พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 269 (เล่ม 82)

แล้ว ชื่อว่า เที่ยงย่อมไม่มี " ทรงแสดงความเกิดขึ้นและความไม่เที่ยง
ทั้งสองนั้นด้วยอุปาทนิโรธวาระ.
ในอุปาทวาระนั้น มีประเภทแห่งกาล ๖ อย่าง ด้วยอำนาจ
อัทธา ๓ คือปัจจุบัน อดีต อนาคต ปัจจุบันกับอดีต ปัจจุบันอนาคต
อดีตกับอนาคต.
ในกาลเหล่านั้น คำว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ รูปขันธ์
กำลังเกิด ( ย่อมเกิด ) แก่บุคคลใด พึงทราบว่าเป็น ปัจจุบัน
ด้วยอำนาจของชื่อที่เป็นปัจจุบัน ก็ปัจจุบันนั้นพระองค์ตรัสไว้ก่อนว่า
"ปัจจุบันนั้นเป็นธรรมชาติที่บุคคลพึงรู้ด้วยดีเกินเปรียบ" เพราะความ
ที่ธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน บุคคลพึงถือเอาได้โดยประจักษ์.
อดีตกาล พึงทราบด้วยอำนาจของชื่อที่เป็นอดีตว่า ยสฺส
รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์เคยเกิด ( เกิดแล้ว ) แก่บุคคล
ใด ก็อดีตกาลนั้นท่านกล่าวไว้เป็นที่สองเพราะอดีตธรรมที่เคยเกิดขึ้น
แล้วในภายหลัง เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้งโดยประจักษ์ดีกว่าอนาคต
ที่บุคคลพึงรู้แจ้งโดยอนุมาน.
พึงทราบ อนาคตกาล ด้วยอำนาจแห่งชื่อที่เป็นอนาคตว่า
ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ = รูปขันธ์จักเกิดแก่บุคคลใด
อนาคตกาลนั้นกล่าวไว้เป็นที่ ๓ เพราะถือเอาว่าธรรมทั้งหลายมีอย่างนี้
เป็นรูปจักเกิดขึ้น แม้ในอนาคตด้วยอำนาจธรรมที่เคยเกิดขึ้นแล้วโดย
ประจักษ์ และด้วยธรรมที่ถือเอาแล้วโดยอนุมาน.

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 270 (เล่ม 82)

คำถามว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ
อุปฺปชฺชิตฺถ พึงทราบว่าเป็นปัจจุบันกับอดีต ด้วยอำนาจชื่อที่เป็น
ปัจจุบันกับชื่อที่เป็นอดีต ปัจจุบันกับอดีต ( ปัจจุปันนาตีตวาระ ) นั้น
กล่าวไว้เป็นที่ ๔ เพราะปัจจุบันและอดีตบุคคลพึงรู้แจ้งได้ง่ายกว่ากาล
ทั้ง ๓ ที่เจือปนกัน.
พึงทราบปัจจุบันกับอนาคต ด้วยอำนาจของชื่อที่เป็นปัจจุบันกับ
ชื่อที่เป็นอนาคตว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ
อุปฺปชฺชสฺสติ ปัจจุบันกับอนาคตนั้น กล่าวไว้เป็นที่ ๕ เพราะว่า
ปัจจุบันกับอนาคตนั้น เป็นกาลที่บุคคลพึงรู้ได้ง่ายกว่าโดยเนื้อความ
เพราะธรรมทั้งหลายที่พึงถือเอาโดยประจักษ์มีอยู่.
พึงทราบอดีตกับอนาคต ด้วยชื่อที่เป็นอนาคตกับด้วยอดีตว่า
ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ
อดีตกับอนาคตนั้น พึงรู้ได้ยากกว่ากาลทั้งหลายก่อน ๆ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ในลำดับที่ ๖.
ในกาลทั้ง ๖ นั้น ปัจจุบันกาลอันเป็นกาลที่หนึ่ง มี ๓ วาระ
คือ โดยบุคคล โดยโอกาส โดยบุคคลและโอกาส (ปุคคลวาระ,
โอกาสวาระ และปุคคโลกาสวาระ).
ในวาระทั้ง ๓ นั้น การแสดงการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายด้วย
อำนาจบุคคลด้วยคำว่า ยสฺส ชื่อว่า ปุคคลวาระ.

