พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 271 (เล่ม 16)

บางรูปในธรรมวินัยนี้ก็เหมือนกัน ถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ ย่ำยีจิต
อยู่ในเรือนว่างก็ไม่ยินดี อยู่ที่โคนไม้ก็ไม่ยินดี อยู่ในที่แจ้งก็ไม่ยินดี เดิน ยืน นั่ง
นอนในที่ใดๆ ก็เป็นทุกข์ในที่นั้นๆ
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
สิคาลสูตรที่ ๘ จบ
๙. เวรัมภสูตร
ว่าด้วยภิกษุติดลาภสักการะและความสรรเสริญเปรียบเหมือน
นกถูกลมบ้าหมูพัด
[๑๖๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ ต่อการ
บรรลุธรรม
ลมบ้าหมูพัดอยู่บนอากาศ ซัดนกที่กำลังบินอยู่ในอากาศ เมื่อมันถูกลม
บ้าหมูซัด เท้าไปทางหนึ่ง ปีกไปทางหนึ่ง ศีรษะไปทางหนึ่ง ตัวไปทางหนึ่ง ภิกษุ
บางรูปในธรรมวินัยนี้ก็เหมือนกัน ถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ
ย่ำยีจิต เวลาเช้า ครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม
ไม่รักษากายวาจาจิต ไม่ตั้งสติให้มั่นคง ไม่สำรวมอินทรีย์ เธอเห็นมาตุคามนุ่งห่ม
ไม่เรียบร้อยในที่นั้น ราคะก็รบกวนจิตของเธอเพราะเห็นมาตุคามนุ่งห่มไม่เรียบร้อย
เธอถูกราคะรบกวนจิต จึงบอกคืนสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์ ภิกษุพวกหนึ่งนำจีวร
ของเธอไป พวกหนึ่งนำบาตรไป พวกหนึ่งนำผ้านิสีทนะ๑ ไป พวกหนึ่งนำกล่องเข็มไป
เปรียบเหมือนนกถูกลมบ้าหมูซัดไปฉะนั้น
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
เวรัมภสูตรที่ ๙ จบ
เชิงอรรถ :
๑ นิสีทนะ ในที่นี้หมายถึงผ้าปูนั่งสำหรับภิกษุ (พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) :
พจนานุกรมฉบับประมวลศัพท์, ๒๕๓๓ หน้า ๑๓๐)

271
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 272 (เล่ม 16)

๑๐. สคาถกสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญมีอบายเป็นผล
[๑๖๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ ต่อการ
บรรลุธรรม
เราเห็นคนบางคนในโลกนี้ ถูกสักการะครอบงำ ย่ำยีจิตแล้ว หลังจากตายแล้ว
ก็เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก อนึ่ง เราเห็นคนบางคนในโลกนี้ ถูกความเสื่อม
สักการะครอบงำ ย่ำยีจิตแล้ว หลังจากตายแล้วก็เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
อนึ่ง เราเห็นคนบางคนในโลกนี้ถูกสักการะและความเสื่อมสักการะทั้งสองอย่าง
ครอบงำ ย่ำยีจิตแล้ว หลังจากตายแล้วก็เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถา
ประพันธ์ต่อไปอีกว่า
“สมาธิของภิกษุใด ผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท
ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ
(๑) ด้วยมีผู้สักการะ (๒) ด้วยไม่มีผู้สักการะ
ภิกษุผู้เข้าฌานมีความเพียรพิจารณาด้วยปัญญาที่สุขุม
ยินดีในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปาทานนั้น
นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกว่า สัตบุรุษ”๑
สคาถกสูตรที่ ๑๐ จบ
ปฐมวรรค จบ
เชิงอรรถ :
๑ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๐๑๐๑๐๑๑/๕๐๕

