พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 677 (เล่ม 32)

[๑๗๒] ข้าพเจ้าอธิษฐานสัญญาว่าเป็นแผ่นดินแล้ว
ข้ามทะเลไปก็ได้ กรรมข้าพเจ้าทำไว้ดีแล้ว
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
[๑๗๓] ข้าพเจ้าทำทางในอากาศแล้วเหาะไปในอากาศก็ได้
น่าปลื้มใจจริง กรรมข้าพเจ้าทำไว้ดีแล้ว
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
[๑๗๔] ข้าพเจ้าระลึกชาติก่อนๆ ได้
ทิพยจักษุข้าพเจ้าชำระให้หมดจดแล้ว
อาสวะทั้งหลายของข้าพเจ้าสิ้นแล้ว
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
[๑๗๕] ชาติก่อนข้าพเจ้าละได้แล้ว
ข้าพเจ้าเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า
และเป็นทายาทในพระสัทธรรม
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
[๑๗๖] ข้าพเจ้าให้พระสุคตพระนามว่าโคดมศากยะ
ผู้ประเสริฐ ทรงพอพระทัยแล้ว
เป็นธงชัยแห่งธรรม และเป็นธรรมทายาท
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
[๑๗๗] ข้าพเจ้าได้บำรุงพระสัมพุทธเจ้าผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ
เป็นผู้นำสัตว์โลกแล้ว
ได้ทูลถามถึงทางที่จะไปนิพพาน
[๑๗๘] พระพุทธเจ้าอันข้าพเจ้าทูลแล้ว
ได้ตรัสบอกบทที่ลึกซึ้งละเอียด
ข้าพเจ้าฟังธรรมของพระองค์แล้ว
ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ

677
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 678 (เล่ม 32)

[๑๗๙] น่าปลื้มใจจริง กรรมข้าพเจ้าทำไว้ดีแล้ว
ข้าพเจ้าหลุดพ้นจากชาติแล้ว สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
[๑๘๐] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๑๘๑] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๑๘๒] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระนันทกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
นันทกเถราปทานที่ ๖ จบ
๗. เหมกเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระเหมกเถระ
(พระเหมกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๑๘๓] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นดาบสชื่ออโนมะ
อาศัยยอดเงื้อมเขาสร้างอาศรมไว้อย่างดี
อยู่ในบรรณศาลา
[๑๘๔] การบำเพ็ญตบะของข้าพเจ้านั้นสำเร็จแล้ว
ข้าพเจ้าถึงความสำเร็จในพลังของตน

678
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 679 (เล่ม 32)

กล้าหาญในสามัญคุณของตน มีความเพียร
มีปัญญารักษาตน เป็นมุนี
[๑๘๕] แกล้วกล้าในลัทธิสมัยของตน
ฉลาดในการโต้ตอบ
ไปได้ทั้งบนพื้นดินและในอากาศ
ฉลาดในลางร้ายลางดี
[๑๘๖] ปราศจากความเศร้าโศก ไม่แข่งดี
มีอาหารน้อย(ฉันอาหารน้อย)
ไม่โลภจัด สันโดษตามมีตามได้ (ลาภาลาเภน)
มีปกติเข้าฌาน ยินดีในฌาน เป็นมุนี
[๑๘๗] ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี
ผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณา เป็นมุนี
พระองค์ทรงประสงค์จะช่วยสัตว์ให้ข้ามพ้น(จากวัฏสงสาร)
จึงทรงแผ่พระกรุณาไป
[๑๘๘] พระมหามุนีทรงพระนามว่าปิยทัสสี
ทรงพิจารณาเห็นคนผู้ควรตรัสรู้แล้ว
ก็เสด็จไปประทานโอวาทในที่ ๑,๐๐๐ จักรวาล
[๑๘๙] พระองค์ทรงประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า
จึงเสด็จเข้ามายังอาศรมของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระชินเจ้ามาก่อน
และไม่เคยได้ฟังมาจากใครๆ
[๑๙๐] ลางดีลางร้าย ความฝัน
และลักษณะดีร้าย ข้าพเจ้ารู้ดีแล้ว
ข้าพเจ้าไปได้ทั้งบนพื้นดินและในอากาศ
ฉลาดในบทนักษัตร

