พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ - หน้าที่ 558 (เล่ม 64)

แคว้นของพวกเรา เบียดเบียนพระราชบุตรีได้ ถ้า
ราชสีห์ เสือโคร่งและเสือเหลือง พึงเบียดเบียนพระ
นาง ผู้ทรงศุภลักษณ์ พระชาลีกุมารก็ไม่พึงมี พระ
กัณหาชินากุมารีจะพึงมีแต่ที่ไหน พระนางผู้สมบูรณ์
ด้วยลักขณาจะพึงเสื่อมเสียโดยส่วนทั้งสอง คือ พระ-
ภัศดาและพระลูกรัก เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจง
กระทำอารักขาให้ดี.
พระนางมัทรีตรัสว่า
[๑๑๘๔] เสียมของเราหล่นลงแล้ว และตาเบื้อง
ขวาของเราก็เขม่นอยู่ริก ๆ ต้นไม้ทั้งหลายที่เคยมีผล
ก็กลายเป็นไม่มีผล ทิศทั้งปวงก็ทำให้เราฟั่นเฟือนลุ่ม
หลง เมื่อเรากลับบ่ายหน้ามาสู่อาศรมในเวลาเย็น เมื่อ
พระอาทิตย์จะอัศดงคต ๓ สัตว์ร้ายก็ปรากฏยืนขวาง
ทาง พระอาทิตย์ก็คล้อยลงต่ำ และอาศรมก็ยังอยู่ไกล
หนอ ก็มูลผลาผลอันใดที่เราจักนำไปแต่ป่านี้ พระ-
เวสสันดรและลูกน้อยทั้งสองพึงเสวยมูลผลาผลนั้น
โภชนะอื่นไม่มี พระจอมกษัตริย์นั้นจักประทับอยู่ใน
บรรณศาลาพระองค์เดียว คงทรงปลอบประโลมให้
ลูกน้อยทั้งสองผู้กระหายหิวให้ยินดี คอยทอดพระเนตร
ดูเราผู้ยังไม่มาถึง เป็นแน่แท้ ลูกน้อยทั้งสองของเรา
ผู้กำพร้ายากไร้ในเวลาเย็นอันเป็นเวลาดื่มน้ำมัน จัก
คอยดื่มน้ำนม ดังลูกเนื้อที่กำลังดื่มนม ฉะนั้น เป็น
แน่แท้ ลูกน้อยทั้งสองของเราผู้กำพร้ายากไร้ ใน

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ - หน้าที่ 559 (เล่ม 64)

เวลาเย็นอันเป็นเวลาดื่มน้ำ ก็จักคอยดื่มน้ำ ดังลูกเนื้อ
ที่กำลังกระหายน้ำ ฉะนั้น เป็นแน่แท้ ลูกน้อยทั้ง
สองของเราผู้กำพร้ายากไร้ จะยืนคอยต้อนรับเรา
เหมือนหนึ่งลูกโคอ่อนคอยชะแง้หาแม่ ฉะนั้น เป็น
แน่แท้ลูกน้อยทั้งสองของเราผู้ยากไร้ คงจะยืนต้อนรับ
เราเสมือนหนึ่งหงส์ซึ่งตกอยู่ในเปือกตม ฉะนั้น เป็น
แน่ ลูกน้อยทั้งสองของเราผู้ยากไร้ คงจะยืนคอยต้อน
รับเราอยู่ในที่ใกล้ๆ อาศรม หนทางที่จะไปก็มีอยู่
ทางเดียว ทั้งเป็นทางเดินไปได้คนเดียว โดยข้างหนึ่ง
มีสระ อีกข้างหนึ่งมีบึง เราไม่เห็นทางอื่นซึ่งเป็นทาง
ไปยังอาศรมได้ ข้าแต่พระยามฤดูราชผู้มีกำลังมากใน
ป่าใหญ่ ดิฉันขอนอบน้อมต่อท่านทั้งหลาย ท่านทั้ง
หลายเป็นพี่น้องของดิฉันโดยธรรม ดิฉันขออ้อนวอน
ขอท่านทั้งหลายจงให้หนทางแก่ดิฉันเถิด ดิฉันเป็น
ภรรยาของพระราชบุตรผู้มีสิริ ผู้ถูกขับไล่จากสีพีรัฐ
ดิฉันมิได้ดูหมิ่นพระราชสวามีพระองค์นั้นเลย เหมือน
ดังนางสีดาคอยอนุวัตรตามพระรามราชสวามี ฉะนั้น
ขอท่านทั้งหลายจงหลีกทางให้ดิฉันแล้วกลับไปพบลูก
น้อยของท่านในเวลาออกหาอาหารในเวลาเย็น ส่วน
ดิฉันก็จะพึงได้กลับไปพบลูกน้อยทั้งสอง คือพ่อชาลี
และแม่กัณหาชินา อนึ่ง มูลมันผลไม้นี้ก็มีอยู่มากและที่
เป็นภักษาก็มีไม่น้อย ดิฉันขอแบ่งให้ท่านทั้งหลายกึ่งหนึ่ง
ดิฉันอ้อนวอนแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงให้ทางแก่ดิฉัน

