พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 281 (เล่ม 16)

๙. รัชชุสูตร
ว่าด้วยเชือก
[๑๗๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ลาภสักการะ
และความสรรเสริญย่อมตัดผิว ครั้นตัดผิวแล้วย่อมตัดหนัง ครั้นตัดหนังแล้วย่อม
ตัดเนื้อ ครั้นตัดเนื้อแล้วย่อมตัดเอ็น ครั้นตัดเอ็นแล้วย่อมตัดกระดูก ครั้นตัดกระดูก
แล้วก็ตั้งจดเยื่อในกระดูกอยู่
เปรียบเหมือนบุรุษผู้ทรงพลัง เอาเชือกขนหางสัตว์อย่างเหนียวพันแข้ง แล้วสีไป
สีมา เชือกนั้นพึงตัดผิว ครั้นตัดผิวแล้วพึงตัดหนัง ครั้นตัดหนังแล้วพึงตัดเนื้อ
ครั้นตัดเนื้อแล้วพึงตัดเอ็น ครั้นตัดเอ็นแล้วพึงตัดกระดูก ครั้นตัดกระดูกแล้วก็ตั้ง
จดเยื่อในกระดูกอยู่ อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ย่อมตัดผิว ครั้นตัดผิวแล้วย่อมตัดหนัง ครั้นตัดหนังแล้วย่อมตัดเนื้อ ครั้นตัดเนื้อ
แล้วย่อมตัดเอ็น ครั้นตัดเอ็นแล้วย่อมตัดกระดูก ครั้นตัดกระดูกแล้วก็ตั้งจดเยื่อใน
กระดูกอยู่
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
รัชชุสูตรที่ ๙ จบ
๑๐. ภิกขุสูตร
ว่าด้วยภิกษุ
[๑๗๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นอันตราย
แม้แก่ภิกษุผู้เป็นอรหันตขีณาสพ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค
ดังนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นอันตราย
แก่ภิกษุขีณาสพประเภทไหน’

281
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 282 (เล่ม 16)

‘อานนท์ เราไม่กล่าวว่าลาภสักการะและความสรรเสริญ เป็นอันตรายแก่
เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบของภิกษุขีณาสพนั้น แต่เรากล่าวว่าลาภสักการะและความ
สรรเสริญเป็นอันตรายแก่ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันที่ภิกษุขีณาสพผู้ไม่ประมาท
มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่นั้น บรรลุแล้ว
อานนท์ ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย
เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าอย่างนี้
เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักละลาภสักการะและ
ความสรรเสริญที่เกิดขึ้น ลาภสักการะและความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่
ครอบงำจิตของเราทั้งหลายตั้งอยู่’ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
ภิกขุสูตรที่ ๑๐ จบ
ตติยวรรค จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มาตุคามสูตร ๒. กัลยาณิสูตร
๓. เอกปุตตกสูตร ๔. เอกธีตุสูตร
๕. สมณพราหมณสูตร ๖. ทุติยสมณพราหมณสูตร
๗. ตติยสมณพราหมณสูตร ๘. ฉวิสูตร
๙. รัชชุสูตร ๑๐. ภิกขุสูตร

282
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 283 (เล่ม 16)

๔. จตุตถวรรค
หมวดที่ ๔
๑. ภินทิสูตร
ว่าด้วยการทำลาย
[๑๘๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาค …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ เทวทัต
ถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ ย่ำยีจิตแล้ว จึงทำลายสงฆ์
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
ภินทิสูตรที่ ๑ จบ
๒. กุสลมูลสูตร
ว่าด้วยกุศลมูล
[๑๘๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาค …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ
กุศลมูล๑ ของเทวทัตผู้ถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ ย่ำยีจิต ถึงความ
ขาดสูญแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
กุศลมูลสูตรที่ ๒ จบ
เชิงอรรถ :
๑ กุศลมูล คือรากเหง้าแห่งกุศลมีอโลภะ(ความไม่อยากได้) เป็นต้น (สํ.นิ.อ. ๒/๑๘๑/๒๓๔)

