ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 488 (เล่ม 64)

พระราชทานช้างตัวประเสริฐแล้ว เสียงอื้ออึงน่ากลัว
เป็นอันมากก็เป็นไปในนครนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
[๑๐๕๘] พวกคนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตร พวก
พ่อค้าชาวนา พวกพราหมณ์ กองช้าง กองม้า กอง
รถ กองราบ ชาวนิคม ชาวสีพีทั้งสิ้นมาประชุม
พร้อมกัน พวกเหล่านั้นเห็นพวกพราหมณ์นำพระยา
ช้างไป ก็กราบทูลแด่พระเจ้ากรุงสัญชัยว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้สมมติเทพ แว่นแคว้นของพระองค์ถูกกำจัด
แล้ว เหตุไรพระเวสสันดรโอรสของพระองค์ จึง
พระราชทานช้างตัวประเสริฐของชาวเราทั้งหลาย อัน
ชาวแว่นแคว้นสักการะบูชา ไฉนพระเวสสันดรราช-
โอรสจึงพระราชทานพระยากุญชรของชาวเราทั้งหลาย
อันมีงางอนงามแกล้วกล้า สามารถรู้จักเขตแห่งยุทธวิธี
ทุกอย่าง เป็นช้างเผือกขาวผ่อง ประเสริฐสุด ปก
คลุมด้วยผ้ากัมพลเหลือง กำลังซับมัน สามารถย่ำยี
ศัตรูได้ ฝึกดีแล้ว พร้อมทั้งวาลวิชนีมีสีขาว เช่น
ดังเขาไกรลาศ ไฉนพระเวสสันดรราชโอรสจึงพระ-
ราชทานพระยาช้างราชพาหนะซึ่งเป็นยานชั้นเลิศ เป็น
ทรัพย์อย่างประเสริฐพร้อมทั้งฉัตรขาว เครื่องลาด
หมอช้าง และคนเลี้ยงช้างแก่พวกพราหมณ์.
[๑๐๕๙] พระเวสสันดรโอรสนั้นควรจะพระ-
ราชทาน ข้าว น้ำ ผ้านุ่งผ้าห่มและที่นั่งที่นอน สิ่ง

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 489 (เล่ม 64)

ของเช่นนี้แลสมควรจะพระราชทาน สมควรแก่พวก
พราหมณ์ ข้าแต่พระเจ้าสัญชัย ไฉนพระเวสสันดร
ราชโอรส ผู้เป็นพระราชาโดยสืบพระวงศ์ของพระองค์
ผู้ผดุงสีพีรัฐ จึงทรงพระราชทานพระยาคชสารไป ถ้า
พระองค์จักไม่ทรงทำตามถ้อยคำของชนชาวสีพี ชน
ชาวสีพีก็เห็นจักทำพระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรสไว้
ในเงื้อมมือ.
พระเจ้าสัญชัยทรงมีพระดำรัสว่า
[๑๐๖๐] ถึงชนบทจะไม่มี และแม้แว่นแคว้นจะ
พินาศไปก็ตามเถิด เราไม่พึงขับไล่พระราชบุตรผู้ไม่
มีโทษจากแว่นแคว้นของตนตามคำของชาวสีพี เพราะ
พระราชบุตรเกิดจากอกของเรา ถึงชนบทจะไม่มี และ
แม้แว่นแคว้นจะพินาศไปก็ตามเถิด เราก็ไม่พึงขับไล่
พระราชบุตรผู้ไม่มีโทษจากแว่นแคว้นของตน ตาม
คำของชาวสีพี เพราะพระราชบุตรเกิดแต่ตัวเรา อนึ่ง
เราไม่พึงประทุษร้ายในพระราชบุตรนั้น เพราะเธอมี
ศีลและวัตรอันประเสริฐ แม้คำติเตียนจะพึงมีแก่เรา
และเราจะพึงประสบบาปเป็นอันมาก เราจะให้ฆ่า
พระเวสสันดรบุตรของเราด้วยศาสตราอย่างไรได้.
ชาวสีพีกราบทูลว่า
[๑๐๖๑] พระองค์อย่าได้รับสั่งให้ฆ่าพระเวส-
สันดรนั้นด้วยท่อนไม้หรือศาสตราเลย ทั้งพระเวส-
สันดรนั้นก็ไม่ควรแก่เครื่องพันธนาการ แต่จงทรง

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 490 (เล่ม 64)

