป็นไปด้วยอำนาจแห่งอาวัชชนะ และชวนะ หรือว่าด้วย
อำนาจแห่งภวังค์. นัยนี้ย่อมใช้ได้แม้ในวิถีจิตที่เป็นไปตั้งแต่กิริยามโน-
ธาตุ ที่ทำหน้าที่โวฏฐัพพนะ จนถึงมโนวิญญาณธาตุทีเดียว.
บทว่า กุสลานํ ได้แก่ กุศลชวนะดวงที่หนึ่ง ที่เกิดต่อจากโวฏ-
ฐัพพนะจิตในปัญจทวาร และที่เกิดต่อจากอาวัชชนจิตในมโนทวาร. แม้
ในบทว่า อกุสลานํ ก็นัยนี้ เหมือนกัน.
บทว่า เยสํ เยสํ น เป็นเครื่องกำหนดโดยย่อ ซึ่งธรรมที่เป็น
อนันตรปัจจัยทั้งหมด. พรรณนาบาลีในนิทเทสแห่งอนันตรปัจจัยนี้เท่านี้
ก่อน.

51
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 52 (เล่ม 85)

ก็ชื่อว่าอนันตรปัจจัยนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ได้แก่ หมวดแห่ง
อรูปธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ เว้นนิพพาน. อนันตรปัจจัยนั้นจำแนกด้วย
สามารถแห่งชาติได้ ๔ ชาติ คือเป็นกุศล อกุศล วิบากและกิริยา. ใน
๔ ชาตินั้น อนันตรปัจจัยที่เป็นกุศลมี ๔ อย่าง คือเป็นประเภทแห่ง
กามาวจรเป็นต้น. อกุศลเป็นกามาวจรอย่างเดียว. วิบากเป็นไปในภูมิ
ทั้ง ๔. ส่วนอนันตรปัจจัยที่เป็นกิริยาเป็นไปในภูมิ ๓. ผู้ศึกษาพึงทราบ
วินิจฉัยโดยการจำแนกโดยประการต่าง ๆ ในอนันตรปัจจัยนี้ ดังพรรณนา
มาแล้ว.
ก็ในอนันตรปัจจัย ซึ่งจำแนกได้ดังแสดงมาแล้ว กามาวจรกุศล
เป็นอนันตรปัจจัยแก่กามาวจรกุศล ที่เหมือนกันกับตนเท่านั้น ส่วน
กามาวจรกุศลที่เป็นญาณสัมปยุต เป็นอนันตรปัจจัย แก่ธรรมสามหมวด
เหล่านี้ คือรูปาวจรกุศล อรูปาวจรกุศล และโลกุตตรกุศล.
กามาวจรกุศล เป็นอนันตรปัจจัยแก่ธรรม ๔ หมวดเหล่านี้คือ
กามาวจรวิบาก รูปาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบาก และโลกุตตรวิบาก.
รูปาวจรกุศล เป็นอนันตรปัจจัย แก่ธรรม ๓ หมวดเหล่านี้ คือ
รูปาวจรกุศล กามาวจรวิบากญาณสัมปยุต และรูปาวจรวิบาก.
อรูปาวจรกุศล เป็นอนันตรปัจจัยแก่ธรรม ๔ หมวดเหล่านี้ โดย
ไม่แปลกกัน คือวิบาก๑ทั้งสองเหล่านั้น และกุศล๒และวิบากของตน. ก็ใน
อธิการนี้ เมื่อว่าโดยพิเศษ เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล เป็นอนันตร-
ปัจจัยแก่โลกุตตรวิบาก กล่าวคืออนาคามิผล.
โลกุตตรกุศล เป็นอนันตรปัจจัยเฉพาะแก่โลกุตตรวิบากเท่านั้น.
๑. คือ กามวิบาก รูปวิบาก. ๒. อรูปกุศล อรูปวิบาก.

