หลายบทว่า เยวาปน กุสลมูลา = ก็หรือว่ากุศลมูลเหล่าใด
ได้แก่มูล ๓ มีอโลภะเป็นต้น ท่านถือเอาแล้วว่า ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด
เป็นกุศลมูล ด้วยบทที่สองแห่งปุจฉาแรก.
หลายบทว่า สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งปวง
เป็นกุศลหรือ ได้แก่ย่อมถามว่า ธรรมทั้งหลายแม้ ๓ ทั้งหมดเหล่านั้น
เป็นกุศลหรือ คำว่า อามนฺตา=ใช่ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว
เพื่อจะทรงรับรองความที่แห่งกุศลมูลทั้งหลายแม้ทั้งหมดเป็นกุศล นี้เป็น
เนื้อความของมูลยมกในมูลนัย พึงทราบนัยแห่งการวิสัชนา ในปุจฉา
ทั้งปวงโดยอุบายนี้.
ความแปลกกันอันใด มีอยู่ในที่ใด ข้าพเจ้า ( พระพุทธโฆษา-
จารย์) จักพรรณนาความแปลกกันนั้น ในที่นั้นต่อไป กล่าวคือใน
เอกมูลยมก กุศลทั้งหลายบัณฑิตไม่ควรถือเอากุศลที่มีมูลอันหนึ่งด้วย
อรรถแห่ การนับ แต่ควรถือเอาด้วยอรรถแห่งการนับ แต่ควรถือเอา
ด้วยอรรถที่เสมอกันว่าธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับ
กุศลมูล อธิบายว่า ในเอกมูลยมกนี้ กุศลเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เสมอ
กันกับกุศลมูล มูลใดเป็นมูลของผัสสะ มูลนั้นก็เป็นมูลของธรรม
ทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นนั่นแหละ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมียู่
พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงรับรองความที่กุศลเหล่านั้นเป็นอย่างนั้น จึง
ตรัสคำว่า อามนฺตา = ใช่.