ในนัยที่ ๖ มีอาทิว่า ปุริมา ปุริมา กุสลา ธมฺมา ผู้ศึกษาพึงทราบว่า
พระองค์ไม่ตรัสในอธิการนี้อีก.
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ปุริมา ปุริมา ผู้ศึกษาพึงทราบ-
ธรรม คือกุศลชวนะที่ดับไปโดยไม่มีระหว่างคั่น ในทวารทั้ง ๖.
สองบทว่า ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ ได้แก่ ธรรมคือกุศลชวนะ ที่เกิด
ขึ้นติดต่อกันไปนั่นเอง.
บทว่า กุสลานํ ได้แก่ กุศลจิตชนิดเดียวกัน.
ส่วนบทว่า อพฺยากตานํ นี้ ได้แก่ อัพยากตะ อันเป็นอนันตร-
ปัจจัยแก่กุศลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจของตทาลัมพนะ
ภวังค์ และผลสมาบัติที่เกิดขึ้นลำดับแห่งกุศล. บทว่า อพฺยากตานํ ใน
อกุศลมูลกะ ได้แก่ อัพยากตะ อันเป็นตทาลัมพนะ และภวังค์เท่านั้น.
บทว่า อพฺยากตานํ ในอัพยากตมูลกะ ได้แก่อัพยากตะ อันเป็นกิริยา
และวิบาก อันเป็นไปด้วยอำนาจแห่งอาวัชชนะ และชวนะ หรือว่าด้วย
อำนาจแห่งภวังค์. นัยนี้ย่อมใช้ได้แม้ในวิถีจิตที่เป็นไปตั้งแต่กิริยามโน-
ธาตุ ที่ทำหน้าที่โวฏฐัพพนะ จนถึงมโนวิญญาณธาตุทีเดียว.
บทว่า กุสลานํ ได้แก่ กุศลชวนะดวงที่หนึ่ง ที่เกิดต่อจากโวฏ-
ฐัพพนะจิตในปัญจทวาร และที่เกิดต่อจากอาวัชชนจิตในมโนทวาร. แม้
ในบทว่า อกุสลานํ ก็นัยนี้ เหมือนกัน.
บทว่า เยสํ เยสํ น เป็นเครื่องกำหนดโดยย่อ ซึ่งธรรมที่เป็น
อนันตรปัจจัยทั้งหมด. พรรณนาบาลีในนิทเทสแห่งอนันตรปัจจัยนี้เท่านี้
ก่อน.