แล้ว ชื่อว่า เที่ยงย่อมไม่มี " ทรงแสดงความเกิดขึ้นและความไม่เที่ยง
ทั้งสองนั้นด้วยอุปาทนิโรธวาระ.
ในอุปาทวาระนั้น มีประเภทแห่งกาล ๖ อย่าง ด้วยอำนาจ
อัทธา ๓ คือปัจจุบัน อดีต อนาคต ปัจจุบันกับอดีต ปัจจุบันอนาคต
อดีตกับอนาคต.
ในกาลเหล่านั้น คำว่า ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชติ รูปขันธ์
กำลังเกิด ( ย่อมเกิด ) แก่บุคคลใด พึงทราบว่าเป็น ปัจจุบัน
ด้วยอำนาจของชื่อที่เป็นปัจจุบัน ก็ปัจจุบันนั้นพระองค์ตรัสไว้ก่อนว่า
"ปัจจุบันนั้นเป็นธรรมชาติที่บุคคลพึงรู้ด้วยดีเกินเปรียบ" เพราะความ
ที่ธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน บุคคลพึงถือเอาได้โดยประจักษ์.
อดีตกาล พึงทราบด้วยอำนาจของชื่อที่เป็นอดีตว่า ยสฺส
รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิตฺถ = รูปขันธ์เคยเกิด ( เกิดแล้ว ) แก่บุคคล
ใด ก็อดีตกาลนั้นท่านกล่าวไว้เป็นที่สองเพราะอดีตธรรมที่เคยเกิดขึ้น
แล้วในภายหลัง เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้งโดยประจักษ์ดีกว่าอนาคต
ที่บุคคลพึงรู้แจ้งโดยอนุมาน.
พึงทราบ อนาคตกาล ด้วยอำนาจแห่งชื่อที่เป็นอนาคตว่า
ยสฺส รูปกฺขนฺโธ อุปฺปชฺชิสฺสติ = รูปขันธ์จักเกิดแก่บุคคลใด
อนาคตกาลนั้นกล่าวไว้เป็นที่ ๓ เพราะถือเอาว่าธรรมทั้งหลายมีอย่างนี้
เป็นรูปจักเกิดขึ้น แม้ในอนาคตด้วยอำนาจธรรมที่เคยเกิดขึ้นแล้วโดย
ประจักษ์ และด้วยธรรมที่ถือเอาแล้วโดยอนุมาน.