พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 579 (เล่ม 67)

ภิกษุมีสมาธิ นอนเหมือนภิกษุมีสมาธิ ย่อมเป็นเหมือนดังเจริญฌาน
ต่อหน้าพวกมนุษย์ ความเริ่มตั้ง ความตั้ง ความสำรวมอิริยาบถ ความ
เป็นผู้สยิ้วหน้า ความโกหก กิริยาโกหก ความเป็นผู้โกหก เห็นปานนี้
ท่านกล่าวว่า วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งอิริยาบถ.
วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งการพูดอิงธรรมเป็นไฉน ภิกษุ
บางรูปในศาสนานี้ มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ
มีความประสงค์จะให้เขาสรรเสริญ ดำริว่า ประชุมชนจะสรรเสริญเราด้วย
การพูดอย่างนี้ จึงกล่าววาจาอิงอริยธรรม คือ พูดว่า สมณะที่ใช้จีวร
เห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก สมณะที่ใช้บาตรเห็นปานนี้ ใช้ภาชนะโลหะ
เห็นปานนี้ ใช้ธมกรกเห็นปานนี้ ใช้ผ้ากรองน้ำเห็นปานนี้ ใช้ลูกตาล
เห็นปานนี้ ใช้รองเท้าเห็นปานนี้ ใช้ประคดเอวเห็นปานนี้ ใช้สายโยค
เห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก และพูดว่า สมณะที่มีพระอุปัชฌายะเห็นปานนี้
มีอานุภาพมาก สมณะที่มีพระอาจารย์เห็นปานนี้ มีพวกร่วมพระอุปัชฌายะ
เห็นปานนี้ มีพวกร่วมพระอาจารย์เห็นปานนี้ มีพวกมีไมตรีกันเห็นปานนี้
มีมิตรที่เห็นกันมาเห็นปานนี้ มีมิตรที่คบกันมาเห็นปานนี้ มีสหายเห็น
ปานนี้ มีอานุภาพมาก.
และพูดว่า สมณะที่อยู่ในวิหารเห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก ผู้อยู่
ในเพิงมีหลังคาแถบเดียวเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในเรือนโล้นเห็นปานนี้ ผู้อยู่
ในถ้ำเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในกุฎีเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในเรือนยอดเห็นปานนี้
ผู้อยู่ในป้อมเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในโรงเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในที่พักเห็นปานนี้
ผู้อยู่ในโรงฉันเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในมณฑปเห็นปานนี้ ผู้อยู่ที่โคนต้นไม้
เห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก อนึ่ง ภิกษุผู้ก้มหน้ากว่าคนที่ก้มหน้า ผู้สยิ้ว

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 580 (เล่ม 67)

หน้ากว่าคนสยิ้วหน้า ผู้โกหกกว่าคนที่โกหก ผู้พูดมากกว่าคนพูดมาก
ผู้ที่คนอื่นสรรเสริญตามปากของคน กล่าวถ้อยคำอันปฏิสังยุตด้วยโลกุตระ
และนิพพานเช่นนั้น อันลึกซึ้ง ละเอียด ที่วิญญูชนปิดบังว่า สมณะนี้
ได้วิหารสมาบัติอันสงบเห็นปานนี้ ความสยิ้วหน้า ความเป็นผู้สยิ้วหน้า
ความโกหก กิริยาที่โกหก ความเป็นผู้โกหกเห็นปานนี้ ท่านกล่าวว่า
วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งการพูดอิงธรรม.
วัตถุแห่งความโกหก ๓ อย่างนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ละ
เสียแล้ว ตัดขาดเสียแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผา
เสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นไม่โกหก.
ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่าน
กล่าวว่า ความระหาย. ในคำว่า ไม่มีความระหาย. ตัณหาอันเป็นเหตุ
ให้ระหายนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้
มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไป
เป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงไม่มีความ
ระหาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่มีความโลภ
ไม่โกหก ไม่มีความกระหาย.
[๗๔๖] ความลบหลู่ กิริยาที่ลบหลู่ ความเป็นผู้ลบหลู่ ความ
เป็นผู้ริษยา ชื่อว่า ความลบหลู่ ในอุเทศว่า ไม่มีความลบหลู่ มีบาป
ธรรมดังรสฝาด และโมหะอันกำจัดแล้ว ดังนี้.
ชื่อว่าบาปธรรมดังรสฝาด คือ ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ
ความผูกโกรธ ความตีเสมอ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นดังรสฝาด
(แต่ละอย่าง)ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกข-