272
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 273 (เล่ม 16)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ทารุณสูตร ๒. พฬิสสูตร
๓. กุมมสูตร ๔. ทีฆโลมิกสูตร
๕. มีฬหกสูตร ๖. อสนิสูตร
๗. ทิทธสูตร ๘. สิคาลสูตร
๙. เวรัมภสูตร ๑๐. สคาถกสูตร
๒. ทุติยวรรค
หมวดที่ ๒
๑. สุวัณณปาติสูตร
ว่าด้วยถาดทองคำ
[๑๖๗] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ ต่อการ
บรรลุธรรม …
เรากำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะถาดทองคำ
เต็มด้วยผงเงินเป็นเหตุ ท่านผู้นี้ก็ไม่จงใจพูดเท็จ’ ต่อมาเราเห็นเขาถูกลาภสักการะ
และความสรรเสริญครอบงำ ย่ำยีจิตแล้ว ก็พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่
สุวัณณปาติสูตรที่ ๑ จบ

273
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 274 (เล่ม 16)

๒. รูปิยปาติสูตร
ว่าด้วยถาดรูปิยะ
[๑๖๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ ต่อการ
บรรลุธรรม …
เรากำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะถาดทองคำ
เต็มด้วยผงทองคำเป็นเหตุ ท่านผู้นี้ก็ไม่จงใจพูดเท็จ’ ต่อมาเราเห็นเขาถูกลาภสักการะ
และความสรรเสริญครอบงำ ย่ำยีจิตแล้ว ก็พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
รูปิยปาติสูตรที่ ๒ จบ
๓๑๐. สุวัณณนิกขสุตตาทิอัฏฐกะ
ว่าด้วยพระสูตร ๘ สูตร มีสูตรว่าด้วยทองคำแท่งเป็นต้น
[๑๖๙] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า “แม้
เพราะทองคำแท่งเป็นเหตุ” …
สูตรที่ ๓ จบ
๔. “แม้เพราะทองคำ ๑๐๐ แท่งเป็นเหตุ” …
สูตรที่ ๔ จบ
๕. “แม้เพราะทองสิงคีเป็นเหตุ” …
สูตรที่ ๕ จบ

274
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 275 (เล่ม 16)

๖. “แม้เพราะทองสิงคี ๑๐๐ แท่งเป็นเหตุ” …
สูตรที่ ๖ จบ
๗. “แม้เพราะแผ่นดินที่เต็มด้วยแร่ทองคำเป็นเหตุ” …
สูตรที่ ๗ จบ
๘. “แม้เพราะเห็นแก่ของกำนัลเพียงเล็กน้อยเป็นเหตุ” …
สูตรที่ ๘ จบ
๙. “แม้เพราะชีวิตเป็นเหตุ” …
สูตรที่ ๙ จบ
๑๐. “แม้เพราะนางงามประจำแคว้นเป็นเหตุ ท่านผู้นี้ก็ไม่จงใจพูดเท็จ ต่อมา
เราเห็นเขาถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ ย่ำยีจิตแล้ว ก็พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
ชนปทกัลยาณีสูตรที่ ๑๐ จบ
ทุติยวรรค จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุวัณณปาติสูตร ๒. รูปิยปาติสูตร
๓. สุวัณณนิกขสูตร ๔. สุวัณณนิกขสตสูตร
๕. สิงคินิกขสูตร ๖. สิงคินิกขสตสูตร
๗. ปฐวิสูตร ๘. อามิสกิญจิกขสูตร
๙. ชีวิตสูตร ๑๐. ชนปทกัลยาณีสูตร

275
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 276 (เล่ม 16)

๓. ตติยวรรค
หมวดที่ ๓
๑. มาตุคามสูตร
ว่าด้วยมาตุคาม
[๑๗๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ ต่อการ
บรรลุธรรม …
มาตุคามคนเดียวไม่สามารถครอบงำจิตของภิกษุรูปหนึ่ง แต่ลาภสักการะและ
ความสรรเสริญสามารถครอบงำจิตของภิกษุได้ ฯลฯ
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
มาตุคามสูตรที่ ๑ จบ
๒. กัลยาณิสูตร
ว่าด้วยนางงาม
[๑๗๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ ต่อการ
บรรลุธรรม …
นางงามประจำแคว้นคนเดียวไม่สามารถครอบงำจิตของภิกษุรูปหนึ่ง แต่ลาภ
สักการะและความสรรเสริญสามารถครอบงำจิตของภิกษุได้ ฯลฯ
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
กัลยาณิสูตรที่ ๒ จบ

276
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 277 (เล่ม 16)