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ - หน้าที่ 560 (เล่ม 64)

เถิด พระมารดาของเราทั้งหลายเป็นพระราชบุตรี และ
พระบิดาของเราทั้งหลายก็เป็นพระราชบุตร ท่านทั้ง
หลายจึงชื่อว่าเป็นพี่น้องของดิฉันโดยธรรม ดิฉันอ้อน
วอนแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงหลีกทางให้ดิฉันเถิด.
[๑๑๘๕] เทพเจ้าทั้งหลายผู้แปลงกายเป็นพาล-
มฤค ได้ฟังพระวาจาอันไพเราะ น่ากรุณาเป็นอันมาก
ของพระนางผู้รำพันวิงวอนอยู่ ได้พากันหลีกจากทาง
ไป.
พระนางมัทรีตรัสว่า
[๑๑๘๖] พระลูกน้อยทั้งสองพระองค์จะขมุก-
ขมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนคอยต้อนรับแม่อยู่ที่ตรงนี้
ดังหนึ่งลูกโคอ่อนยืนคอยชะแง้หาแม่ ฉะนั้น พระลูก
น้อยทั้งสองขมุกขมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนต้อนรับแม่
อยู่ตรงนี้ เหมือนดังหงส์ติดอยู่ในเปือกตม ฉะนั้น
พระลูกน้อยทั้งสองขมุกขมอมไปด้วยฝุ่น เคยยืนคอย
ต้อนรับแม่อยู่ใกล้ๆ อาศรมที่ตรงนี้ พระลูกน้อยทั้ง
สองเคยร่าเริงหรรษาวิ่งมาต้อนรับแม่ ราวกับจะทำให้
หทัยของแม่หวั่นไหว เหมือนลูกเนื้อเห็นแม่แล้วยกหู
ชูคอวิ่งเข้าไปหาแม่ร่าเริงหรรษาวิ่งไปมารอบๆ ฉะนั้น
วันนี้แม่มิได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่
กัณหาชินานั้นเหมือนอย่างเคย แม่ละลูกน้อยทั้งสอง
ไว้ออกไปหาผลไม้ ดังแม่แพะและแม่เนื้อละลูกน้อย ๆ

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ - หน้าที่ 561 (เล่ม 64)