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 581 (เล่ม 67)

นิโรธ ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนเบื้องต้น
ความไม่รู้ในส่วนเบื้องปลาย ความไม่รู้ทั้งในส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้อง-
ปลาย ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลายอันอาศัยกันเกิดขึ้น คือความที่สังขาราทิ-
ธรรมนี้เป็นปัจจัยแห่งกันและกัน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ถึง
พร้อมเฉพาะ ความไม่ตรัสรู้ ความไม่ตรัสรู้พร้อม ความไม่แทงตลอด
ความไม่ถึงพร้อม ความไม่กำหนดถือเอา ความไม่เห็นพร้อม ความ
ไม่พิจารณา ความไม่ทำให้ประจักษ์ ความหมดจดยาก ความเป็นพาล
ความไม่รู้ทั่วพร้อม ความหลง ความหลงเสมอ อวิชชาเป็นโอฆะ
อวิชชาเป็นโยคะ อวิชชาเป็นอนุสัย อวิชชาเป็นปริยุฏฐาน อวิชชาเป็นข่าย
อวิชชาเป็นบ่วง โมหะ อกุศลมูล ชื่อว่า โมหะ.
ความลบหลู่ บาปธรรมดังรสฝาดและโมหะ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
นั้น สำรอกแล้ว กำจัดแล้ว ละเสียแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว
ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระ-
ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงไม่มีความลบหลู่ มีบาปธรรมดังรสฝาดและ
โมหะอันกำจัดแล้ว.
[๗๔๗] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล
ท่านกล่าวว่า ความหวัง ในอุเทศว่า เป็นผู้ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง
ดังนี้.
คำว่า ในโลกทั้งปวง คือ ในอบายโลกทั้งปวง ในมนุษยโลก
ทั้งปวง ในเทวโลกทั้งปวง ในขันธโลกทั้งปวง ในธาตุโลกทั้งปวง ใน
อายตนโลกทั้งปวง.

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 582 (เล่ม 67)

คำว่า เป็นผู้ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง ความว่า เป็นผู้ไม่มี
ความหวัง คือ เป็นผู้ไม่มีตัณหา เป็นผู้ไม่มีความกระหายในโลกทั้งปวง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง พึงเที่ยวไป
เหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าว
ว่า
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่โลภ ไม่โกหก ไม่
ระหาย ไม่มีความลบหลู่ มีบาปธรรมดังรสฝาดและ
โมหะอันกำจัดแล้ว ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง พึง
เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น.
[๗๔๘] พึงละเว้นสหายชั่ว ผู้ไม่เห็นประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ใน
ธรรมอันไม่เสมอ ไม่ควรเสพคนผู้ขวนขวายและคนผู้
ประมาทด้วยตนเอง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด
ฉะนั้น.
[๗๔๙] สหายชั่ว ในอุเทศว่า ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถ ดังนี้
ที่บัณฑิตกล่าวไว้ว่า สหายผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐๑ ว่า ทานที่
ให้แล้วไม่มีผล ๑ ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล ๑ ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและ
ทำชั่วไม่มี ๑ โลกนี้ไม่มี ๑ โลกหน้าไม่มี ๑ มารดาไม่มี ๑ บิดาไม่มี ๑
โอปปาติกสัตว์ คือเหล่าสัตว์ที่ผุดขึ้นเกิดไม่มี ๑ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบ ทำให้เเจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วประกาศ
ให้ทราบ ไม่มีในโลก ๑ ดังนี้ สหายนี้ชื่อว่า สหายชั่ว.
๑. บาลีมีเพียง ๙ ข้อ ขาด นตฺถิ หุตํ = การเซ่นสรวงไม่มีผล.

