พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 713 (เล่ม 81)

อรหันตวัณณกถา
[๑๘๘๔] สกวาที อมนุษย์ทั้งหลาย เสพเมถุนธรรมโดยเพศแห่ง
พระอรหันต์ทั้งหลายได้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. อมนุษย์ทั้งหลาย ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ลักทรัพย์ พูดเท็จ
พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ตัดที่ต่อ ปล้นใหญ่ ปล้นเฉพาะเรือน
หลังหนึ่ง ดักทางเปลี่ยว ผิดเมียท่าน ทำการฆ่าชาวบ้าน ฯลฯ ทำการ
ฆ่าชาวนิคม โดยเพศแห่งพระอรหันต์ได้ หรือ ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหันตวัณณกถา จบ
อรรถกถาอรหันตวัณณกถา
ว่าด้วย เพศของพระอรหันต์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเพศของพระอรหันต์ คือ การเสพเมถุนโดยเพศ
ของพระอรหันต์. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกาย
อุตตราปถกะทั้งหลายว่า อมนุษย์ทั้งหลายเสพเมถุนธรรมด้วยเพศของ
พระอรหันต์ เพราะเห็นภิกษุผู้ลามก ผู้สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ ผู้สมบูรณ์
ด้วยกิริยา ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง
เป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.
อรรถกถา อรหันตวัณณกถา จบ

713
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 714 (เล่ม 81)

อิสสริยกามการิกากถา
[๑๘๘๕] สกวาที พระโพธิสัตว์ ไปสู่วินิบาต เหตุกระทำความใคร่
ในความเป็นใหญ่ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. พระโพธิสัตว์ ไปสู่นรก คือ ไปสู่สัญชีวนรก ไปสู่
กาลสุตตนรก ไปสู่ตาปนนรก ไปสู่มหาตาปนนรก ไปสู่สังฆาฏกนรก ไปสู่
โรรุวนรก ฯลฯ ไปสู่อวีจินรก เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๘๖] ส. พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาตเหตุกระทำความใคร่ใน
ความเป็นใหญ่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คำว่า พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต กระทำความใคร่ใน
ความเป็นใหญ่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ?
ป. ไม่มี.
ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต เหตุกระทำ
ความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ ไม่เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า
พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่.
[๑๘๘๗] ส. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุ
กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระโพธิสัตว์ พึงเข้าถึงนรก พึงเข้าถึงกำเนิดดิรัจฉาน
เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ?

714
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 715 (เล่ม 81)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๘๘] ส. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุ
กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระโพธิสัตว์มีฤทธิ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระโพธิสัตว์มีฤทธิ์ หรือ?
ป. ถูกเเล้ว.
ส. พระโพธิสัตว์ได้อบรมอิทธิบาทคือฉันทะหรือ ฯลฯ
ได้อบรมอิทธิบาทคือวิริยะ ฯลฯ อิทธิบาทคือจิตตะ ฯลฯ อิทธิบาทคือ
วิมังสา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระโพธิสัตว์ หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุ
กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คำว่า พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์
เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ?
ป. ไม่มี.
ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์
ในครรภ์ เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ ไม่เป็นสูตรมีอยู่
จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์
เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่.

715
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 716 (เล่ม 81)

[๑๘๘๙] ส. พระโพธิสัตว์ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำความใคร่
ในความเป็นใหญ่ หรือ ?.
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระโพธิสัตว์กลับมาสู่ความเห็นว่า โลกเที่ยง กลับ
มาสู่ความเห็นว่า โลกไม่เที่ยง ว่าโลกมีที่สุด ฯ ล ฯ ว่าโลกไม่มีที่สุด ว่าชีพ
อันนั้นสรีระก็อันนั้น ว่าชีพเป็นอื่นสรีระก็เป็นอื่น ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่
มรณะย่อมเกิดอีก ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่มรณะย่อมไม่เกิดอีก ว่าสัตว์
เบื้องหน้าแต่มรณะเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี ฯลฯ ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่
มรณะเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ ดังนี้ เหตุกระทำความใคร่ใน
ความเป็นใหญ่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๙๐] ส. พระโพธิสัตว์ ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำความ
ใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คำว่า พระโพธิสัตว์ ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำ
ความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ?
ป. ไม่มี.
ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์ ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุ
กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ไม่เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า
พระโพธิสัตว์ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่.
[๑๘๙๑] ส. พระโพธิสัตว์ได้ความเพียรอย่างอื่นอีก อุทิศศาสดา
อื่น เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ?