๓. เอกปุตตกสูตร
ว่าด้วยบุตรคนเดียว
[๑๗๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ ต่อการ
บรรลุธรรม …
อุบาสิกาผู้มีศรัทธา เมื่อจะวิงวอนบุตรคนเดียวซึ่งเป็นที่น่ารักน่าพอใจโดย
ถูกต้อง พึงวิงวอนว่า ‘ลูกเอ๋ย ขอพ่อจงเป็นเช่นจิตตคหบดี๑ และหัตถกอาฬวก-
อุบาสก๒ เถิด’
บรรดาอุบาสกสาวกของเรา คือ จิตตคหบดีและหัตถกอาฬวกอุบาสก เป็นผู้
ชั่งได้วัดได้(นางพึงวิงวอนอีกว่า) ถ้าพ่อออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ก็ขอให้เป็น
เช่นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเถิด
บรรดาภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา คือ สารีบุตรและโมคคัลลานะ เป็นผู้ชั่งได้วัดได้
(นางพึงวิงวอนต่อไปว่า) ลูกเอ๋ย ขอลาภสักการะและความสรรเสริญ จงอย่าครอบงำ
เจ้าผู้เป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตตผลเลย ถ้าลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ
ภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตตผล ก็ย่อมเป็นอันตรายแก่เธอ
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
เอกปุตตกสูตรที่ ๓ จบ
เชิงอรรถ :
๑ จิตตคหบดี เป็นเศรษฐีชาวเมืองมัจฉิกาสณฑ์ ซึ่งได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศ(เอตทัคคะ)
กว่าอุบาสกทั้งหลายทางด้านเป็นธรรมกถึก (องฺ.เอกก. (แปล) ๒๐/๒๕๐/๓๑)
๒ หัตถกอาฬวอุบาสก เป็นอุบาสกชาวเมืองอาฬวี ซึ่งได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศ(เอตทัคคะ)
กว่าอุบาสกทั้งหลายทางด้านสงเคราะห์บริษัทด้วยสังคหวัตถุ ๔ (องฺ.เอกก. (แปล) ๒๐/๒๕๐/๓๑)

277
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 278 (เล่ม 16)

๔. เอกธีตุสูตร
ว่าด้วยธิดาคนเดียว
[๑๗๓] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ ต่อการ
บรรลุธรรม …
อุบาสิกาผู้มีศรัทธาเมื่อจะวิงวอนธิดาคนเดียว ซึ่งเป็นที่น่ารักน่าพอใจโดยถูกต้อง
พึงวิงวอนว่า ‘ลูกเอ๋ย ขอเจ้าจงเป็นเช่นนางขุชชุตตราอุบาสิกา๑ และนางนันทมารดา๒
ชาวเมืองเวฬุกัณฑกะเถิด’
บรรดาอุบาสิกาผู้เป็นสาวิกาของเรา คือ ขุชชุตตราอุบาสิกา และนางนันท-
มารดา ชาวเมืองเวฬุกัณฑกะ เป็นผู้ชั่งได้วัดได้(นางพึงวิงวอนอีกว่า) ถ้าแม่ออกจาก
เรือนบวชเป็นบรรพชิต ก็ขอให้เป็นเช่นเขมาภิกษุณี๓ และอุบลวรรณาภิกษุณี๔ เถิด
บรรดาภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาของเรา เขมาภิกษุณีและอุบลวรรณาภิกษุณี เป็นผู้
ชั่งได้วัดได้ (นางพึงวิงวอนต่อไปว่า) ลูกเอ๋ย ขอลาภสักการะและความสรรเสริญ
จงอย่าครอบงำเจ้าผู้เป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตตผลเลย ถ้าลาภสักการะและความ
สรรเสริญครอบงำภิกษุณีผู้เป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตตผลก็ย่อมเป็นอันตรายแก่เธอ
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
เอกธีตุสูตรที่ ๔ จบ
เชิงอรรถ :
๑ นางขุชชุตตราอุบาสิกา เป็นชาวเมืองโกสัมพี ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศ(เอตทัคคะ) กว่า
อุบาสิกาทั้งหลายทางด้านเป็นพหูสูต (องฺ.เอกก. (แปล) ๒๐/๒๖๐/๓๒)
๒ นางนันทมารดาอุบาสิกา เป็นชาวเมืองเวฬุกัณฑกะ ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศ(เอตทัคคะ)
กว่าอุบาสิกาทั้งหลายทางด้านเป็นผู้อุปัฏฐาก (ขุ.อป. (แปล) ๓๓/๑๙/๗๒๐)
๓ เขมาภิกษุณี ก่อนบวชเคยเป็นพระเทวีของพระเจ้าพิมพิสาร เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ได้รับยกย่องจาก
พระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศ(เอตทัคคะ) กว่าภิกษุณีทั้งหลายทางด้านเป็นผู้มีปัญญามาก
(องฺ.เอกก. (แปล) ๒๐/๒๓๖/๓๐, เถรี.อ. ๔๕๓/๑๖๐๑๗๒, ขุ.อป. (แปล) ๓๓/๒๘๙๓๘๓/๔๒๖๔๓๘)
๔ อุบลวรรณาภิกษุณี เป็นชาวเมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศ (เอตทัคคะ)
กว่าภิกษุณีทั้งหลายทางด้านเป็นผู้มีฤทธิ์มาก (องฺ.เอกก. (แปล) ๒๐/๒๓๗/๓๐, เถรี.อ. ๔๖๕/๒๓๓๒๔๘,
ขุ.อป. (แปล) ๓๓/๓๘๔๔๖๗/๔๓๘๔๔๙)