582
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 583 (เล่ม 67)

คำว่า พึงละเว้นสหายชั่ว ความว่า พึงละ พึงเว้น พึงหลีกเลี่ยง
สหายชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงละเว้นสหายชั่ว.
[๗๕๐] สหายผู้ไม่เห็นประโยชน์ ในอุเทศว่า อนตฺถทสฺสี
วิสเม นิวิฏฺฐํ ดังนี้ ที่บัณฑิตกล่าวไว้ว่า สหายผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ
มีวัตถุ ๑๐ ว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล ฯ ล ฯ สมณ-
พราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยความรู้
ยิ่งเองแล้วประกาศให้ทราบ ไม่มีในโลก ดังนี้ สหายนี้ ชื่อว่าผู้ไม่เห็น
ประโยชน์.
คำว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรมอันไม่เสมอ ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในกายกรรม
อันไม่เสมอ ในวจีกรรมอันไม่เสมอ ในมโนกรรมอันไม่เสมอ ใน
ปาณาติบาตอันไม่เสมอ ในอทินนาทานอันไม่เสมอ ในกาเมสุมิจฉาจาร
อันไม่เสมอ ในมุสาวาทอันไม่เสมอ ในปิสุณาวาจาอันไม่เสมอ ใน
ผรุสวาจาอันไม่เสมอ ในสัมผัปปลาปอันไม่เสมอ ในอภิชฌาอันไม่เสมอ
ในพยาบาทอันไม่เสมอ ในมิจฉาทิฏฐิอันไม่เสมอ ในสังขารอันไม่เสมอ
ผู้ตั้งอยู่ ข้องอยู่ แอบอยู่ เข้าถึงอยู่ ติดใจ น้อมใจไปในเบญจกามคุณ
อันไม่เสมอ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่เห็นประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรม
อันไม่เสมอ.
[๗๕๑] คำว่า ผู้ขวนขวาย ในอุเทศว่า สยํ น เสเว ปสุตํ
ปมตฺตํ ดังนี้ ความว่า ผู้ใดย่อมแสวงหา เสาะหา ค้นหากาม เป็นผู้
พระพฤติอยู่ในกาม มักมากอยู่ในกาม หนักอยู่ในกาม เอนไปในกาม
โอนไปในกาม อ่อนไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้
ผู้นั้นชื่อว่าผู้ขวนขวายในกาม ผู้ใดเสาะหารูป ได้รูป บริโภครูป ด้วย

583
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 584 (เล่ม 67)

สามารถตัณหา เป็นผู้ประพฤติอยู่ในรูป มักมากในรูป หนักอยู่ในรูป
เอนไปในรูป โอนไปในรูป อ่อนไปในรูป น้อมใจไปในรูป มุ่งรูป
เป็นใหญ่ แม้ผู้นั้นก็ชื่อว่าผู้ขวนขวายในกาม ผู้ใดเสาะหาเสียง.. . ผู้ใด
เสาะหากลิ่น... ผู้ใดเสาะหารส ... ผู้ใดเสาะหาโผฏฐัพพะ ได้โผฏฐัพพะ
บริโภคโผฏฐัพพะด้วยสามารถตัณหา เป็นผู้ประพฤติอยู่ในโผฏฐัพพะ
มักมากในโผฏฐัพพะ หนักอยู่ในโผฏฐัพพะ เอนไปในโผฏฐัพพะ โอน
ไปในโผฏฐัพพะ อ่อนไปในโผฏฐัพพะ น้อมใจไปในโผฏฐัพพะ มุ่ง
โผฏฐัพพะเป็นใหญ่ แม้ผู้นั้นก็ชื่อว่าผู้ขวนขวายในกาม.
พึงกล่าวความประมาท ในคำว่า ปมตฺตํ ดังต่อไปนี้ ความปล่อย
จิตไป ความตามเพิ่มการปล่อยจิตไป ในกายทุจริตก็ดี ในวจีทุจริตก็ดี
ในมโนทุจริตก็ดี ในเบญจกามคุณก็ดี หรือความทำโดยไม่เอื้อเฟื้อ ความ
ไม่ทำเนือง ๆ ความทำหยุด ๆ ความประพฤติย่อหย่อน ความปลงฉันทะ
ความทอดธุระ ความไม่เสพ ความไม่เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความ
ไม่ตั้งใจ ความไม่ประกอบเนือง ๆ ในการบำเพ็ญธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล
ความประมาท กิริยาที่ประมาท ความเป็นผู้ประมาท เห็นปานนี้ ท่าน
กล่าวว่า ความประมาท.
คำว่า ไม่ควรเสพคนผู้ขวนขวายและคนผู้ประมาทด้วยตนเอง
ความว่า ไม่ควรเสพ ไม่ควรอาศัยเสพ ไม่ควรร่วมเสพ ไม่ควรซ่องเสพ
ไม่ควรเอื้อเฟื้อประพฤติ ไม่ควรเต็มใจประพฤติ ไม่ควรสมาทานประพฤติ
กะคนผู้ขวนขวายและคนประมาท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ควรเสพคน
ผู้ขวนขวายและคนผู้ประมาทด้วยตนเอง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด
ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 585 (เล่ม 67)