716
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 717 (เล่ม 81)

ป. ถูกแล้ว.
ส. พระโพธิสัตว์กลับมาสู่ความเห็นว่า โลกเที่ยง ฯลฯ
ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่มรณะเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ ดังนี้ เหตุ
กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระโพธิสัตว์ อุทิศศาสดาอื่น เหตุกระทำความใคร่
ในความเป็นใหญ่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คำว่า พระโพธิสัตว์อุทิศศาสดาอื่น เหตุกระทำความ
ใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงหรือ ?
ป. ไม่มี.
ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์อุทิศศาสดาอื่น เหตุ
กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ ไม่เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่
กล่าวว่า พระโพธิสัตว์ อุทิศศาสดาอื่น เหตุกระทำความใคร่ในความ
เป็นใหญ่.
อิสสริยกามการิกากถา จบ
อรรถกถา อิสสริยกามการิกากถา
ว่าด้วย เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่. ชน
เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า พระโพธิสัตว์
ย่อมไปสู่วินิบาต พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ พระ-

717
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 718 (เล่ม 81)

โพธิสัตว์ได้ทำทุกกรกิริยา พระโพธิสัตว์ได้ทำความเพียรอย่างอื่นอีก
พระโพธิสัตว์อุทิศศาสดาอื่น เพราะเหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่
โดยหมายเอาฉัททันตชาดกเป็นต้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง
ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในกถาแรกมี
อรรถตื้นทั้งนั้น.
ในกถาที่ ๒ ว่า พระโพธิสัตว์มีฤทธิ์หรือ สกวาทีถามเพื่อท้วง
ว่า ผิว่า พระโพธิสัตว์ พึงบรรลุเหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่
ไซร้ ก็พึงบรรลุด้วยฤทธิ์มิใช่ด้วยอำนาจกรรม ดังนี้ ก็ในปัญหาแรก
ปรวาทีหมายเอาฤทธิ์อันสำเร็จด้วยภาวนา คืออิทธิบาท จึงตอบปฏิเสธ
ในปัญหาที่ ๒ หมายเอาบุญฤทธิ์ จึงตอบรับรอง.
ในกถาที่ ๓ สกวาทีกล่าวคำว่า โลกเที่ยง เป็นต้น เพื่อท้วงว่า
ผิว่า ชื่อว่า เหตุที่ทำความใคร่ในความเป็นใหญ่คือการกระทำทุกกรกิริยา
พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทำด้วยมิจฉาทิฏฐิไซร้ พระองค์ก็พึงทำทุกกร-
กิริยานั้นอย่างเดียว พึงถือเอาซึ่งทิฏฐิทั้งหลายมีสัสสตทิฏฐิเป็นต้น. แม้
ในกถาที่ ๔ ก็นัยนี้นั่นแหละ ดังนี้แล.
อรรถกถาอิสสริยกามการิกากถา จบ

718
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 719 (เล่ม 81)

ราคปฏิรูปกาทิกถา
[๑๘๙๒] สกวาที ธรรมมิใช่ราคะ แต่เทียบด้วยราคะ มีอยู่หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. ธรรมมิใช่ผัสสะ แต่เทียบด้วยผัสสะ มีอยู่หรือ ธรรม
มิใช่เวทนา แต่เทียบด้วยเวทนา มีอยู่หรือ ธรรมมิใช่สัญญา แต่เทียบด้วย
สัญญามีอยู่หรือ ธรรมมิใช่เจตนา แต่เทียบด้วยเจตนามีอยู่หรือ ธรรม
มิใช่จิต แต่เทียบด้วยจิตมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่ศรัทธา แต่เทียบด้วยศรัทธา
มีอยู่หรือ ธรรมมิใช่วิริยะ แต่เทียบด้วยวิริยะมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่สติ
แต่เทียบด้วยสติมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่สมาธิ แต่เทียบด้วยสมาธิมีอยู่หรือ
ธรรมมิใช่ปัญญา แต่เทียบด้วยปัญญา มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธรรมมิใช่โทสะแต่เทียบด้วยโทสะมีอยู่หรือ ธรรม
มิใช่โมหะเทียบด้วยโมหะมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่กิเลส แต่เทียบด้วย
กิเลสมีอยู่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ธรรมมิใช่ผัสสะ แต่เทียบด้วยผัสสะ มีอยู่หรือ ฯลฯ
ธรรมมิใช่ปัญญา แต่เทียบด้วยปัญญา มีอยู่หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ราคปฏิรูปกาทิกถา จบ