679
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 680 (เล่ม 32)

[๑๙๑] ข้าพเจ้านั้นได้ฟังข่าวพระพุทธเจ้าแล้ว
ทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธองค์
จะยืนหรือนั่งอยู่ก็ตาม
ย่อมระลึกถึงตลอดกาลเป็นนิตย์
[๑๙๒] เมื่อข้าพเจ้าระลึกถึงอยู่อย่างนี้
แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงระลึกถึง
เมื่อข้าพเจ้าระลึกถึงพระพุทธเจ้า ปีติก็เกิดขึ้นทันที
[๑๙๓] พระมหามุนีทรงรอเวลาอีกหน่อยแล้ว
จึงเสด็จมาหาข้าพเจ้า
แม้เมื่อพระองค์เสด็จมาถึง
ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักว่าผู้นี้คือพระพุทธมหามุนี
[๑๙๔] พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ผู้อนุเคราะห์
ประกอบด้วยพระกรุณาทรงให้รู้จักพระองค์ว่า
เราเป็นพระพุทธเจ้าในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก
[๑๙๕] ครั้นข้าพเจ้ารู้จักแน่ชัดว่า
พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี
ผู้เป็นมหามุนีแล้ว
จึงทำจิตของตนให้เลื่อมใส ได้กราบทูลคำนี้ว่า
[๑๙๖] นิมนต์ภิกษุทั้งปวงนั่งบนตั่ง
บนบัลลังก์ และบนพนักพิง
ส่วนพระองค์ผู้มีปกติเห็นเหตุทั้งสิ้น
ขอเชิญประทับบนอาสนะที่รุ่งเรือง
[๑๙๗] ในขณะนั้น ข้าพเจ้าเนรมิตตั่งซึ่งสำเร็จด้วยแก้วล้วนๆ แล้ว
ถวายอาสนะที่เนรมิตด้วยฤทธิ์แด่พระมุนีพระนามว่าปิยทัสสี
[๑๙๘] เมื่อพระพุทธเจ้าประทับนั่ง
บนตั่งแก้วที่ข้าพเจ้าเนรมิตด้วยฤทธิ์แล้ว
ข้าพเจ้าได้ถวายผลหว้าโตประมาณเท่าหม้อทันที

680
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 681 (เล่ม 32)

[๑๙๙] พระมหามุนีทรงให้ความร่าเริงเกิดแก่ข้าพเจ้าแล้ว ทรงเสวยแล้ว
ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสแล้ว
ถวายอภิวาทพระศาสดา
[๒๐๐] ส่วนพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปิยทัสสี ผู้เจริญที่สุดในโลก
ทรงองอาจกว่านรชน ประทับนั่งอยู่บนอาสนะแก้ว
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
[๒๐๑] เราจักพยากรณ์ผู้ที่ได้ถวายตั่งแก้วและผลซึ่งเป็นอมตะแก่เรา
ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
[๒๐๒] ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๗๗ กัป
จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ชาติ
[๒๐๓] จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๓๒ ชาติ
จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
[๒๐๔] จักได้บัลลังก์ทองคำ บัลลังก์เงิน บัลลังก์แก้วทับทิม
และบัลลังก์แก้วล้วน จำนวนมาก ที่ทำอย่างสวยงาม
[๒๐๕] บัลลังก์มากมายจักแวดล้อมผู้นี้ซึ่งเกิดเป็นมนุษย์
พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม แม้เดินอยู่ ทุกเมื่อ
[๒๐๖] ปราสาทที่เป็นเรือนยอดและที่นอนอันควรค่ามาก
ดังจะรู้จิตของผู้นี้ บังเกิดขึ้นในขณะนั้นนั่นเอง
[๒๐๗] ช้างพลายชาติมาตังคะ ๖๐,๐๐๐ เชือก
ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง
มีสายประโคนพานหน้าและพานหลังทำด้วยทอง
ประกอบด้วยเครื่องประดับศีรษะและข่ายล้วนเป็นทอง
[๒๐๘] มีควาญช้างผู้ถือหอกซัดและขอขึ้นขี่ประจำ
พลช้างเหล่านั้นจักบำเรอผู้นี้
นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว

681
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 682 (เล่ม 32)

[๒๐๙] ม้าสินธพชาติอาชาไนย ๖๐,๐๐๐ ตัว
เป็นพาหนะวิ่งเร็ว ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง
[๒๑๐] มีทหารม้าถือธนูสวมเกราะหนังขึ้นขี่ประจำ
พลม้าเหล่านั้นจักบำเรอผู้นี้
นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว
[๒๑๑] รถ ๖๐,๐๐๐ คัน ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง
หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง
หุ้มด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง ปักธงหน้ารถ
[๒๑๒] มีนายสารถีถือกริชและธนูขึ้นประจำ
จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์
นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว
[๒๑๓] แม่โคนม ๖๐,๐๐๐ ตัว จักตกลูกโคผู้ตัวประเสริฐ
นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว
[๒๑๔] สตรี ๖๐,๐๐๐ คน ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง
สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี
[๒๑๕] มีตากลมโต มีปกติร่าเริง รูปร่างงาม เอวเล็กเอวบาง
จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์
นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว
[๒๑๖] ในกัปที่ ๑๑๘ (นับจากกัปนี้ไป)
พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้มีพระจักษุ
ทรงกำจัดความมืดมนอนธการ จักอุบัติขึ้นในโลก
[๒๑๗] ผู้นี้อาศัยการได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
จักตัดความกังวลออกบวช
จักให้พระศาสดาทรงพอพระทัยแล้ว ยินดียิ่งอยู่ในศาสนา

682
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 683 (เล่ม 32)

[๒๑๘] ได้ฟังธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว
จักเผากิเลสทั้งหลาย
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงจักเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
[๒๑๙] ข้าพเจ้ามีความเพียรสำหรับนำพาธุระไป
เป็นความเพียรนำมาซึ่งธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ
ข้าพเจ้าปรารถนาประโยชน์สูงสุด อยู่ในศาสนา
[๒๒๐] นี้เป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้า
ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่
อาสวะทั้งปวงของข้าพเจ้าสิ้นไปแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
[๒๒๑] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๒๒๒] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๒๒๓] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระเหมกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
เหมกเถราปทานที่ ๗ จบ
ภาณวารที่ ๑๗ จบ

683
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 684 (เล่ม 32)

๘. โตเทยยเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระโตเทยยเถระ
(พระโตเทยยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๒๒๔] ครั้งนั้น (ข้าพเจ้าเกิดเป็น)พระราชาพระนามว่าวิชิตชัย
ในกรุงเกตุมดี เป็นเมืองชั้นเลิศ เป็นผู้แกล้วกล้า
เต็มเปี่ยมด้วยความกล้าหาญ
ประทับอยู่ท่ามกลางกรุง
[๒๒๕] เมื่อพระราชาพระองค์นั้น ทรงประมาท
ข้าศึกแห่งแว่นแคว้นก็กำเริบขึ้น
ฝ่ายตรงกันข้ามและพวกยุยงก็ทำลายแว่นแคว้น
[๒๒๖] เมื่อปัจจันตชนบท(ชนบทปลายแดน)กำเริบ
พระราชาจึงรับสั่งให้พลรบและทหารสื่อสารมาประชุมกัน
รับสั่งให้ปราบข้าศึก ในครั้งนั้น
[๒๒๗] พลช้าง พลม้า ทหารสวมเกราะกล้าหาญ
ทหารแม่นธนู และพลรถ มาประชุมกันทั้งหมด
[๒๒๘] พวกพ่อครัว พนักงานเครื่องต้น พนักงานสรงสนาน
ช่างทำดอกไม้ เป็นผู้กล้าหาญ
เคยชนะในสงคราม มาประชุมกันทั้งหมด
[๒๒๙] พวกชายฉกรรจ์ถือดาบ ถือธนู สวมเกราะหนัง
เป็นคนแข็งแรง เคยชนะในสงคราม
มาประชุมกันทั้งหมด
[๒๓๐] ช้างมาตังคะตกมัน ๓ แห่ง
เสื่อมกำลังเมื่ออายุ ๖๐ ปี มีสายประโคน๑
เชิงอรรถ :
๑ สายรัดจากใต้สัปคับคือที่นั่งบนหลังช้าง ใช้รัดสัปคับอกช้าง หลังขาหน้าแล้วลอดมาบรรจบกันโยงใต้
ท้องช้างและหน้าขาหลังไปจากสายชนักที่คอช้าง