พึงละเว้นสหายชั่ว ผู้ไม่เห็นประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ใน
ธรรมอันไม่เสมอ ไม่ควรเสพคนผู้ขวนขวายและคนผู้
ประมาทด้วยตนเอง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด
ฉะนั้น.
[๗๕๒] ควรคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มี
ปฏิภาณ รู้จักประโยชน์ทั้งหลายแล้ว กำจัดความสงสัย
เสียพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.
[๗๕๓] คำว่า ผู้เป็นพหูสูต ในอุเทศว่า พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ
ภเชถ ดังนี้ ความว่า เป็นผู้ได้สดับมาก เป็นผู้ทรงธรรมที่ได้สดับมา
แล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งาม
ในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศ
พรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมเห็นปานนั้น เป็นธรรมที่มิตร
นั้นสดับมาก ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ.
คำว่า ธมฺมธรํ ความว่า ผู้ทรงธรรม คือ สุตตะ เคยยะ
ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ.
คำว่า ควรคบมิตรเป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม ความว่า ควรคบ
ควรเสพ ควรเข้าไปเสพ ควรร่วมเสพ ควรช่องเสพ ซึ่งมิตรผู้เป็น
พหูสูตและผู้ทรงธรรม. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ควรคบมิตรผู้เป็นพหูสูต
ผู้ทรงธรรม.
[๗๕๔] มิตรผู้ยิ่งด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ
ในอุเทศว่า มิตฺตํ อุฬารํ ปฏิภาณวนฺตํ ดังนี้.

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 586 (เล่ม 67)

บุคคลผู้มีปฏิภาณ ในคำว่า ปฏิภาณเวนฺตํ นี้ มี ๓ ประเภท คือ
ผู้มีปฏิภาณเพราะอาศัยปริยัติ ๑ ผู้มีปฏิภาณเพราะอาศัยปริปุจฉา ๑ ผู้มี
ปฏิภาณโดยการบรรลุ ๑.
บุคคลผู้มีปฏิภาณเพราะอาศัยปริยัติเป็นไฉน บุคคลบางคนใน
โลกนี้ เล่าเรียนพระพุทธพจน์ คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา
อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ พระพุทธวจนะย่อม
แจ่มแจ้งแก่บุคคลนั้น เพราะอาศัยเล่าเรียน บุคคลนี้ชื่อว่า ผู้มีปฏิภาณ
เพราะอาศัยปริยัติ.
บุคคลผู้มีปฏิภาณเพราะอาศัยปริปุจฉาเป็นไฉน บุคคลบางคน
ในโลกนี้ เป็นผู้ได้ถามในอรหัตผล ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ในอนิจจตา-
ทิลักษณะ ในเหตุ ในฐานะและอฐานะ พระพุทธพจน์ย่อมแจ่มแจ้งแก่
บุคคลนั้น เพราะอาศัยการไต่ถาม บุคคลนี้ชื่อว่า ผู้มีปฏิภาณเพราะ
อาศัยปริปุจฉา.
บุคคลผู้มีปฏิภาณโดยการบรรลุเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้
เป็นผู้บรรลุสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕
พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔
ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ บุคคลนั้นรู้อรรถ รู้ธรรม รู้นิรุติ เมื่อรู้
อรรถ อรรถก็แจ่มแจ้ง เมื่อรู้ธรรม ธรรมก็แจ่มแจ้ง เมื่อรู้นิรุติ นิรุติ
ก็แจ่มแจ้ง ญาณในปฏิสัมภิทา ๓ ประการนี้ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม
เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบแล้วด้วยปฏิภาณปฏิสัมภิทานี้ เพราะเหตุนั้น
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงชื่อว่ามีปฏิภาณ ผู้ใดไม่มีปริยัติ ไม่มีปริปุจฉา