719
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 720 (เล่ม 81)

อรรถกถาราคปฏิรูปกาทิกถา
ว่าด้วย ราคปฏิรูปกะเป็นต้น
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องราคปฏิรูปกะ คือธรรมที่เทียบด้วยราคะเป็นต้น.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า
ธรรมที่มิใช่ราคะเป็นราคะเทียมมีอยู่ เพราะหมายเอาเมตตา กรุณา
และมุทิตาธรรมเป็นต้น ดังนี้ด้วยว่า ธรรมที่มิใช่โทสะเป็นโทสะเทียม
มีอยู่ เพราะหมายเอาอิสสา มัจฉริยะ และกุกกุจจะ ดังนี้ด้วย ว่า ธรรม
ที่มิใช่โมหะเป็นโมหะเทียมมีอยู่ เพราะหมายเอาหสิตุปปาทะดังนี้ด้วย
ว่า ธรรมที่มิใช่กิเลสเป็นกิเลสเทียมมีอยู่ เพราะหมายเอาวาทะอันกระด้าง
ที่ตำหนิบุคคลผู้เก้ออยากทั้งหลาย และอนุเคราะห์ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก
ทั้งหลาย อันเป็นถ้อยคำที่ตำหนิบาป สรรเสริญความดี ของท่านพระ-
ปิลินทวัจฉะ และถ้อยคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า โมฆบุรุษ อันเป็น
ถ้อยคำเช่นกับเขฬะ ดังนี้ด้วย คำถามในกถาทั้งปวงของสกวาที หมายถึง
ชนผู้เห็นผิดเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที
จึงกล่าวคำว่า ธรรมที่ไม่ใช่ผัสสะ แต่เทียบด้วยผัสสะมีอยู่หรือ เป็นต้น
กะปรวาทีนั้น เพื่อท้วงว่า ชื่อว่า ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ของ
ธรรมเทียมมีผัสสะเป็นต้น ย่อมไม่มี เหตุใด เพราะเหตุนั้น แม้ราคะธรรม
เป็นต้นของธรรมเทียมมีราคะเป็นต้นก็ย่อมไม่มี ดังนี้. ปรวาทีตอบปฏิเสธ
เพราะความไม่มีแห่งสภาพธรรมเหล่านั้น. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง มี
อรรถตื้นทั้งนั้นแล.
อรรถกถาราคปฏิรูปกาทิกถา จบ

720
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 721 (เล่ม 81)

อปรินิปผันนกถา
[๑๘๙๓] สกวาที รูปเป็นอปรินิปผันนะ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว.
ส. รูปมิใช่ของไม่เที่ยง มิใช่สังขตะ มิใช่ธรรมชาติที่
อิงอาศัยเกิดขึ้น มิใช่ธรรมชาติมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติ
ที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มีความคลายไปเป็น
ธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มีความดับไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อิงอาศัยเกิดขึ้น มี
ความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความคลายไป
เป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา
มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า รูปเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ มีความ
แปรไปเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นอปรินิปผันนะ ดังนี้.
[๑๘๙๔] ส. ทุกข์เท่านั้น เป็นปรินิปผันนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เป็นทุกข์ และ รูปก็ไม่เที่ยง มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

721
ฉบับมหามกุฏฯ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 722 (เล่ม 81)

ตรัสว่าเป็นทุกข์ และ รูปก็ไม่เที่ยง ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทุกข์เท่านั้นเป็น
ปรินิปผันนะ.
[๑๘๙๕] ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา สังขาร วิญญาณ ฯลฯ
จักขายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ ฯลฯ จักขุธาตุ ฯลฯ ธัมมธาตุ ฯลฯ
จักขุนทรีย์ ฯลฯ.
[๑๘๙๖] ส. อัญญาตาวินทรีย์ เป็นอปรินิปผันนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. อัญญาตาวินทรีย์ มิใช่ธรรมชาติที่ไม่เที่ยง ฯลฯ มิใช่
ธรรมชาติที่มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อัญญาตาวินทรีย์ เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง เป็นสังขตะ
ฯลฯ มีความแปรไปเป็นธรรมดา มิใช่หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. หากว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง
เป็นสังขตะอิงอาศัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไป
เป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา
มีความแปรไปเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ เป็น
อปรินิปผันนะ.
[๑๘๙๗] ส. ทุกข์เท่านั้น เป็นปรินิปผันนะ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
เป็นทุกข์ และ อัญญาตาวินทรีย์ก็ไม่เที่ยง มิใช่หรือ ?

722