ไปหากิน ดังปักษีละทิ้งลูกน้อยไปจากรัง หรือดังนาง
ราชสีห์ผู้ต้องการอาหาร ละลูกน้อยไว้ออกไปหากิน
ฉะนั้น วันนี้แม่ไม่เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือพ่อชาลี
และแม่กัณหาชินาเหมือนอย่างเคย นี้เป็นรอยเท้าวิ่ง
ไปมาของพระลูกน้อยทั้งสองดุจรอยเท้าของช้างทั้ง
หลายที่เชิงเขา นี่กองทรายที่ลูกน้อยทั้งสองมากองเล่น
เรี่ยรายอยู่ ณ ที่ใกล้ ๆ อาศรม วันนี้แม่ไม่เห็นลูกน้อย
ทั้งสอง คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินาเหมือนอย่าง
เคย พระลูกน้อยทั้งสองเคยขมุกขมอมด้วยทรายและ
ฝุ่นวิ่งเข้ามาล้อมแม่อยู่รอบข้าง วันนี้แม่มิได้เห็นพระ-
ลูกน้อยทั้งสองนั้น เมื่อก่อนพระลูกน้อยทั้งสองเคย
ต้อนรับแม่ผู้กลับมาจากป่าแต่ไกล วันนี้แม่ไม่เห็นลูก
น้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่กัณหาชินาเหมือนอย่าง
เคย วันก่อนๆ พระลูกน้อยทั้งสองคอยแลดูแม่อยู่แต่
ไกลเหมือนลูกแพะหรือลูกเนื้อทรายคอยชะแง้หาแม่
ฉะนั้น วันนี้แม่ไม่ได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสองนั้นเลย
เออก็นี่ผลมะตูมสุกสีดังทอง เป็นเครื่องเล่นของลูก
น้อยทั้งสอง (ไฉน) จึงมาตกกลิ้งอยู่ที่นี้ วันนี้แม่มิได้
เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่กัณหาชินา
เหมือนอย่างเคย ก็ถันทั้งสองของแม่นี้เต็มไปด้วยน้ำ
นม และอุรูประเทศของแม่ดังหนึ่งว่าจะแตกทำลาย
วันนี้แม่ไม่ได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือพ่อชาลีแม่

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ - หน้าที่ 562 (เล่ม 64)

กัณหาชินาเหมือนอย่างเคย ใครเล่าจะค้นชายพกแม่
ใครเล่าจะเหนี่ยวถันทั้งสองของแม่ วันนี้ไม่ได้เห็น
พระลูกน้อยทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่กัณหาชินาเหมือน
อย่างเคย เวลาเย็นพระลูกน้อยทั้งสองขมุกขมอมไป
ด้วยฝุ่น เคยวิ่งมาเกาะที่ชายพกแม่ วันนี้แม่ไม่ได้
เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง เมื่อก่อนอาศรมนี้ปรากฏแก่
เราดังว่านี้มหรสพ วันนี้เมื่อแม่มิได้เห็นพระลูกน้อยทั้ง
สองนั้น อาศรมเหมือนดังจะหมุนเวียน นี่อย่างไร
อาศรมจึงปรากฏแก่เราดูเงียบสงัดจริงหนอ แม้ฝูงกา
ป่าก็มิได้ส่งเสียงร้อง พระลูกทั้งสองของแม่จักตาย
เสียแล้วเป็นแน่แท้ นี่อย่างไรอาศรมจึงปรากฏแก่เรา
ดูเงียบสงัดจริงหนอ แม้ฝูงนกก็มิได้ส่งเสียงร้อง พระ-
ลูกน้อยทั้งสองของแม่ จักตายเสียแล้วเป็นแน่แท้.
[๑๑๘๗] นี่อย่างไรฝ่าพระบาทจึงทรงนิ่งอยู่ เออ
ก็ใจของหม่อมฉันเหมือนดังฝันเหมือนสุบินในเวลาราตรี
แม่ฝูงกาป่าก็มิได้ส่งเสียงร้อง พระลูกน้อยทั้งสองของ
หม่อมฉันคงจักตายเสียแล้วเป็นแน่แท้ นี่อย่างไรฝ่า
พระบาทจึงทรงนิ่งอยู่แม้ฝูงนกก็มิได้ส่งเสียงร้อง พระ
ลูกน้อยของหม่อมฉันคงจักตายเป็นแน่แท้ ข้าแต่
พระลูกเจ้า เหล่าเนื้อร้ายในป่าหรือในทุ่งกว้าง มา
เคี้ยวกินพระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉันเสียแล้วหรือ
ไฉน หรือว่าใครมานำเอาพระลูกน้อยทั้งสองของ
หม่อมฉันไป หรือฝ่าพระบาททรงส่งพระลูกน้อยทั้ง
สองซึ่งกำลังช่างพูดจาน่ารักใคร่ไปเป็นทูต หรือว่า