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 587 (เล่ม 67)

ไม่มีอธิคม บทธรรมอะไรจักแจ่มแจ้งแก่บุคคลนั้นเล่า เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ซึ่งมิตรมีคุณยิ่ง มีปฏิภาณ.
[๗๕๕] คำว่า รู้จักประโยชน์ทั้งหลายแล้ว พึงกำจัดความ
สงสัยเสีย ความว่า รู้ทั่วถึง รู้ยิ่ง ทราบ เทียบเคียง พิจารณาให้
แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏแล้ว ซึ่งประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์
ทั้งสองฝ่าย ประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในสัมปรายภพ พึงกำจัด
พึงปราบ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความสงสัย
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้จักประโยชน์ทั้งหลายแล้ว พึงกำจัดความสงสัย
พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า
ควรคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มี
ปฏิภาณ รู้จักประโยชน์ทั้งหลายแล้ว กำจัดความสงสัย
เสีย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น.
[๗๕๖] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ทำความพอใจซึ่งการเล่น
ความยินดี และกามสุขในโลก ไม่อาลัย เว้นจากฐานะ
แห่งเครื่องประดับ เป็นผู้พูดจริง พึงเที่ยวไปผู้เดียว
เหมือนนอแรดฉะนั้น.
[๗๕๗] ชื่อว่า การเล่น ในอุเทศว่า ขิฑฺฑา รตี กามสุขญฺจ
โลเก ดังนี้ ได้เเก่การเล่น ๒ อย่าง คือ การเล่นทางกาย ๑ การเล่น
ทางวาจา ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่าการเล่นทางกาย ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า การเล่น
ทางวาจา.

587
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 588 (เล่ม 67)

คำว่า ความยินดี นี้ เป็นเครื่องกล่าวถึงความเป็นผู้ไม่กระสัน.
คำว่า กามสุข ความว่า สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้ ๕
ประการเป็นไฉน คือ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยตา อันน่าปรารถนา น่าใคร่
น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู
กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่จะพึง
รู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวน
ให้กำหนัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้แล. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สุขโสมนัสใดแล อาศัยกามคุณ ๕ ประการนี้เกิดขึ้น สุขโสมนัส
นี้เราเรียกว่า กามสุข เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กามสุข.
คำว่า ในโลก คือ ในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า. . .
ความเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก.
[๗๕๘] คำว่า ไม่ทำความพอใจ ไม่อาลัย ความว่า ไม่ทำ
ความพอใจ ซึ่งการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก เป็นผู้ไม่มี
ความอาลัย คือ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ทำความพอใจ ไม่อาลัย.
[๗๕๙] ชื่อว่า เครื่องประดับ ในอุเทศว่า วิภูสนฏฺฐานา วิรโต
สจฺจวาที ดังนี้ ได้แก่เครื่องประดับ ๒ อย่าง คือ เครื่องประดับของ
คฤหัสถ์อย่างหนึ่ง เครื่องประดับของบรรพชิตอย่างหนึ่ง.
เครื่องประดับของคฤหัสถ์เป็นไฉน ผม หนวด ดอกไม้ ของ
หอม เครื่องลูบไล้ เครื่องประดับ เครื่องแต่งตัว ผ้า เครื่องประดับ
ศีรษะ ผ้าโพก เครื่องอบ เครื่องนวด เครื่องอาบน้ำ เครื่องตัด

588