พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 723 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ว่าเป็นทุกข์ และ อัญญาตาวินทรีย์ก็ไม่เที่ยง ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทุกข์
เท่านั้นเป็นปรินิปผันนะ.
อปรินิปผันนกถา จบ
อรรถกถาอปรินิปผันนกถา
ว่าด้วย อปรินิปผันนะ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง อปรินิปผันนะ คือธรรมที่ไม่สำเร็จแล้ว หมายถึง
ธรรมที่ไม่เกิดขึ้นมาเพราะปัจจัยปรุงแต่ง. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมี
ความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายบางพวก และเหตุวาทะ
ว่า ทุกข์เท่านั้นเป็นปรินิปผันนะ คือเป็นธรรมที่สำเร็จแล้วหรือเกิดขึ้น
แล้ว ส่วนธรรมที่เหลือ คือ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ เป็นอปรินิปผันนะ
คือไม่สำเร็จแล้ว ไม่เกิดขึ้นแล้ว โดยอาศัยพระพุทธพจน์ว่า ก็ทุกข์เท่านั้น
ย่อมเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นย่อมตั้งอยู่ด้วย ย่อมดับไปด้วย นอกจากทุกข์
ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า
รูปเป็นอปรินิปผันนะหรือ หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น
ของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า รูปมิใช่ของไม่เที่ยง
เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้ารูปเป็นอปรินิปผันนะไซร้ รูปนั้นก็พึงมิใช่เป็น
ของไม่เที่ยงเป็นต้น. ปรวาที เมื่อไม่เห็นรูปเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ.

723
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 724 (เล่ม 81)

สกวาที ปฏิเสธลัทธิหนึ่งของปรวาทีนั้น ด้วยคำเป็นต้นว่า รูปเป็นของ
ไม่เที่ยง...มิใช่หรือ ? เมื่อจะถามปัญหาที่ ๒ จึงกล่าวคำว่า ทุกข์เท่านั้น
เป็นปรินิปผันนะหรือ ดังนี้. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อจะปฏิเสธลัทธิของ
ปรวาทีแม้นั้นอีก จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์...มิใช่หรือ.
ในข้อนั้น มีอธิบายว่า สัจจะที่หนึ่งเท่านั้นเป็นทุกข์อย่างเดียวก็หาไม่
ก็ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่เที่ยง ธรรมนั้นก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น ทั้งรูป
ก็เป็นของไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นรูปแม้นั้น จึงเป็นปรินิปผันนะ เพราะฉะนั้น
จึงไม่ควรกล่าวว่า รูปเป็นอปรินิปผันนะ ทุกข์เท่านั้นเป็นปรินิปผันนะ
ดังนี้. การประกอบแม้ในธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้น ก็นัยนี้แล. อนึ่ง
ในธัมมายตนะ และธัมมธาตุทั้งหลาย เว้นพระนิพพานแล้ว บัณฑิตพึง
ทราบว่าธรรมที่เหลือทั้งหมดเป็นอนิจจัง. อินทรีย์ทั้งหลายก็เป็นอนิจจัง
ทั้งนั้น แล.
อรรถกถาอปรินิปผันนกถา จบ
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. เอกาธิปปายกถา ๒. อรหันตวัณณกถา ๓. อิสสริยกาม-
การิกากถา ๔. ราคปฏิรูปกาทิกถา ๕. อปรินิปผันนกถา.
วรรคที่ ๒๓ จบ
ขุททกปัณณาสก์ จบ

724
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 725 (เล่ม 81)

อุทาน
มหา นิยาโม อนุสยา นิคฺคโห ขุทฺทกปญฺจมา
ปรปฺปวาทมทฺทนา สุตฺตมูลสมาหิตา
อุชโชตนา สตฺถุสมเย กถาวตฺถุปปกรเณ
กถาวัตถุปกรณ์ มี ๕ ปัณณาสก์ คือ :-
(๑) มหาปัณณาสก์
(๒) นิยามปัณณาสก์
(๓) อนุสยปัณณาสก์
(๔) นิคคหปัณณาสก์
(๕) ขุททกปัณณาสก์
อันพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระทำพระสูตรให้เป็นมูลตั้งไว้ ให้เป็นเครื่อง
ย่ำยีปรับปวาท รุ่งเรืองอยู่ในพระพุทธศาสนา.
กถาวัตถุปกรณ์ ๓๕ ภาณวาร จบ