278
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 279 (เล่ม 16)

๕. สมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยสมณพราหมณ์
[๑๗๔] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งไม่รู้ชัดคุณ โทษ และ
เครื่องสลัดออกจากลาภสักการะและความสรรเสริญตามความเป็นจริง สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่านั้น ไม่จัดว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือไม่จัดว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่
พราหมณ์ ทั้งท่านเหล่านั้นก็ไม่ทำให้แจ้งประโยชน์ของความเป็นสมณะและประโยชน์
ของความเป็นพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ชัดคุณ โทษ และเครื่องสลัดออก
จากลาภสักการะและความสรรเสริญตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น
จัดว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และจัดว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ ทั้งท่านเหล่านั้น
ก็ทำให้แจ้งประโยชน์ของความเป็นสมณะ และประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ด้วย
ปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน”
สมณพราหมณสูตรที่ ๕ จบ
๖. ทุติยสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยสมณพราหมณ์ สูตรที่ ๒
[๑๗๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งไม่รู้ชัดความเกิด ความดับ
คุณ โทษ และเครื่องสลัดออกจากลาภสักการะและความสรรเสริญตามความเป็นจริง
ฯลฯ (ท่านเหล่านั้น) รู้ชัด ฯลฯ
ภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ชัดความเกิด ความดับ
คุณ โทษ และเครื่องสลัดออกจากลาภสักการะและความสรรเสริญตามความเป็นจริง
ฯลฯ เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน”
ทุติยสมณพราหมณสูตรที่ ๖ จบ

279
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ 280 (เล่ม 16)

๗. ตติยสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยสมณพราหมณ์ สูตรที่ ๓
[๑๗๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งไม่รู้ชัดลาภสักการะ
และความสรรเสริญ ความเกิดแห่งลาภสักการะและความสรรเสริญ ความดับแห่ง
ลาภสักการะและความสรรเสริญ และปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งลาภสักการะและ
ความสรรเสริญ ฯลฯ รู้ชัด ฯลฯ ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ใน
ปัจจุบัน”
ตติยสมณพราหมณสูตรที่ ๗ จบ
๘. ฉวิสูตร
ว่าด้วยผิว
[๑๗๗] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี …
“ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ลาภสักการะ
และความสรรเสริญย่อมตัดผิว ครั้นตัดผิวแล้วย่อมตัดหนัง ครั้นตัดหนังแล้วย่อม
ตัดเนื้อ ครั้นตัดเนื้อแล้วย่อมตัดเอ็น ครั้นตัดเอ็นแล้วย่อมตัดกระดูก ครั้นตัดกระดูก
แล้วก็ตั้งจดเยื่อในกระดูกอยู่
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณ ฯลฯ อย่างนี้
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้”
ฉวิสูตรที่ ๘ จบ

280