270
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 271 (เล่ม 82)

การแสดงการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจโอกาส ด้วย
คำว่า ยตฺถ ชื่อว่า โอกาสวาระ.
การแสดงการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจบุคคลและ
โอกาส ด้วยคำว่า ยสฺส ยตฺถ ชื่อว่า ปุคคโลกาสวาระ.
วาระทั้ง ๓ เหล่านี้ พระองค์ทรงแสดงอนุโลมนัยก่อน แล้วจึง
แสดงปฏิโลมนัยภายหลัง ในอนุโลมนัยและปฏิโลมนัย การแสดงการ
เกิดขึ้นด้วยคำว่า อุปฺปชฺชติ=ย่อมเกิด (กำลังเกิด) อุปฺปชฺชิตฺถ=
เกิดแล้ว (เคยเกิด) อุปฺปชฺชิสฺสติ=จักเกิด ชื่อว่า อนุโลมนัย
การแสดงการไม่เกิดขึ้นด้วยคำว่า นุปฺปชฺชติ=ไม่ใช่ย่อมเกิด ( หรือ
ไม่ใช่กำลังเกิด ) นุปฺปชฺชิตฺถ ไม่ใช่เกิดแล้ว ( ไม่เคยเกิด )
นุปฺปชฺชิสฺสติ=ไม่ใช่จักเกิด ชื่อว่า ปฏิโลมนัย.
ในอนุโลมนัยแห่งบุคคลวาระ ในปัจจุบันกาลนั้น มียมก ๑๐ อย่าง
เพราะนับแล้วไม่นับอีก ( คือนับเฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน ) คือ ยมก ๔
อย่างที่มีรูปขันธ์เป็นมูลอย่างนี้ว่า.
ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ,
ยสฺส วา ปน เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส รูปกฺขนฺโธ อุป-
ปชฺชติ = รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันข์ที่ย่อมเกิดแก่
บุคคลนั้นหรือ, ก็หรือว่า เวทนาขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด รูป-
ขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 272 (เล่ม 82)

ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺ-
ปชฺชติ, ยสฺส วา ปน สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส
รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ = รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด สัญญาขันธ์
ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ, ก็หรือว่า สัญญาขันธ์ย่อมเกิดแก่
บุคคลใด รูปขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.
ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สงฺขารกฺขนฺโธ
อุปฺปชฺชติ, ยสฺส วา ปน สงฺขารกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส
รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ =รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด สังขารขันธ์
ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ, ก็หรือว่า สังขารขันธ์ย่อมเกิดแก่
บุคคลใด รูปขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.
ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส วิญฺญาณกฺขนฺโธ
อุปฺปชฺชติ, ยสฺส วา ปน วิญฺญาณกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส
รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ= รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคลใด วิญญาณ
ขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ, ก็หรือว่า วิญญาณขันธ์ย่อม
เกิดแก่บุคคลใด รูปขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.
ยมก ๓ อย่าง ที่มีเวทนาขันธ์เป็นมูล ด้วยนัยเป็นต้นว่า ยสฺส
เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ
ยมก ๒ อย่างที่มีสัญญาขันธ์เป็นมูลยมก ๑ อย่างที่มีสังขารขันธ์เป็นมูล.
ในยมกทั้ง ๑๐ อย่างนั้น ในยมก ๔ อย่างที่มีรูปขันธ์เป็นมูล
พระองค์ทรงวิสัชนายมกต้นอย่างเดียวเท่านั้น ยมกที่เหลือ ( อีก ๓ )

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 273 (เล่ม 82)