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 53 (เล่ม 85)

อกุศล เป็นอนันตรปัจจัยแก่อกุศล กุศลวิบาก และอกุศลวิบาก
โดยไม่แปลกกัน. ก็เมื่อว่าโดยแปลกกันในอธิการนี้ อกุศลที่สัมปยุตด้วย
สุขเวทนาและอุเบกขาเวทนา เป็นอนันตรปัจจัยแก่ธรรม ๔ หมวดเหล่านี้
คือกุศลวิบาก อกุศลวิบาก และรูปาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบาก
กามาวจรวิบาก เป็นอนันตรปัจจัยแก่กามาวจรวิบาก. วิบากญาณ-
สัมปยุต หรือญาณวิปปยุต เป็นอนันตรปัจัยแก่กามาวจรกิริยาอาวัชชนจิต.
อนึ่งในอนันตรปัจจัยนี้ มหาวิบากญาณสัมปยุต เป็นอนันตร-
ปัจจัยแก่ธรรม หมวดเหล่านี้ คือ กามาวจรวิบาก อาวัชชนจิต
และรูปาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบากที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปฏิสนธิ.
รูปาวจรวิบาก เป็นอนันตรปัจจัยแก่ธรรม ๔ หมวดเหล่านี้ คือ
ติเหตุกกามาวจรวิบาก รูปาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบาก และกามาวจรกิริยา
อาวัชชนจิต.
อรูปาวจรวิบาก เป็นอนันตรปัจจัยแก่ธรรม ๓ หมวดเหล่านั้น คือ
ติเหตุกกามาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบาก และกิริยาอาวัชชนจิตที่เป็น
กามาวจร.
โลกุตรวิบาก เป็นอนันตรปัจจัยแก่ธรรม ๔ หมวดเหล่านี้ คือ
ติเหตุกกามาวจรวิบาก รูปาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบาก และโลกุตตร
วิบาก.
กามาวจรกิริยา เป็นอนันตรปัจจัยแก่ธรรม ๙ หมวดเหล่านั้น คือ
กามาวจรกุศล อกุศล วิบากจิตทั้ง ๔ ภูมิ และกิริยาจิตทั้ง ๓ ภูมิ.
รูปาวจรกิริยา เป็นอนันตรปัจจัยแก่ธรรม ๓ หมวดเหล่านี้ คือ
ติเหตุกกามาวจรวิบาก รูปาวจรวิบาก และรูปาวจรกิริยา.

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 54 (เล่ม 85)

อรูปาวจรกิริยา เป็นอนันตรปัจจัยแก่ธรรม ๕ หมวดเหล่านั้น คือ
ติเหตุกกามาวจรวิบาก รูปาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบาก โลกุตตรวิบาก
และอรูปาวจรกิริยา. ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยโดยธรรมที่เป็นปัจจยุบบัน
ในอนันตรปัจจัยนี้ อย่างนี้แล.
วรรณนานิทเทสแห่งอนันตรปัจจัย จบ
[๖] สมนันตรปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความติดต่อ
กันไม่มีระหว่างคั่นด้วย กล่าวคือ
๑. จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับจักขุ-
วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบ
กับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๒. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น
เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโน-
วิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๓. โสตวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับโสต-
วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบ
กับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๔. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น
เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโน-
วิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 55 (เล่ม 85)

๕. ฆานวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับฆาน-
วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบ
กับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๖. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น
เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโน-
วิญญาณธาตุนั่น ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๗. ชิวหาวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับชิวหา-
วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบ
กับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย.
๘. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น
เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับ
มโนวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๙. กายวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับกาย-
วิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบ
กับมโนธาตุนั้น ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๑๐. มโนธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น
เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับมโน-
วิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๑๑. กุศลธรรมทั้งหลายี่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม
ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๑๒. กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อัพยากต-
ธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 56 (เล่ม 85)

๑๓. อกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม
ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๑๔. อกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อัพยากต-
ธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๑๕. อัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อัพยา-
กตธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๑๖. อัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศล-
ธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๑๗. อัพยากตธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อกุศล-
ธรรมทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๑๘. ธรรมทั้งหลายเหล่าใด ๆ คือ จิตและเจตสิก เกิด
ขึ้นในลำดับแห่งธรรมทั้งหลายเหล่าใด ๆ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ๆ
เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ๆ ด้วยอำนาจของสมนันตร-
ปัจจัย.
วรรณนานิทเทสแห่งสมนันตรปัจจัย
นิทเทสแห่งสมนันตรปัจจัย เหมือนกับอนันตรปัจจัยนี้เอง. ก็
ปัจจัยทั้งสองนี้กว้างขวางมาก เพราะฉะนั้น พึงกำหนดถือเอาความพิสดาร
แห่งปัจจัยทั้งสองนั้น ด้วยอำนาจการเกิดขึ้นของจิตทั้งหมด.
วรรณนานิทเทสแห่งสมนันตรปัจจัย จบ

