พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 291 (เล่ม 16)

๒. รูปสูตร
ว่าด้วยรูป
[๑๘๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ราหุล เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ
“เสียง … กลิ่น … รส … โผฏฐัพพะ … ธรรมารมณ์ เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” …
“ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในเสียง ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่น ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรส ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมารมณ์ เมื่อเบื่อหน่ายย่อม
คลายกำหนัด ฯลฯ รู้ชัดว่า” …
รูปสูตรที่ ๒ จบ
๓. วิญญาณสูตร
ว่าด้วยวิญญาณ
[๑๙๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ราหุล เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร จักขุวิญญาณ (ความรู้อารมณ์
ทางตา) เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ
“โสตวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางหู) … ฆานวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทาง
จมูก) … ชิวหาวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางลิ้น) … กายวิญญาณ (ความรู้อารมณ์
ทางกาย) … มโนวิญญาณ (ความรู้อารมณ์ทางใจ) เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” …

291
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 292 (เล่ม 16)

“ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุวิญญาณ
ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานวิญญาณ ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในชิวหาวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกายวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในมโนวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด ฯลฯ รู้ชัดว่า” …
วิญญาณสูตรที่ ๓ จบ
๔. สัมผัสสสูตร
ว่าด้วยสัมผัส
[๑๙๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ราหุล เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร จักขุสัมผัสเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ
“โสตสัมผัส … ฆานสัมผัส … ชิวหาสัมผัส … กายสัมผัส … มโนสัมผัส
เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุสัมผัส
ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานสัมผัส ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในชิวหาสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกายสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนสัมผัส
เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด ฯลฯ รู้ชัดว่า” …
สัมผัสสสูตรที่ ๔ จบ

292
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 293 (เล่ม 16)

๕. เวทนาสูตร
ว่าด้วยเวทนา
[๑๙๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ราหุล เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร จักขุสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาเกิด
แต่จักขุสัมผัส) เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ
“โสตสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัส) … ฆานสัมผัสสชาเวทนา
(เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส) … ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัส) …
กายสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส) … มโนสัมผัสสชาเวทนา
(เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส) เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุสัมผัสสชา-
เวทนา ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตสัมผัสสชาเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน
ฆานสัมผัสสชาเวทนา … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหาสัมผัสสชาเวทนา … ย่อมเบื่อ
หน่ายแม้ในกายสัมผัสสชาเวทนา … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนสัมผัสสชาเวทนา
ฯลฯ รู้ชัดว่า” …
เวทนาสูตรที่ ๕ จบ
๖. สัญญาสูตร
ว่าด้วยสัญญา
[๑๙๓] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ราหุล เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปสัญญา (ความหมายรู้รูป) เที่ยง
หรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ
“สัททสัญญา (ความหมายรู้เสียง) … คันธสัญญา (ความหมายรู้กลิ่น) …
รสสัญญา (ความหมายรู้รส) … โผฏฐัพพสัญญา (ความหมายรู้โผฏฐัพพะ) …
ธัมมสัญญา (ความหมายรู้อารมณ์ทางใจ) เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

293
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 294 (เล่ม 16)

“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปสัญญา ฯลฯ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัททสัญญา … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในคันธสัญญา … ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในรสสัญญา … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพสัญญา … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน
ธัมมสัญญา ฯลฯ รู้ชัดว่า” …
สัญญาสูตรที่ ๖ จบ
๗. สัญเจตนาสูตร
ว่าด้วยสัญเจตนา
[๑๙๔] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ราหุล เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปสัญเจตนา (ความจำนงรูป) เที่ยง
หรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ
“สัททสัญเจตนา (ความจำนงเสียง) … คันธสัญเจตนา (ความจำนงกลิ่น) …
รสสัญเจตนา (ความจำนงรส) … โผฏฐัพพสัญเจตนา (ความจำนงโผฏฐัพพะ) …
ธัมมสัญเจตนา (ความจำนงธรรมารมณ์) เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปสัญเจตนา
ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัททสัญเจตนา … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในคันธสัญเจตนา …
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรสสัญเจตนา … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพสัญเจตนา …
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธัมมสัญเจตนา ฯลฯ รู้ชัดว่า” …
สัญเจตนาสูตรที่ ๗ จบ