มีการวิสัชนาเช่นกับยมกต้นนั้น เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ทรงย่อไว้ เพื่อความง่ายแห่งภาษาที่เป็นแบบแผน แม้ในมูลทั้งหลาย
มีเวทนาขันธ์เป็นมูลเป็นต้น การวิสัชนาเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยคำว่า
อามนฺตา =ใช่ เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
วิสัชนายมก ๑๐ อย่างแล้ว ด้วยการวิสัชนายมกหนึ่ง ๆ ในอนุโลมนัย
ในบุคลวาระ ในปัจจุบันกาล เหล่านี้อย่างนี้ว่า ยมกเหล่านั้นทรง
ย่อไว้เพื่อความง่ายแห่งภาษาที่เป็นแบบแผน.
ในอนุโลมนัย ในวาระทั้ง ๓ ในปัจจุบันกาล มียมก ๓๐ อย่าง
คือ ในบุคคลวาระมี ๑๐ อย่าง ในโอกาสวาระ ๑๐ อย่าง ในปุคค-
โลกาสวาระ ๑๐ อย่าง ฉันใด แม้ในปฏิโลมนัยก็มี ๓๐ ฉันนั้น จึง
รวมเป็นยมกะ ๖๐ อย่าง ในปัจจุบันกาลทั้งหมด.
ในยมกะ ๖๐ อย่างนั้น พึงทราบว่า มีปุจฉา ๑๒๐ มีอรรถ ๒๔๐.
วาระทั้ง ๖ พึงทราบว่า มียมกะ ๖๐ เพราะกระทำให้เป็น ๑๐
ในวาระหนึ่ง ๆ รวมกับยมกะ ๓๐๐ ในก่อน จึงเป็นยมกะ ๓๖๐ ปุจฉา
๗๒๐ อรรถ ๑,๔๔๐ นี้เป็นการกำหนดพระบาลีในอุปปาทวาระก่อน
ก็ในอุปปาทะวาระฉันใด พึงทราบว่าแม้ในนิโรธวาระ แม้ในอุปปาท-
นิโรธวาระก็อย่างนั้น ในปวัตติมหาวาระ แม้ทั้งหมดจึงมียมกะ ๑,๐๘๐
ปุจฉา ๒,๑๖๐ อรรถ ๔,๓๒๐.
แต่พระบาลีในอุปปาทวาระและนิโรธวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงวิสัชนาย่อไว้แล้วซึ่งยมกหนึ่ง ๆ เท่านั้น ในวาระนั้น ๆ ในประเภท

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 274 (เล่ม 82)

แห่งกาลที่ไม่ปะปนกัน ๓ อย่าง ในประเภทแห่งกาลที่ปะปนกัน ๓ อย่าง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนายมกอย่างหนึ่ง แม้ในมูลที่มีเวทนาขันธ์
เป็นมูลเป็นต้น โดยเป็นต้นว่า ยสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ
ตสฺส สญฺญากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ=เวทนาขันธ์ย่อมเกิดแก่บุคคล
ใด สัญญาขันธ์เคยเกิดแก่บุคคลนั้นใช่ไหม ? ก็ในอุปปาทะนิโรธ
วาระพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงวิสัชนายมกแม้นั้นไว้ในประเภทแห่งกาล
แม้ทั้ง ๖ พึงทราบว่ายมกที่เหลือทรงย่อไว้ เพราะยมกเหล่านั้นพระองค์
ทรงวิสัชนาให้เสมอกันกับยมกนั้น นี้เป็นการกำหนดพระบาลีในปวัตติ
มหาวาระแม้ทั้งสิ้น.
ก็เพื่อวินิจฉัยเนื้อความแห่งขันธยมกนี้ พึงทราบลักษณะดังต่อ
ไปนี้ บัณฑิตพึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความแห่งปัญหา ๔ อย่าง ใน
ปวัตติมหาวาระนี้ที่ท่านใส่ไว้ในคำวิสัชนา ๕ อย่าง ในฐานะ ๒๗ ใน
อรรถวินิจฉัยนั้น ชื่อปัญหา ๔ อย่าง คือ ปุเรปัญหา ปัจฉาปัญหา
ปริปุณณปัญหา โมฆะปัญหา ก็ยมกหนึ่ง ๆ มีปุจฉา ๒ อย่าง (คือ
อนุโลมและปฏิโลม ) แม้ปุจฉาหนึ่ง ๆ ก็มีบท ๒ อย่าง ( คือสันนิฏฐาน
และสังสยะ ).
ในปัญหา ๔ อย่างนั้น ในการวิสัชนาซึ่งปัญหาใด ย่อมได้การ
เกิดขึ้นหรือการดับไปแห่งขันธ์ที่ถือเอาด้วยบทเพียงบทเดียว ปัญหานี้
ชื่อว่า ปุเรปัญหา.

