มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอัพยากตมูล แต่ไม่ใช่มีมูลที่เรียกว่า
เป็นมูลแก่กันและกัน.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับ
อัพยากตมูล. มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากตะ ใช่ไหม ?
ใช่.
มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอัพยากตมูล แต่ไม่ใช่มีมูลที่เรียกว่า
เป็นมูลแก่กันและกัน.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับ
อัพยากตมูล. มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากตะ ใช่ไหม ?
ใช่.
มูลวารนิทเทสในนามบท
[ ๑๘ ] มูลนยะที่ ๑
๑. มูลยมกะ ( มูลา)
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมด ชื่อว่านามมูล ใช่ไหม ?
มูลมี ๙ เท่านั้น๑ ชื่อว่านามมูล, นามธรรมที่เหลือนอกนั้น
ไม่ชื่อว่านามมูล.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่านามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
ใช่.
๒. เอกมูลยมกะ ( เอกมูลา )
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล ใช่ไหม ?
นามธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล,
นามธรรมที่เป็นสเหตุกะ มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล.
๑. กุศลมูล ๓, อกุศลมูล ๓, อัพยากตมูล ๓ รวมเป็น ๙.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล มีอยู่,
ธรรมเหลานั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล แต่
ไม่ใช่นามมูล, นามธรรม มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูลด้วย เป็น
นามด้วย.
๓. อัญญมัญญมูลยมกะ (อญฺญมญฺญมูลา)
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล มีอยู่,
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับนามมูล ใช่ไหม ?
นามมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน นามมูลเหล่านั้น มีมูล
เป็นอันเดียวกันด้วย ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อม
กับนามมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ชื่อว่า
เป็นมูลแก่กันและกัน.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับนามมูล
มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
ใช่.
[๑๙] มูลมูลนยะที่ ๒
๑. มูลยมกะ (มูลมูลา)
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมด ชื่อว่ามูลที่เป็นนามมูล ใช่ไหม ?
มูล ๙ เท่านั้น ชื่อว่ามูลที่เป็นนามมูล, นามธรรมที่เหลือ
นอกนั้นไม่ชื่อว่ามูลที่เป็นนามมูล.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ามูลที่เป็นนามมูล มีอยู่, ธรรม
เหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
ใช่.
๒. เอกมูลยมกะ ( เอกมูลมูลา )
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล ใช่ไหม ?
นามธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกัน
กับนามมูล นามธรรมที่เป็นสเหตุกะ มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียว
กันกับนามมูล.
ก็หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนาม
มูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
รูปที่เป็นนามสมุฏฐาน มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับ
นามมูล แต่ไม่ใช่เป็นนาม, นามธรรมมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกัน
กับนามมูลด้วย เป็นนามด้วย.
๓. อัญญมัญญมูลยมกะ. (อญฺญมญฺญมูลมูลา)
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับ
นามมูล มีอยู่ ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กัน
และกัน ใช่ไหม ?
นามมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน นามมูลเหล่านั้น มีมูลที่
เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันด้วย ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน
ด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับนามมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลที่เรียกว่า
เป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กัน
และกัน.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน
กับนามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
ใช่.
[๒๐] มูลกนยะที่ ๓
๑. มูลยมกะ ( มูลกา )
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมด มีนามมูล ใช่ไหม ?
นามธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีนามมูล, นามธรรมที่เป็นสเหตุกะ
มีนามมูล.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดมีนามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
เป็นนาม ใช่ไหม ?
รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีนามมูล แต่ไม่ใช่เป็นนาม, นาม
ธรรมมีนามมูลด้วย เป็นนามด้วย.
๒. เอกมูลยมกะ ( เอกมูลกา )
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนามมีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล ใช่ไหม ?
นามธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล
นามธรรมที่เป็นสเหตุกะ มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล มีอยู่,
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล แต่
ไม่ใช่นาม, นามธรรม มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูลด้วย เป็น
นามด้วย.
๓. อัญญมัญญมูลยมกะ (อญฺญมญฺญมูลกา)
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล มีอยู่,
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลแก่กันและกันกับนามมูล ใช่ไหม ?
นามมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน นามมูลเหล่านั้น มีมูล
เป็นอันเดียวกันด้วย มีมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับ
นามมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ใช่มีมูล
ที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลแก่กันและกันกับนามมูล มีอยู่,
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
ใช่.