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ - หน้าที่ 563 (เล่ม 64)

เข้าไปหลับอยู่ในบรรณศาลา หรือพระลูกน้อยทั้งสอง
ของเรานั้นเที่ยวเล่นคะนองออกไปในภายนอก เส้น
พระเกศา พระหัตถ์และพระบาทซึ่งมีลายตาข่าย ของ
พระลูกน้อยทั้งสองนั้น มิได้ปรากฏเลย หรือว่านกทั้ง
หลายมาโฉบเฉี่ยวเอาไป หรือว่าใครนำเอาพระลูกน้อย
ทั้งสองของหม่อมฉันไป.
[๑๑๘๘] ความทุกข์ที่หม่อมฉัน มิได้เห็นลูกน้อย
ทั้งสอง คือชาลีและกัณหาชินาในวันนั้น เป็นทุกข์ยิ่ง
กว่าการถูกขับไล่จากแว่นแคว้น เปรียบเหมือนผลที่
ถูกแทงด้วยลูกศร ฉะนั้น ก็การที่หม่อมฉันมิได้เห็น
พระลูกน้อยทั้งสอง ทั้งฝ่าพระบาทก็มิได้ตรัสกับหม่อม
ฉันนี้ เป็นลูกศรเสียบแทงหฤทัยของหม่อมฉันซ้ำสอง
หฤทัยของหม่อมฉันหวั่นไหว ข้าแต่พระราชบุตร ถ้า
คืนวันนี้ฝ่าพระบาทมิได้ตรัสกับหม่อมฉัน พรุ่งนี้เช้า
ฝ่าพระบาทก็น่าจะได้ทอดพระเนตรหม่อมฉัน ผู้ปราศ-
จากชีวิต ตายเสียเป็นแน่.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า
[๑๑๘๙] เจ้ามัทรีมีรูปงามอุดม เป็นราชบุตรีผู้มี
ยศ ไปแสวงหามูลผลาหารตั้งแต่เช้า ไฉนหนอ จึง
กลับมาจนเวลาเย็น.
พระนางมัทรีทูลว่า
[๑๑๙๐] ฝ่าพระบาทได้ทรงสดับมิใช่หรือ ซึ่ง
เสียงบันลือแห่งราชสีห์ และเสือโคร่ง ทั้งเสียงสัตว์

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ - หน้าที่ 564 (เล่ม 64)