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 57 (เล่ม 85)

[๗] สหชาตปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยความเกิดพร้อม
กัน กล่าวคือ
๑. นามขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของ
สหชาตปัจจัย
๒. มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของ
สหชาตปัจจัย
๓. ในปฏิสนธิขณะ นามและรูปเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ด้วย
อำนาจของสหชาต ปัจจัย
๔. จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่รูปทั้งหลายที่มี
จิตเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย
๕. มหาภูตรูป เป็นปัจจัยแก่อุปาทารูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจ
ของสหชาตปัจจัย
๖. รูปธรรมทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่อรูปธรรมทั้งหลายในกาล
บางครั้ง ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย
๗. รูปธรรมทั้งหลาย ไม่เป็นปัจจัยแก่อรูปธรรมทั้งหลายใน
กาลบางครั้ง ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย.
วรรณนานิทเทสแห่งสหชาตปัจจัย
ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยใน สหชาตปัจจัยนิทเทส ต่อไป.
บทว่า อญฺญมญฺญํ แปลว่า ซึ่งกันและกัน. ด้วยบทนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นปัจจัยและปัจจยุบบัน
ในขณะเดียวกัน. บทว่า โอกฺกนฺติกฺขเณ คือ ในขณะปฏิสนธิในปัญจ-

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 58 (เล่ม 85)

โวการภพ. จริงอยู่ ในขณะนั้นนามและรูปเกิดขึ้นเหมือนก้าวลง คือเหมือน
แล่นไป ได้แก่ เหมือนมาจากโลกอื่นแล้วเข้ามาสู่โลกนี้ เพราะฉะนั้น
ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจงตรัสเรียกว่า โอกกันติกขณะ (ขณะก้าวลง).
ก็ในอธิการนี้ คำว่า รูป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาหทัยวัตถุ
เท่านั้น. จริงอยู่ หทัยวัตถุนั้น ย่อมอำนวยประโยชน์เพื่อเป็นสหชาต
ปัจจัยซึ่งกันและกันแก่นาม และนามก็อำนวยประโยชน์เพื่อเป็นสหชาต
ปัจจัยซึ่งกันและกันแก่หทัยวัตถุนั้น. บทว่า จิตฺตเจตสิกา คือ ขันธ์ ๔
ในปวัตติกาล. ในบทว่า สหชาตปจฺจเยน นี้ รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน
ย่อมไม่อำนวยประโยชน์เพื่อเป็นปัจจัยแก่จิตและเจตสิก เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสว่า อญฺญมญฺญํ. อุปาทายรูป ก็ไม่อำนวย
ประโยชน์เพื่อเป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูปเหมือนกัน. คำว่า รูปธรรมเป็น
ปัจจัยแก่อรูปธรรม คือหทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่นามขันธ์ ๔. สองบทว่า
กิญฺจิ กาเล คือ ในกาลบางคราว. บทว่า สหชาตปจฺจเยน ตรัสหมายถึง
ปฏิสนธิกาล. บทว่า น สหชาตปจฺจเยน ตรัสหมายถึงปวัตติกาล.
ก็สหชาตปัจจัยนี้ตั้งไว้ด้วยส่วน ๖ ส่วนดังนี้คือ นามขันธ์ ๔ เป็น
ปัจจัยซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัยเป็นต้น. ใน ๖ ส่วนนั้น
๓ ส่วนตรัสด้วยอำนาจการเป็นสหชาตปัจจัยซึ่งกันและกัน อีก ๓ ส่วน
ไม่ได้ตรัสด้วยอำนาจการเป็นสหชาตปัจจัยซึ่งกันและกัน.
บรรดาสหชาตปัจจัย ๖ ส่วนนั้น อรูปธรรมเท่านั้น เป็นทั้งปัจจัย
และปัจจยุบบันในส่วนที่ ๑.
เฉพาะรูปธรรมอย่างเดียว เป็นทั้งปัจจัยและปัจจยุบบันในส่วน
ที่ ๒.