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 275 (เล่ม 82)

ก็ในการวิสัชนาซึ่งปัญหาใด ย่อมได้การเกิดขึ้นหรือความดับไป
แห่งขันธ์ที่ถือเอาด้วยบทแม้ทั้งสอง ปัญหานี้ชื่อว่า ปัจฉาปัญหา.
ก็ในการวิสัชนาซึ่งปัญหาใดย่อมได้การเกิดขึ้นหรือความดับไป
แห่งขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทเพียงบทเดียวบ้าง ด้วยบทแม้ทั้งสองบ้าง
ปัญหานี้ชื่อว่า ปริปุณณปัญหา แต่การห้ามหรือการปฏิเสธย่อมได้ใน
การวิสัชนาซึ่งปัญหาใด ปัญหานี้ชื่อว่า โมฆะปัญหา ก็เพราะโมฆะ
ปัญหานี้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงไว้ ใคร ๆ ก็ไม่อาจรู้ได้ ฉะนั้นจึง
จักแสดงปัญหานั้นไว้.
การเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์อันท่านถือเอาด้วยบทเพียงบทเดียว
ในการวิสัชนานี้ว่า อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิด (กำลังเกิด) ในคำถามว่า
ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺชฺชติ ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ =
รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมิใด เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังในภูมิ
นั้นหรือ เพราะเหตุนั้นปัญหานี้ด้วย ปัญหาอื่นที่มีรูปอย่างนี้ด้วย พึง
ทราบว่าเป็น ปุเรปัญหา.
การเกิดขึ้นแห่งรูปและเวทนาขันธ์ในอดีตของสัตว์ใดสัตว์หนึ่ง
ที่ถือด้วยบททั้งสองย่อมได้ในการวิสัชนานี้ว่า อามนฺตา =ใช่ ใน
ปัญหาว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ
อุปฺปชฺชิตถ= รูปขันธ์เคยเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์เคยเกิด
แล้วแก่บุคคลนั้นหรือ ? เพราะเหตุนั้นปัญหานี้และปัญหาอื่นที่มีรูป
อย่างนี้ ชื่อว่า ปัจฉาปัญหา.

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 276 (เล่ม 82)

ก็การเกิดขึ้นแม้ของรูปขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทเพียงบทเดียว
ย่อมได้ในปุริมโกฏฐาสะนี้ว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ
เตสํ รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ เวทนกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ=
เมื่อบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดในอสัญญสัตตภูมิ รูปขันธ์กำลังเกิด
แต่เวทนาขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดแก่บุคคลเหล่านั้น ในการวิสัชนานี้
มีอาทิว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนตานํ, ในปัญหาแรกนี้ว่า ยสฺส
รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ =รูปขันธ์
กำลังเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์กำลังเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ
ดังนี้ การเกิดขึ้นแม้ของรูปและเวทนาขันธ์ที่ถือเอาแล้วด้วยบทแม้ทั้งสอง
ย่อมได้ในปัจฉิมโกฏสะนี้ว่า ปญฺจโวการํ อุปปชฺชติ เตสํ รูปกฺ-
ขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ เวทนากฺขนฺโธ จ อุปฺปชฺชติ=เมื่อบุคคลเหล่า-
นั้นกำลังเกิดในปัญจโวการภูมิ รูปขันธ์ก็กำลังเกิด เวทนาขันธ์ก็
กำลังเกิด เพราะเหตุนั้น ปัญหานี้และปัญหาอื่นที่มีรูปอย่างนี้ พึง
ทราบว่าเป็น ปริปุณณปัญหา แม้คำว่า ปุเรปัจฉาปัญหา ก็เป็น
ชื่อของปริปุณณปัญหานั้นนั่นแหละ.
ก็ในการวิสัชนาปริปุณณปัญหานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์นั้นแหละที่สงเคราะห์ไว้ด้วยบทเดียวในปุริม-
โกฏฐาส ในทุติยโกฏฐาสการเกิดขึ้นและการดับไปแห่งขันธ์ที่ถือเอาแล้ว
ด้วยบทบทเดียว ย่อมได้ในปัญหาใดด้วยนัยและลักษณะนี้แห่งรูปและ
เวทนาขันธ์ที่ถือเอาด้วยบททั้งสอง ปัญหานั้นเรียกว่า ปุเรปัญหา.