283
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 284 (เล่ม 16)

๓. กุสลธัมมสูตร
ว่าด้วยกุศลธรรม
[๑๘๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาค …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ กุศลธรรม
ของเทวทัตผู้ถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ ย่ำยีจิต ถึงความขาดสูญแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
กุสลธัมมสูตรที่ ๓ จบ
๔. สุกกธัมมสูตร
ว่าด้วยธรรมขาว
[๑๘๓] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาค …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ ธรรม
ฝ่ายดี (ขาว) ของเทวทัตผู้ถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ ย่ำยีจิต
ถึงความขาดสูญแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
สุกกธัมมสูตรที่ ๔ จบ

284
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 285 (เล่ม 16)

๕. อจิรปักกันตสูตร
ว่าด้วยการหลีกไปไม่นาน
[๑๘๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุง
ราชคฤห์ เมื่อพระเทวทัตหลีกไปไม่นาน ณ ที่นั้น พระผู้พระภาคทรงปรารภพระเทวทัต
ได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเกิดแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตนเอง
เพื่อความเสื่อม
ต้นกล้วยเผล็ดผลเพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันใด ลาภสักการะและ
ความสรรเสริญเกิดแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันนั้น
ต้นไผ่ออกขุยเพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันใด ลาภสักการะและความ
สรรเสริญเกิดแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันนั้น
ต้นอ้อออกดอกเพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันใด ลาภสักการะและความ
สรรเสริญเกิดแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันนั้น
แม่ม้าอัสดรตั้งครรภ์เพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันใด ลาภสักการะและ
ความสรรเสริญเกิดแก่เทวทัตเพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันนั้น
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถา
ประพันธ์ต่อไปอีกว่า
“ผลกล้วยฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่
ดอกอ้อฆ่าต้นอ้อ ลูกม้าอัสดรฆ่าแม่ม้า ฉันใด
สักการะย่อมฆ่าคนชั่ว ฉันนั้น”๑
อจิรปักกันตสูตรที่ ๕ จบ
เชิงอรรถ :
๑ วิ.จู. (แปล) ๗/๓๓๕/๑๘๐, สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๘๓/๒๕๔, และดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๖๘/๑๑๓

285
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 286 (เล่ม 16)

๖. ปัญจรถสตสูตร
ว่าด้วยราชรถ ๕๐๐
[๑๘๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแต
เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น อชาตศัตรูราชกุมารเสด็จโดยราชรถ ๕๐๐ คัน ไปบำรุง
พระเทวทัตทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า และรับสั่งให้นำภัตตาหารที่สมควรไปพระราชทาน
๕๐๐ สำรับ ครั้งนั้น ภิกษุเป็นจำนวนมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายอภิวาท
แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อชาตศัตรูราชกุมารเสด็จโดยราชรถ ๕๐๐ คัน ไปบำรุง
พระเทวทัต ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า และรับสั่งให้นำภัตตาหารที่สมควรไปพระราชทาน
๕๐๐ สำรับ”
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่ายินดีลาภสักการะและความสรรเสริญของ
เทวทัตเลย แม้อชาตศัตรูราชกุมารจักเสด็จโดยราชรถ ๕๐๐ คัน ไปบำรุงเทวทัต
ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า และจักรับสั่งให้นำภัตตาหารที่สมควรไปพระราชทาน ๕๐๐ สำรับ
เพียงใด เทวทัตก็พึงหวังความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายเพียงนั้น หวังความเจริญ
ไม่ได้
เปรียบเหมือนสุนัขดุที่เขาขยี้ดี (ดีหมีดีปลา) ใส่ในจมูก เมื่อเป็นเช่นนี้ มันก็ยิ่ง
ดุร้ายกว่าเดิมหลายเท่า อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น อชาตศัตรูราชกุมารจักเสด็จ
โดยราชรถ ๕๐๐ คัน ไปบำรุงเทวทัตทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า และจักรับสั่งให้นำภัตตาหาร
ที่สมควรไปพระราชทาน ๕๐๐ สำรับ เพียงใด เทวทัตก็พึงหวังความเสื่อมในกุศลธรรม
ทั้งหลายเพียงนั้น หวังความเจริญไม่ได้
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
ปัญจรถสตสูตรที่ ๖ จบ