294
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 295 (เล่ม 16)

๘. ตัณหาสูตร
ว่าด้วยตัณหา
[๑๙๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ราหุล เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปตัณหาเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ
“สัททตัณหา … คันธตัณหา … รสตัณหา … โผฏฐัพพตัณหา … ธัมมตัณหา
เที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปตัณหา
ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัททตัณหา … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในคันธตัณหา … ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในรสตัณหา … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพตัณหา … ย่อมเบื่อ
หน่ายแม้ในธัมมตัณหา ฯลฯ รู้ชัดว่า” …
ตัณหาสูตรที่ ๘ จบ
๙. ธาตุสูตร
ว่าด้วยธาตุ
[๑๙๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ราหุล เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ปฐวีธาตุเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ
“อาโปธาตุ … เตโชธาตุ … วาโยธาตุ … อากาสธาตุ … วิญญาณธาตุ เที่ยง
หรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในปฐวีธาตุ ฯลฯ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในอาโปธาตุ … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเตโชธาตุ … ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในวาโยธาตุ … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในอากาสธาตุ … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ-
ธาตุ ฯลฯ รู้ชัดว่า” …
ธาตุสูตรที่ ๙ จบ

295
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 296 (เล่ม 16)

๑๐. ขันธสูตร
ว่าด้วยขันธ์
[๑๙๗] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ราหุล เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ
“เวทนา … สัญญา … สังขารทั้งหลาย … วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะพิจารณา
เห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา”
“ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า”
“ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ฯลฯ ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในเวทนา … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน
สังขารทั้งหลาย … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ รู้ชัด
ว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
ขันธสูตรที่ ๑๐ จบ
ปฐมวรรค จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. จักขุสูตร ๒. รูปสูตร
๓. วิญญาณสูตร ๔. สัมผัสสูตร
๕. เวทนาสูตร ๖. สัญญาสูตร
๗. สัญเจตนาสูตร ๘. ตัณหาสูตร
๙. ธาตุสูตร ๑๐. ขันธสูตร

296
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 297 (เล่ม 16)

๒. ทุติยวรรค
หมวดที่ ๒
๑. จักขุสูตร
ว่าด้วยจักษุ
[๑๙๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ-
บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระราหุลได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่าน
พระราหุลดังนี้ว่า
“ราหุล เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร จักขุเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะพิจารณา
เห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา”
“ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า”
“โสตะ ฯลฯ ฆานะ … ชิวหา … กาย … มโนเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”
“สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะพิจารณา
เห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา”
“ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า”

297
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 298 (เล่ม 16)

“ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุ ฯลฯ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตะ … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานะ … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา
… ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย … ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโน เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลาย
กำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’
รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่น
เพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
[พึงย่อพระสูตรทั้ง ๑๐ เช่นนี้]
จักขุสูตรที่ ๑ จบ
๒๑๐. รูปาทิสุตตนวกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๙ สูตรมีรูปสูตรเป็นต้น
[๑๙๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ราหุล เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ
“เสียง … กลิ่น … รส … โผฏฐัพพะ … ธรรมารมณ์” …
สูตรที่ ๒ จบ
“จักขุวิญญาณ ฯลฯ โสตวิญญาณ … ฆานวิญญาณ … ชิวหาวิญญาณ …
กายวิญญาณ … มโนวิญญาณ” …
สูตรที่ ๓ จบ
“จักขุสัมผัส ฯลฯ โสตสัมผัส … ฆานสัมผัส … ชิวหาสัมผัส … กายสัมผัส…
มโนสัมผัส” …
สูตรที่ ๔ จบ