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 277 (เล่ม 82)

การเกิดขึ้นหรือการดับไปของขันธ์ทั้งหลายที่ถือเอาด้วยบททั้งสอง
ย่อมได้ในปัญหาใด ปัญหานั้นเรียกว่า ปัจฉาปัญหา.
ปฏิกเขปวิสัชนา ย่อมได้ในการวิสัชนานี้ ด้วยคำว่า นตฺถิ =
ไม่มี ในปัญหานี้ว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส
เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์ไม่เคยเกิดแก่บุคคลใด
เวทนาขันธ์ก็ไม่เคยเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ.
ปฏิเสธวิสัชนา ย่อมได้ในการวิสัชนานี้ด้วยคำว่า โน = ไม่ใช่
ในคำถามว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ
นิรุชฺฌติ = รูปขันธ์กำลังเกิดแก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็กำลังดับ
แก่บุคคลนั้นหรือ เหตุนั้น ปัญหานี้และปัญหาอื่นที่มีรูปอย่างนี้
รวม ๒ อย่าง พึงทราบว่าเป็น โมฆะปัญหา แม้โมฆะปัญหานี้เรียกว่า
เฉทตุจฉปัญหา ก็ได้ พึงทราบปัญหาทั้ง ๔ อย่าง อย่างนี้ก่อน.
ก็วิสัชนาเหล่านี้คือ ปาลิคติวิสัชนา ปฏิวจนวิสัชนา สรูป-
ทัสสนวิสัชนา ปฏิภเขปวิสัชนา ปฏิเสธวิสัชนา ชื่อว่าวิสัชนา
๕ อย่าง ในวิสัชนา ๕ อย่างนั้น วิสัชนาใด เป็นบาลีบทเท่านั้น
อันท่านวิสัชนานั้นเนื้อความไว้ วิสัชนานี้ชื่อว่า ปาลิคติวิสัชนา
ปาลิคติวิสัชนานั้นย่อมได้ในปุเรปัญหา วิสัชนานี้ว่า อุปฺปชฺชติ=
กำลังเกิด ในปัญหาว่า ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ ตตฺถ เวทนา-
กฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ=รูปขันธ์ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมิใด เวทนา-
ขันธ์ก็ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมินั้นหรือ เป็นเพียงบทแห่งพระบาลีที่

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 278 (เล่ม 82)

พระองค์วิสัชนาเนื้อความไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น พึงทราบการ
วิสัชนาด้วย ปาลิคติวิสัชนา ในฐานะเห็นปานนี้ อย่างนี้.
ก็วิสัชนาใดที่ท่านวิสัชนาเนื้อความโดยความเป็นคำตอบ วิสัชนา
นี้ชื่อว่า ปฏิวจนวิสัชนา ปฏิวจนวิสัชนานั้นย่อมได้ในปัจฉาปัญหา
ก็วิสัชนานี้ด้วยคำว่า อามนฺตา=ใช่ ในปัญหาว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ
อุปฺปชิตฺถ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ=รูปขันธ์เคยเกิด
แก่บุคคลใด เวทนาขันธ์ก็เคยเกิดแก่บุคคลนั้นหรือ ที่พระองค์
ทรงวิสัชนาเนื้อความไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยอำนาจความเป็นคำตอบนั่น
แหละ เพราะฉะนั้น พึงทราบ ปฏิวจนวิสัชนา ในฐานะเห็นปานนี้.
คำวิสัชนาใดที่ท่านแสดงเนื้อความไว้โดยสรูป วิสัชนานี้ชื่อว่า
สรูปทัสสนวิสัชนา สรูปทัสสนวิสัชนานี้ย่อมได้ในปริปุณณปัญหา.
ก็วิสัชนานี้ว่า อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนนํ ในปัญหาว่า ยสฺส
รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ ตสฺส เวทนากฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ อันพระองค์
ทรงวิสัชนาเนื้อความไว้เรียบร้อยแล้วด้วยการแสดงโดยรูปว่า รูปขันธ์
ย่อมเกิดแก่บุคคลเหล่านี้ แต่เวทนาขันธ์ไม่เกิด รูปขันธ์และเวทนา-
ขันธ์ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น พึงทราบ สรูปทัสสน-
วิสัชนา ในที่ทั้งหลายเห็นปานนี้.
ก็คำวิสัชนาใดที่ท่านวิสัชนาปัญหาด้วยการห้ามเนื้อความ เพราะ
ความไม่มีเนื้อความเห็นปานนั้น คำวิสัชนานั้น ชื่อว่า ปฏิกเขปวิสัชนา.

278