725
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 726 (เล่ม 81)

นิคมคาถา
ก็ด้วยถ้อยคำมีประมาณเท่านี้ พระพุทธโฆษาจารย์ได้
รวบรวมกถาทั้งปวง จากปัณณาสก์ทั้ง ๔ และวรรคทั้ง ๓ เท่านั้น แล้ว
จำแนกเป็นประเภทออกไปได้จำนวน ๓๐๐ หย่อน.๑
พระชินพุทธเจ้าผู้ฉลาดในกถามรรคทั้งหลาย ทรงแสดงแล้วซึ่ง
กถาวัตถุปกรณ์ใด การพรรณนาเนื้อความแห่งกถาวัตถุปกรณ์นั้นสำเร็จ
แล้ว.
ข้าพเจ้าร้อยกรองคัมภีร์นี้ไว้ มีประมาณ ๑๓ ภาณวาร จากจำนวน ๓๕
ภาณวาร เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม เพื่อเป็นแบบแผน ฉะนี้แล.
กุศลใด ที่ข้าพเจ้าบรรลุแล้ว ถึงพร้อมแล้วมีอยู่ ด้วยอำนาจแห่ง
กุศลนั้นขอสัตว์โลก คือ เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย จงรับรสแห่ง
พระสัทธรรมของพระธรรมราชานั้น เทอญ.
อรรถกถาแห่งกถาวัตถุปกรณ์ จบบริบูรณ์
๑. ในโยชนาว่าได้จำนวน ๒๓๐ ประเภท คือในปัณณาสก์ทั้ง ๔ ปัณณาสก์ละ ๕๐ เป็น ๒๐๐
และใน
วรรคทั้ง ๓ เป็นกถาอีก ๓๐ รวม ๒๓๐ ประเภท.

726
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 1 (เล่ม 82)

พระอภิธรรมปิฎก
เล่มที่ ๕
ยมก ภาคที่ ๑ ตอนที่ ๑
ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น
มูลยมกที่ ๑
อุทเทสวาระในกุสลบท
มูลนยะที่ ๑
๑. มูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
ชื่อว่ากุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ากุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมดเป็นกุศล ใช่ไหม ?
๒. เอกมูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล ใช่ไหม?

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 2 (เล่ม 82)

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม.
๓. อัญญมัญญมูลกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับกุศลมูล
มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?
มูลมูลนยะที่ ๒
๑. มูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่. ธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมด ชื่อว่ามูลที่เป็นกุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ามูลที่เป็นกุศลมูล มีอยู่, ธรรม
เหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?
๒. เอกมูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศล
มูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 3 (เล่ม 82)

๓. อัญญมัญญมูลกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับ
กุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่
กันและกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน
กับกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?
มูลกนยะที่ ๓
๑. มูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมด มีมูลที่เป็นกุศล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เป็นกุศล มีอยู่ ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?
๒. เอกมูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่,
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 4 (เล่ม 82)

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลแก่กันและกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลแก่กันและกันกับกุศลมูล มีอยู่.
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?
มูลมูลกนยะที่ ๔
๑. มูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมด มีมูลที่เป็นกุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เป็นกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม
๒. เอกมูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศล
มูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 5 (เล่ม 82)

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับ
กุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กัน
และกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับ
กุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?
กุสลบท จบ

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก ยมก เล่ม ๕ ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 6 (เล่ม 82)

[๒] อุทเทสวาระในอกุสลบท
มูลนยะที่ ๑
๑. มูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้ง
หมด ชื่อว่าอกุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่าอกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?
๒. เอกมูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น
ทั้งหมด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล มีอยู่,
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?
๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-
ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล มีอยู่,
ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอกุศลมูล ใช่ไหม ?
ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอกุศลมูล
มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?
1

6