286
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 287 (เล่ม 16)

๗. มาตุสูตร
ว่าด้วยมารดา
[๑๘๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ เผ็ดร้อน
หยาบคาย เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
เรากำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุแห่งมารดา
ท่านผู้นี้ก็ไม่จงใจพูดเท็จ’ ต่อมา เราเห็นเขาถูกลาภสักการะและความสรรเสริญ
ครอบงำ ย่ำยีจิตแล้ว ก็พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย
เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เพราะเหตุ
นั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักละลาภสักการะและความ
สรรเสริญที่เกิดขึ้น ลาภสักการะและความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ก็จักไม่ครอบงำจิต
ของเราทั้งหลายตั้งอยู่’ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
มาตุสูตรที่ ๗ จบ
๘๑๓. ปิตุสุตตาทิฉักกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๖ สูตรมีปิตุสูตรเป็นต้น
[๑๘๗] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ เผ็ดร้อน
หยาบคาย เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
เรากำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุแห่ง
บิดา’ ฯลฯ
สูตรที่ ๘ จบ
๙. “แม้เพราะเหตุแห่งพี่ชายน้องชาย” …
สูตรที่ ๙ จบ

287
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 288 (เล่ม 16)

๑๐. “แม้เพราะเหตุแห่งพี่สาวน้องสาว” …
สูตรที่ ๑๐ จบ
๑๑. “แม้เพราะเหตุแห่งบุตร” …
สูตรที่ ๑๑ จบ
๑๒. “แม้เพราะเหตุแห่งธิดา” …
สูตรที่ ๑๒ จบ
๑๓. “เรากำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะ
เหตุแห่งปชาบดี ท่านผู้นี้ก็ไม่จงใจพูดเท็จ’ ต่อมา เราเห็นเขาถูกลาภสักการะและ
ความสรรเสริญครอบงำ ย่ำยีจิตแล้ว ก็พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ เผ็ดร้อน
หยาบคาย เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักละลาภสักการะและ
ความสรรเสริญที่เกิดขึ้น ลาภสักการะและความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่
ครอบงำจิตของเราทั้งหลายตั้งอยู่’ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
ปชาปติสูตรที่ ๑๓ จบ
จตุตถวรรค จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ภินทิสูตร ๒. กุสลมูลสูตร
๓. กุสลธัมมสูตร ๔. สุกกธัมมสูตร
๕. อจิรปักกันตสูตร ๖. ปัญจรถสตสูตร
๗. มาตุสูตร ๘. ปิตุสูตร
๙. ภาตุสูตร ๑๐. ภคินิสูตร
๑๑. ปุตตสูตร ๑๒. ธีตุสูตร
๑๓. ปชาปติสูตร
ลาภสักการสังยุต จบบริบูรณ์

288
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 289 (เล่ม 16)

๗. ราหุลสังยุต
๑. ปฐมวรรค
หมวดที่ ๑
๑. จักขุสูตร
ว่าด้วยจักษุ
[๑๘๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-
เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระราหุลเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดง
ธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ซึ่งข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว จะพึงหลีกออกไปอยู่คนเดียว
ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่เถิด”
“ราหุล เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร จักขุ(ตา) เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะพิจารณา
เห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา”
“ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า”
“โสตะ(หู)เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” …
“ฆานะ(จมูก)เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

289
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 290 (เล่ม 16)

“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” …
“ชิวหา(ลิ้น)เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” …
“กายเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” …
“มโน(ใจ)เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะพิจารณา
เห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา”
“ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า”
“ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุ ฯลฯ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโน เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ รู้ชัดว่า
‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่น เพื่อความ
เป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
[พึงย่อพระสูตรทั้ง ๑๐ เช่นนี้]
จักขุสูตรที่ ๑ จบ

290