ขับไล่พระเวสสันดรนั้นเสียจากแว่นแคว้น จงไปอยู่
ที่เขาวงกตเถิด.
พระเจ้าสัญชัยตรัสว่า
[๑๐๖๒] ถ้าความพอใจของชาวสีพีเช่นนี้ เราก็
ไม่ขัด ขอเธอจงได้อยู่และบริโภคกามทั้งหลาย ตลอด
คืนนี้ ต่อเมื่อสิ้นราตรีแล้วพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาว
สีพีจงพร้อมเพรียงกันขับไล่เธอเสียจากแว่นแคว้นเถิด.
[๑๐๖๓] ดูก่อนนายนักการ ท่านจงลุกขึ้น จง
รีบไปทูลพระเวสสันดรว่า ขอเดชะ ชาวสีพี ชาวนิคม
พวกคนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตร พ่อค้า ชาวนา
พราหมณาจารย์ พากันโกรธเคืองมาประชุมกันอยู่
แล้ว กองช้าง กองม้า กองรถ กองเดินเท้า ทั้ง
ชาวนิคมและชาวสีพีทั้งสิ้นมาประชุมกันแล้ว เมื่อสิ้น
ราตรีนี้ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวสีพีจะพรักพร้อมกัน
ขับไล่พระองค์จากแว่นแคว้น.
[๑๐๖๔] นายนักการนั้น เมื่อได้รับพระราช
ดำรัสสั่ง จึงสวมสอดเครื่องประดับมือ นุ่งห่มเรียบ
ร้อย ประพรมด้วยจุรณจันทน์ ล้างศีรษะในน้ำ สวม
กุณฑลแก้วมณีแล้ว รีบเข้าไปยังบุรีอันน่ารื่นรมย์ เป็น
ที่ประทับอยู่ของพระเวสสันดร ได้เห็นพระเวสสันดร
ทรงพระสำราญอยู่ในพระราชวังของพระองค์ อัน

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 491 (เล่ม 64)

เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่อำมาตย์ ปานประหนึ่งท้าววาสวะ
แห่งไตรทศ.
[๑๐๖๕] นายนักการนั้น ครั้นรีบไปในพระราช
นิเวศน์นั้นแล้ว ได้กราบทูลพระเวสสันดรว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ข้าพระบาทจะกราบทูลความ
ทุกข์แด่พระองค์ ขออย่าได้ทรงกริ้วข้าพระบาทเลย
นายนักการนั้น ถวายบังคมแล้วพลางคร่ำครวญกราบ
ทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์ทรงชุบ
เลี้ยงข้าพระบาท ทรงนำมาซึ่งรสที่น่าใคร่ทุกอย่าง
ข้าพระบาทจะกราบทูลความทุกข์แด่พระองค์ เมื่อ
ข้าพระบาทกราบทูล ข่าวสารเรื่องทุกข์ร้อนนั้นแล้ว
ขอพระยุคลบาทจงยังข้าพระบาทให้เบาใจ ขอเดชะ
ชาวสีพี ชาวนิคม คนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตร
พ่อค้า ชาวนา พราหมณาจารย์พากันโกรธเคืองมา
ประชุมกันอยู่แล้ว กองช้าง กองม้า กองรถ กอง
เดินเท้า ทั้งชาวนิคมและชาวสีพีทั้งสิน มาประชุมกัน
อยู่แล้วเมื่อสิ้นราตรีนี้ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวสีพี
จะพรักพร้อมกันขับไล่พระองค์จากแว่นแคว้นพระ-
เจ้าข้า.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า
[๑๐๖๖] ดูก่อนนายนักการ เพราะเหตุไรชาว
สีพีจึงโกรธเรา ขอท่านจงบอกความชั่วแก่เรา ผู้ไม่เห็น
ความเดือดร้อนให้แจ้งชัด ด้วยเหตุไรเขาจึงขับไล่เรา.

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 492 (เล่ม 64)

ราชบุรุษกราบทูลว่า
[๑๐๖๗] พวกคนที่มีชื่อเสียง พระราชบุตร
พ่อค้า ชาวนา พราหมณาจารย์ พวกกองช้าง กอง
ม้า กองรถ กองเดินเท้า พากันติเตียนเพราะพระ-
ราชทานพระยาช้างพระที่นั่งต้น เหตุนั้นเขาจึงขับไล่
พระองค์ พระเจ้าข้า.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า
[๑๐๖๘] เราจะให้หทัย ให้จักษุ เงิน ทอง แก้ว
มุกดา แก้วไพฑูรย์ หรือแก้วมณี เป็นทรัพย์ภายนอก
ของเรา จะเป็นอะไรไปเมื่อยาจกมาถึง เราเห็นแล้ว
ก็จงให้แขนขวาแขนซ้าย ไม่หวั่นไหวเลย ใจของเรา
ยินดีในทาน ชาวสีพีทั้งปวงจงขับไล่ จงฆ่าเราเสีย
หรือจะตัดเราให้เป็นเจ็ดท่อนก็ตามเถิด เราจักไม่งด
การให้ทานเลย.
ราชบุรุษกราบทูลว่า
[๑๐๖๙] ชาวสีพีและชาวนิคมประชุมกันกล่าว
อย่างนี้ว่า พระเวสสันดรผู้มีวัตรงาม จงเสด็จไปสู่
อารัญชรคีรีทางฝั่งแม่น้ำโกนติมารา ตามทางที่พระ-
ราชาผู้ถูกขับไล่เสด็จไปนั้นเถิด.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า
[๑๐๗๐] เราจักไปตามทางที่พระราชาผู้มีโทษ
เสด็จไป ขอให้ท่านทั้งหลายจงงดแก่เราคืนและวัน
หนึ่งพอให้เราได้ให้ทานก่อนเถิด.