[๒๑] มูลมูลกนยะที่ ๔
๑. มูลยมกะ ( มูลมูลกา)
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีมูลที่เป็นนามมูล ใช่ไหม ?
นามธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลที่เป็นนามมูล, นามธรรม
ที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นนามมูล.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นนามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีมูลที่เป็นนามมูล แต่ไม่ใช่เป็นนาม,
นามธรรมมีมูลที่เป็นนามมูลด้วย เป็นนามด้วย.
๒. เอกมูลยมกะ ( เอกมูลมูลกา )
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล ใช่ไหม ?
นามธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกัน
กับนามมูล, นามธรรมที่เป็นสเหตุกะ มีมูลทีเรียกว่าเป็นมูลอันเดียว
กันกับนามมูล.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนาม
มูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับ
นามมูล แต่ไม่เป็นนาม, นามธรรม มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียว
กันกับนามมูลด้วย เป็นนามด้วย.
๓. อัญญมัญญมูลยมกะ ( อญฺญมญฺญมูลมูลกา )
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนาม
มูลมีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน
กับนามมูล ใช่ไหม ?
นามมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน นามมูลเหล่านั้นมีมูลที่
เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันด้วย มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย,
ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับนามมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูล
อันเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับ
นามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?
ใช่.
เหตุวาราทินิทเทส๑
[ ๒๒ ] ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมด ชื่อว่า กุศลเหตุ,... กุศลนิทาน,...กุศลสัมภวะ,...กุศล
ปภวะ,...กุศลสมุฏฐาน,...กุศลาหาร,...กุศลารัมมณะ,...กุศลปัจ-
จัย,...กุศลสมุทัย.
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอกุศล มีอยู่,....
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอัพยากตะ มีอยู่,....
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
เป็นนามเหตุ,...นามนิทาน,...นามสัมภวะ,...นามปภวะ,...นาม
สมุฏฐาน,...นามาหาร,...นามารัมมณะ,...นามปัจจัย,...นามสมุทัย.
มูลยมก มีวาระ ๑๐ คือ :-
มูลวาระ, เหตุวาระ, นิทานวาระ, สัม-
ภววาระ, ปภววาระ, สมุฏฐานวาระ, อาหารวาระ,
อารัมมณวาระ, ปัจจยวาระ, สมุทยวาระ.
มูลยมก จบ
๑. พึงทำ นยะ ๔, ยมกะ ๓, อนุโลม, ปฏิโลม, ปุจฉา วิสัชนาเหมือนในมูล
วารนิทเทสทุกประการ ในที่นี้พระบาลีท่านเปยยาละไว้.
อรรถกถามูลยมกะ
นิทเทสวาระ
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคทรงเริ่มนิทเทสวาระโดยนัยเป็นต้นว่า
เยเกจิ กุสลา ธมฺมา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล (มีอยู่).
ในคำเหล่านั้น คำว่า เยเกจิ = เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นคำที่-
แสดงถึงกุศลทั้งหมดโดยไม่มีส่วนเหลือ.
สองบทว่า กุสลา ธมฺมา ได้แก่สภาวะธรรมที่เป็นกุศล ไม่มี
โทษ มีผลเป็นความสุข อันเป็นลักษณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
แล้วในบทภาชนะแห่งกุศลติกะ.
หลายบทว่า สพฺเพ เต กุสลมูลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งปวง
เป็นกุศลมูลหรือ ได้แก่ย่อมถามว่า ธรรมทั้งปวงนั่นแหละเป็นกุศลมูล
ใช่ไหม ?
สองบทว่า ตีเณว กุสลมูลานิ = สามเท่านั้นชื่อว่ากุศลมูล
ได้แก่ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดไม่ชื่อว่า กุศลมูล อธิบายว่า มูล ๓ มีอโลภะ
เป็นต้นเท่านั้น ชื่อว่ากุศลมูล.
หลายบทว่า อวเสสา กุสลา ธมฺมา น กุสลมูลา = ธรรม ท.
ที่เหลือชื่อว่ากุศล แต่ไม่ชื่อว่ากุศลมูล ได้แก่ กุศลธรรมทั้งหลาย
ที่เหลือมีผัสสะเป็นต้น ไม่ชื่อว่ากุศลมูล อีกอย่างหนึ่งอธิบายว่า กุศล
ทั้งหลายที่เหลือมีผัสสะเป็นต้น ชื่อว่ากุศลธรรมเท่านั้นไม่ชื่อว่ากุศลมูล.