จตุบาทและฝูงนก ส่งเสียงคำรามร้องสนั่นเป็นอัน
เดียวกัน ต่างก็มุ่งมาเพื่อจะดื่มน้ำยังสระนี้ บุพนิมิต
ได้เกิดมีแก่หม่อมฉันผู้กำลังเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ เสียม
พลัดตกจากมือของหม่อมฉัน และกระเช้าที่หาบอยู่ก็
พลัดตกจากบ่า ทีนั้นหม่อมฉันก็หวาดกลัวเป็นกำลัง
จึงกระทำอัญชลีนอบน้อมทิศทั่วทุกแห่ง ขอความ
สวัสดี พึงมีแต่ที่นี้ ขอพระลูกเจ้าของเราทั้งหลาย
อย่าได้ถูกราชสีห์หรือเสือเหลืองเบียดเบียนเลย หมี
สุนัขป่า หรือเสือดาว อย่ามากล้ำกรายพระลูกน้อยทั้ง
สองของข้าเลย ๓ สัตว์ร้ายในป่า คือ ราชสีห์ เสือ
โคร่ง และเสือเหลืองยืนขวางทางหม่อมฉันเสีย เหตุ
นั้น หม่อมฉันจึงกลับมาพลบค่ำ.
[๑๑๙๑] ตัวเราเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่นปฏิบัติ
พระสวามีบำรุงพระลูกน้อยทั้งสองทุกวันคืน ดังอัน
เตวาสิกปฏิบัติอาจารย์ ฉะนั้น ตัวเรามุ่นชฎาเป็น
พรหมจาริณี นุ่งห่มหนังอชินะ เที่ยวแสวงหามูลผลา-
หารในป่าทุกวันคืน เพราะความรักพระลูกทั้งสองเทียว
นะพระลูก นี่ขมิ้น สีดังทอง ที่แม่หามาบดไว้สำหรับ
ใช้เพื่อเจ้าทั้งสองอาบน้ำ นี่ผลมะตูมสุกสีเหลือง แม่
หามาให้เพื่อลูกทั้งสองเล่น อนึ่ง แม่ได้สรรหาผลไม้
สุกอื่น ๆ ที่น่าพอใจมาเพื่อให้ลูกทั้งสองเล่น นี้เป็น
ของเล่นของลูกรักทั้งสอง ข้าแต่พระจอมกษัตริย์ นี้
เหง้าบัวพร้อมทั้งฝักและหน่อแห่งอุบลและกระจับอัน

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ - หน้าที่ 565 (เล่ม 64)

คลุกเคล้าด้วยน้ำผึ้ง เชิญพระองค์เสวยพร้อมพระโอรส
พระธิดาเถิด ขอพระองค์ทรงโปรดประทานดอกปทุม
แก่พ่อชาลี ส่วนดอกโกมุทขอได้โปรดประทานแก่
กัณหากุมารี พระองค์จะได้ทอดพระเนตรพระกุมาร
ประดับประดาด้วยดอกไม้ฟ้อนรำอยู่ ขอได้โปรด
ตรัสเรียกสองพระราชบุตรมาเถิด แม่กัณหาชินาจะได้
มานี่ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ขอพระองค์จงสดับ
พระสุรเสียงอันไพเราะอ่อนหวานของแม่กัณหาชินา
ขณะเข้าสู่อาศรม เราทั้งสองถูกเนรเทศจากแว่นแคว้น
เป็นผู้มีสุขและทุกข์เสมอกัน เออก็พระองค์ได้ทรงเห็น
พระราชบุตรทั้งสอง คือ พ่อชาลีแม่กัณหาชินาบ้าง
หรือ ชะรอยว่าหม่อมฉัน ได้สาปแช่ง สมณพราหมณ์ผู้
ประพฤติพรหมจรรย์ มีศีล เป็นพหูสูต ในโลก
วันนี้หม่อมฉันจึงไม่ได้เห็นพระลูกน้อยทั้งสอง คือ
พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา.
[๑๑๙๒] หมู่นี้นี่ก็ต้นหว้า นี่ต้นยางทรายที่ทอด
กิ่งค้อมลงมา เป็นรุกขชาติต่าง ๆ พันธุ์ ที่สองพระ
กุมารเคยวิ่งเล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น หมู่นี้
นี่ก็โพธิ์ใบ ต้นขนุน ต้นไทร ต้นมะขวิด เป็นไม้มี
ผลนานาชนิด ที่พระกุมารทั้งสองเคยมาวิ่งเล่น แม่
มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น หมู่ไม้เหล่านี้ตั้งอยู่ดุจ
อุทยาน นี่ก็เป็นแม่น้ำมีน้ำเย็นซึ่งสองพระกุมารเคยมา

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ - หน้าที่ 566 (เล่ม 64)