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 493 (เล่ม 64)

พระศาสดาตรัสว่า
[๑๐๗๑] พระราชาตรัสตักเตือนพระมัทรีผู้มี
ความงาม ทั่วสรรพางค์ว่า ทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่พี่ให้แก่พระน้องนาง และสิ่งของที่ควรสงวนอัน
เป็นของพระน้องนาง คือ เงิน ทอง แก้วมุกดาหรือ
แก้วไพฑูรย์ มีอยู่เป็นอันมาก และทรัพย์ฝ่ายพระบิดา
ของพระน้องนาง ควรเก็บไว้ทั้งหมด.
[๑๐๗๒] พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่ว
สรรพางค์ได้ทูลถามพระเวสสันดรนั้นว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้ประเสริฐ หม่อมฉันจะเก็บไว้ที่ไหน หม่อม
ฉันทูลถามแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกเนื้อ
ความนั้นเถิด.
พระเวสสันดรตรัสว่า
[๑๐๗๓] ดูก่อนพระน้องมัทรี พึงให้ทานใน
ท่านผู้ศีลตามสมควร เพราะที่พึ่งของสัตว์ทั้งปวงยิ่ง
ไปกว่าทานไม่มี.
[๑๐๗๔] ก่อนพระน้องมัทรี เธอพึงเอาใจใส่ใน
ลูกทั้งสอง ในพระชนนีและพระชนกของพี่ อนึ่ง ผู้ใด
พึงตกลงปลงใจว่าจะเป็นพระสวามีพระน้องนาง เธอ
พึงบำรุงผู้นั้นโดยเคารพ ถ้าไม่มีใครมาตกลงปลงใจ
เป็นพระสวามีพระน้องนาง เพราะพระน้องนางกับพี่
จะต้องพลัดพรากจากกัน พระน้องนางจงแสวงหา
พระสวามีอื่นเถิด อย่าลำบากเพราะจากพี่เลย.

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 494 (เล่ม 64)

[๑๐๗๕] เพราะพี่จักต้องไปสู่ป่าที่น่ากลัว อัน
เกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ร้าย เมื่อพี่คนเดียวอยู่ในป่า
ใหญ่ ชีวิตก็น่าสงสัย.
[๑๐๗๖] พระนางมัทรีราชบุตรีผู้มีความงามทั่ว
สรรพางค์ ได้กราบทูลพระเวสสันดรว่า ไฉนหนอ
พระองค์จึงตรัสเรื่องที่ไม่เคยมีไฉนจึงตรัสเรื่องลามก
ข้าแต่พระมหาราช ข้อที่พระองค์จะพึงเสด็จพระองค์
เดียวนั้น ไม่ใช่ธรรมเนียม ข้าแต่พระมหากษัตริย์แม้
หม่อมฉันก็จะตามเสด็จไป ตามทางที่พระองค์เสด็จ
ความตายกับพระองค์นั่นแลประเสริฐกว่า เป็นอยู่เว้น
จากพระองค์จะประเสริฐอะไร ก่อไฟให้ลุกโพลง มี
เปลวเป็นอันเดียวกันตั้งอยู่แล้ว ความตายในไฟที่ลูก
โพลง มีเปลวเป็นอันเดียวกันนั้นประเสริฐกว่า เป็น
อยู่เว้นจากพระองค์จะประเสริฐอะไร นางช้างติดตาม
พระยาช้างผู้อยู่ในป่า เที่ยวไป ณ ภูเขาและที่หล่ม ที่
เสมอและไม่เสมอ ฉันใด หม่อมฉันจะพาลูกทั้งสอง
ติดตามพระองค์ไปเบื้องหลัง ฉันนั้น หม่อมฉันจัก
เป็นผู้อันพระองค์เลี้ยงง่าย จักไม่เป็นผู้อันพระองค์
เลี้ยงยาก.
พระนางมัทรีกราบทูลว่า
[๑๐๗๗] เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระ-
กุมารทั้ง ๒ นี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจาน่ารัก นั่ง

494
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 495 (เล่ม 64)