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 59 (เล่ม 85)

นามและรูปเป็นปัจจัยและปัจจยุบบันในส่วนที่ ๓.
อรูปเป็นปัจจัย รูปเป็นปัจจยุบบันในส่วนที่ ๔.
รูปเท่านั้นเป็นทั้งปัจจัยและปัจจยุบบันในส่วนที่ ๕.
รูปเป็นปัจจัย อรูปเป็นปัจจยุบบันในส่วนที่ ๖.
พรรณนาบาลีในสหชาตปัจจัยนิทเทสเท่านี้ก่อน.
ก็สหชาตปัจจัยนี้ จำแนกโดยชาติได้ ๕ ชาติ คือกุศลชาติ อกุศล-
ชาติ วิบากชาติ กิริยาชาติ และรูปชาติ. ในชาติทั้ง ๕ นั้น กุศล
จัตตามภูมิได้ ๔ ภูมิ อกุศลได้ภูมิเดียว วิบากได้ ๘ ภูมิ กิริยาได้ ๓ ภูมิ
รูปได้กามาวจรภูมิภูมิเดียวเท่านั้น ฉะนั้น พึงทราบวินิจฉัยในสหชาต-
ปัจจัยนี้ โดยการจำแนกเป็นประการต่าง ๆ เพียงเท่านี้.
ก็ในสหชาตปัจจัยที่จำแนกแล้วนี้ อย่างนี้ กุศลแม้เป็นไปได้ ภูมิ
เป็นสหชาตปัจจัย แก่ธรรมอันสัมปยุตกับตนนั่นเทียว และแก่รูปอันมีจิต
เป็นสมุฏฐาน. อกุศลก็เช่นเดียวกัน. ก็ในสหชาตปัจจัยนี้ จิตใดเกิดใน
อรูปภูมิ จิตนั้นเป็นสหชาตปัจจัยแก่อรูปธรรมเท่านั้น. กามาวจรวิบาก
รูปาวจรวิบาก เป็นสหชาตปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานนั้นเทียว และ
แก่ธรรมที่สัมปยุต. ก็ในสหชาตปัจจัยนี้ จิตใดให้รูปเกิดไม่ได้ จิตนั้น
เป็นสหชาตปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตเท่านั้น. จิตใดเกิดขึ้นในปฏิสนธิกาล
จิตนั้นเป็นสหชาตปัจจัยแก่กัมมชรูปด้วย. อรูปวิบาก เป็นสหชาตปัจจัย
แก่ธรรมที่สัมปยุตเท่านั้น.
โลกุตตรวิบาก เป็นสหชาตปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุต และรูปที่มีจิต
เป็นสมุฏฐานในปัญจโวการภพ. เป็นปัจจัยแก่อรูปธรรมเท่านั้น ในจตุ-
โวการภพ. กามาวจรกิริยา และ อรูปาวจรกิริยา เป็นสหชาตปัจจัยแก่

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 60 (เล่ม 85)

ธรรมที่สัมปยุต และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในปัญจโวการภพ. ในจตุ-
โวการภพ เป็นปัจจัยเฉพาะแก่อรูปธรรมเท่านั้น. รูปาวจรกิริยา เป็น
สหชาตปัจจัยโดยส่วนเดียว แก่ธรรมที่สัมปยุตและรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน.
สำหรับรูปที่เกิดจากสมุฏฐานทั้ง ๔ ในรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน มหาภูต
รูป ๑ เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย แก่มหาภูตรูป ๓ มหาภูตรูป ๓
เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัยแก่มหาภูตรูปหนึ่ง มหาภูตรูป ๒ เป็นปัจจัย
โดยสหชาตปัจจัยแก่มหาภูตรูป ๒ มหาภูตรูปเป็นปัจจัยแก่อุปาทานรูป
ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย. ในขณะปฏิสนธิของกามาวจรและรูปาวจร
วัตถุรูปเป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย. ส่วนใน
บรรดารูปที่มีอุตุ จิต และอาหารเป็นสมุฏฐาน มหาภูตรูปเป็นปัจจัยซึ่งกัน
และกัน และแก่อุปาทายรูปด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย. ผู้ศึกษาพึงทราบ
วินิจฉัย แม้โดยธรรมที่เป็นปัจจยุบบันในสหชาตปัจจัยนี้ อย่างนี้แล.
วรรณนาแห่งสหชาตปัจจัยนิทเทส จบ
[๘] อัญญมัญญปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะโดยตามอาศัย
กันและกัน กล่าวคือ
๑. นามขันธ์ ๔ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอัญญมัญญปัจจัย
๒. มหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอัญญมัญญปัจจัย
๓. ในปฏิสนธิขณะ นามรูปเป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของ
อัญญมัญญปัจจัย.

60