เล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น รุกขชาติที่ทรง
ดอกต่างๆ มีอยู่บนภูเขานี้ ที่สองพระกุมารเคยทัดทรง
เล่น แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น รุกขชาติที่ทรงผล
ต่างๆ มีอยู่บนภูเขานี้ ที่สองพระกุมารเคยมาเสวย แม่
มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น เหล่านี้เป็นตุ๊กตาช้าง
ตุ๊กตาม้า ตุ๊กตาวัว ที่พระกุมารทั้งสองเคยมาเล่น
แม่มิได้เห็นสองพระกุมารนั้น.
[๑๑๙๓] เหล่านี้เป็นตุ๊กตาเนื้อทรายทองตัว
เล็ก ๆ ตุ๊กตากระต่าย ตุ๊กตานกเค้า ตุ๊กตาชะมด
เป็นอันมาก ที่พระกุมารทั้งสองเคยเล่น แม่มิได้เห็น
พระกุมารทั้งสองนั้น เหล่านี้ตุ๊กตาหงส์ เหล่านี้ตุ๊กตา
นกกะเรียน ตุ๊กตานกยูงมีแววหางงามวิจิตร ที่สอง
พระกุมารเคยมาเล่น แม่มิได้เห็นพระกุมารทั้งสอง
เลย.
[๑๑๙๔] พุ่มไม้เหล่านี้มีดอกบานทุกฤดูกาล ที่
สองพระกุมารเคยมาเล่น แม่มิได้เห็นพระกุมารทั้ง
ของนั้น สระโบกขรณีนี้น่ารื่นรมย์ เพรียกไปด้วย
เสียงนกจากพรากมาคูขัน ดาดาษไปด้วยมณฑาปทุม
และอุบล ที่สองพระกุมารเคยมาเล่น แม่มิได้เห็น
พระกุมารทั้งสองนั้น.
[๑๑๙๕] พ้นฝ่าพระบาทก็มิได้หัก น้ำก็มิได้ตัก
แม้ไฟก็มิได้ติด เพราะเหตุไรหนอพระองค์จึงทรง

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ - หน้าที่ 567 (เล่ม 64)

หงอยเหงาซบเซาอยู่ ที่รักกับที่รักประชุมพร้อมกันอยู่
ย่อมหายความทุกข์ร้อน แต่วันนี้หม่อมฉันมิได้เห็น
พระกุมารทั้งสอง คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา.
[๑๑๙๖] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ หม่อมฉัน
มิได้เห็นพระลูกรักทั้งสองของเรา ผู้ใดมานำเอาพระ
ลูกรักทั้งสองนั้นไป หรือว่าพระลูกรักทั้งสองนั้นตาย
เสียแล้ว แม้ฝูงกาป่าก็มิได้ขานขัน พระลูกน้อยทั้ง
สองของหม่อมฉันตายเสียแล้วเป็นแน่ ข้าแต่พระองค์
ผู้สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นพระลูกรักทั้งสองของ
เรา ผู้ใดมานำเอาพระลูกรักทั้งสองนั้นไป หรือว่า
พระลูกรักทั้งสองนั้นตายเสียแล้ว แม่ฝูงนกก็มิได้ขาน
ขัน พระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉันตายเสียแล้วเป็น
แน่.
[๑๑๙๗] พระนางมัทรี ทรงปริเทวนาพลางเที่ยว
วิ่งค้นหาตลอดซอกบรรพตและป่าชัฏ ในบริเวณเขา
วงกตนั้น แล้วเสด็จกลับมายังพระอาศรมทรงกันแสง
อยู่ในสำนักของพระราชสวามี ทูลคร่ำครวญว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้สมมติเทพ หม่อมฉันมิได้เห็นพระลูกรัก
ทั้งสองของเรา ผู้ใดมานำเอาพระลูกรักทั้งสองนั้นไป
หรือว่าพระลูกรักทั้งสองนั้นตายเสียแล้ว แม้ฝูงกาป่า
ก็มิได้ขานขัน พระลูกน้อยทั้งสองของหม่อมฉันตาย
เสียแล้วเป็นแน่ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ หม่อมฉัน

567