อยู่ที่พุ่มไม้ในป่า จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อ
พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ นี้ ผู้มี
เสียงอันไพเราะ พูดจาน่ารัก เล่นอยู่ที่พุ่มไม้ในป่า
จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อพระองค์ทอดพระ-
เนตรเห็นพระกุมารทั้ง ๒ นี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูด
จาน่ารัก ณ อาศรมรัมณียสถาน จักไม่ทรงระลึกถึง
ราชสมบัติ เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมาร
ทั้ง ๒ นี้ ผู้มีเสียงอันไพเราะ พูดจาน่ารัก เล่นอยู่
ณ อาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์ จักไม่ทรงระลึกถึงราช-
สมบัติ เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารทั้ง
๒ นี้ เล่นอยู่ ณ อาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์ ก็จักไม่ทรง
ระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตร
เห็นพระกุมารทั้ง ๒ พระองค์ ทรงมาลา ฟ้อนรำอยู่
ณ อาศรมรัมณียสถาน เมื่อนั้นจักไม่ทรงระลึกถึงราช-
สมบัติ เมื่อใด พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระกุมาร
ทั้ง ๒ พระองค์ ทรงมาลา ฟ้อนรำอยู่ ณ อาศรมอัน
เป็นที่รื่นรมย์ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ
เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นกุญชรชาติมา-
ตังคะ มีวัยล่วง ๖๐ ปี เที่ยวอยู่ในป่าตัวเดียว เมื่อนั้น
จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอด
พระเนตรเห็นกุญชรชาติมาตังคะ มีวัยล่วง ๖๐ ปี
เที่ยวไปในป่าเวลาเย็น ในเวลาเช้า เมื่อนั้น จักไม่
ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด กุญชรชาติมาตังคะ

495
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 496 (เล่ม 64)

มีวัยล่วง ๖๐ ปี เดินนำหน้าโขลงหมู่ช่างพังไป ส่ง
เสียงร้องก้องโกญจนาท พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้อง
ของช้างที่บันลือก้องอยู่นั้น เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึก
ถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้อง
ของช้างที่บันลือก้องอยู่นั้น เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึก
ถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็น
ลำเนาป่าสองข้างทาง และสิ่งที่ให้ความนำใคร่ในป่า
อันเกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย เมื่อนั้น จักไม่ทรง
ระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตร
เห็นเนื้ออันเดินมาเป็นหมู่ๆ หมู่ละ ๕ ตัว และได้ทอด
พระเนตรเห็นพวกกินนรที่กำลังฟ้อนอยู่ เมื่อนั้น จัก
ไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทรง
สดับเสียงกึกก้องแห่งแม่น้ำอันมีน้ำไหลหลั่ง และเสียง
เพลงขับของพวกกินนร เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึง
ราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทรงสดับเสียงร้องของ
นกเค้าที่เที่ยวอยู่ตามซอกเขา เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึก
ถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์จักได้ทรงสดับเสียง
แห่งสัตว์ร้ายในป่า คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง แรด และ
วัวลาน เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด
พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูง อันแวดล้อมไป
ด้วยนางนกยูง รำแพนหางจับอยู่เป็นกลุ่มบนยอดภูเขา
เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระ-
องค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูง มีขนปีกงามวิจิตร

496
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๓ – หน้าที่ 497 (เล่ม 64)

ห้อมล้อมด้วยนางนกยูงทั้งหลายรำแพนหางอยู่ เมื่อ
นั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์
ได้ทอดพระเนตรเห็นนกยูงมีคอเขียวมีหงอน แวดล้อม
ด้วยนางนกยูงฟ้อนอยู่ เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึง
ราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็น
ต้นไม้อันมีดอกบาน มีกลิ่นหอมฟุ้งไปในฤดูเหมันต์
เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระ
องค์ได้ทอดพระเนตรเห็นแผ่นดินอันเขียวชะอุ่ม ดาร-
ดาษไปด้วยแมลงค่อมทองในเดือนฤดูเหมันต์ เมื่อนั้น
จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระองค์ได้
ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้อันมีดอกบานสะพรั่ง คือ
อัญชันเขียวที่กำลังผลิยอดอ่อน ต้นโลท และ บัวบก
มีดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งไปในฤดูเหมันต์
เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ เมื่อใด พระ
องค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นหมู่ไม้มีดอกบานสะพรั่ง
และปทุมชาติอันมีดอกร่วงหล่นในเดือนฤดูเหมันต์
เมื่อนั้น จักไม่ทรงระลึกถึงราชสมบัติ.
จบกัณฑ์หิมพานต์
พระศาสดาตรัสว่า
[๑๐๗๘] สมเด็จพระนางผุสดีราชบุตรีผู้เรืองยศ
ได้ทรงสดับคำที่พระราชโอรส และพระสุณิสาพร่ำ
สนทนากัน ทรงคร่ำครวญละห้อยไห้ว่า เรากินยาพิษ
เสียดีกว่า เราโดดเหวเสียดีกว่า เอาเชือกผูกคอตาย

497