298
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 299 (เล่ม 16)

“จักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ โสตสัมผัสสชาเวทนา … ฆานสัมผัสสชาเวทนา …
ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา … กายสัมผัสสชาเวทนา … มโนสัมผัสสชาเวทนา” …
สูตรที่ ๕ จบ
“รูปสัญญา ฯลฯ สัททสัญญา … คันธสัญญา … รสสัญญา … โผฏฐัพพสัญญา …
ธัมมสัญญา” …
สูตรที่ ๖ จบ
“รูปสัญเจตนา (ความจำนงรูป) ฯลฯ สัททสัญเจตนา (ความจำนงเสียง) …
คันธสัญเจตนา (ความจำนงกลิ่น) … รสสัญเจตนา (ความจำนงรส) … โผฏฐัพพ-
สัญเจตนา (ความจำนงโผฏฐัพพะ) … ธัมมสัญเจตนา (ความจำนงธรรมารมณ์)” …
สูตรที่ ๗ จบ
“รูปตัณหา ฯลฯ สัททตัณหา … คันธตัณหา … รสตัณหา … โผฏฐัพพตัณหา …
ธัมมตัณหา” …
สูตรที่ ๘ จบ
“ปฐวีธาตุ ฯลฯ อาโปธาตุ … เตโชธาตุ … วาโยธาตุ … อากาสธาตุ …
วิญญาณธาตุ” …
สูตรที่ ๙ จบ
“ราหุล รูป ฯลฯ เวทนา … สัญญา … สังขารทั้งหลาย … วิญญาณเที่ยงหรือ
ไม่เที่ยง”
“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ
“ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ รู้ชัดว่า ฯลฯ ไม่มีกิจอื่นเพื่อความ
เป็นอย่างนี้อีกต่อไป”
ขันธสูตรที่ ๑๐ จบ

299
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 300 (เล่ม 16)

๑๑. อนุสยสูตร
ว่าด้วยอนุสัย
[๒๐๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
ครั้งนั้น ท่านพระราหุลเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท
แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้เห็นอย่างไร อหังการ๑ มมังการ๒ และ
มานานุสัย๓ จึงไม่มีในกายที่มีวิญญาณครองนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก”
“ราหุล รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นไปภายใน
หรือภายนอก หยาบ หรือละเอียด เลว หรือประณีต อยู่ไกล หรืออยู่ใกล้ รูป
ทั้งหมดนั้น อริยสาวกเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่
ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา”
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง … สังขารเหล่าใด
เหล่าหนึ่ง …
วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นไปภายใน
หรือภายนอก หยาบ หรือละเอียด เลว หรือประณีต อยู่ไกล หรืออยู่ใกล้ วิญญาณ
ทั้งหมดนั้น อริยสาวกเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่
เชิงอรรถ :
๑ อหังการ หมายถึงทิฏฐิ (สํ.นิ.อ. ๒/๒๐๐/๒๓๗, องฺ.ติก.อ. ๒/๓๒/๑๑๓)
๒ มมังการ หมายถึงตัณหา (สํ.นิ.อ. ๒/๒๐๐/๒๓๗, องฺ.ติก.อ. ๒/๓๒/๑๑๓)
๓ มานานุสัย คือกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานของสัตว์ มี ๗ อย่าง คือ (๑) กามราคะ ความกำหนัดในกาม
(๒) ปฏิฆะ ความหงุดหงิดขัดเคือง (๓) ทิฏฐิ ความเห็นผิด (๔) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (๕) มานะ
ความถือตัว (๖) ภวราคะ ความกำหนัดในภพ (๗) อวิชชา ความไม่รู้จริง (ที.ปา. ๑๑/๓๓๒/๒๒๓,
สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๖๙/๕๙, สํ.นิ.อ. ๒/๒๐๐/๒๓๗)

300