684
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 685 (เล่ม 32)

พานหน้าพานหลัง และเครื่องประดับทองคำ
มาประชุมกันทั้งหมด
[๒๓๑] นักรบอาชีพ อดทนต่อความหนาวความร้อน
อดทนต่ออุจจาระปัสสาวะ เตรียมการสำเร็จแล้ว
มาประชุมกันทั้งหมด
[๒๓๒] พวกทหารเหล่านั้นร่าเริงด้วยเสียงสังข์ เสียงกลอง
และเสียงแตกตื่นมาประชุมกันทั้งหมด
[๒๓๓] พวกทหารเหล่านั้นตีรันฟันแทงด้วยหลาว หอก
แหลน ธนู และโตมร กลับมาประชุมกันทั้งหมด
[๒๓๔] ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าสวมเกราะแล้ว
สั่งให้จับทหาร ๖๐,๐๐๐ คน พร้อมทั้งพระราชาผู้ชนะ
คนที่ไม่เคยชนะเสียบหลาว(ประจาน)
[๒๓๕] ทหารเหล่านั้นพากันส่งเสียงร้องว่า
โธ่เอ๋ย พระราชาไร้ธรรม เมื่อถูกไฟเผาไหม้อยู่ในนรก
เมื่อไรจักสิ้นสุดกรรม
[๒๓๖] ครั้งนั้น ข้าพเจ้านอนอยู่บนที่นอน เห็นไฟนรก
จึงนอนไม่หลับตลอดทั้งวันทั้งคืน
พวกนายนิรยบาลใช้หลาวขู่ข้าพเจ้า
[๒๓๗] (ข้าพเจ้าคิดว่า) ความมัวเมาราชสมบัติ สัตว์พาหนะ
และพลรบ จะมีประโยชน์อะไร
สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถจะต้านทานเราไว้ได้
มีแต่จะทำให้สะดุ้งอยู่ทุกเมื่อ
[๒๓๘] บุตร ภรรยา และราชสมบัติทั้งหมด
จะมีประโยชน์อะไรสำหรับเรา
ทางที่ดีเราควรออกบวช ชำระทางที่จะดำเนินไปให้หมดจด

685
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 686 (เล่ม 32)

[๒๓๙] ช้างมาตังคะ ๖๐,๐๐๐ เชือก
ตกแต่งด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง
มีสายประโคนพานหน้า พานหลัง
เครื่องประดับศีรษะทองคำ
[๒๔๐] มีนายควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ
ข้าพเจ้าไม่มีความห่วงใยละทิ้งไว้ในสนามรบ
เดือดร้อนเพราะกรรมของตน
จึงออกบวชเป็นบรรพชิต
[๒๔๑] ม้าสินธพชาติอาชาไนย ๖๐,๐๐๐ ตัว
ตกแต่งด้วยเครื่องประดับทุกอย่างเป็นพาหนะวิ่งเร็ว
[๒๔๒] มีทหารม้าถือธนูสวมเกราะขึ้นขี่ประจำ
ข้าพเจ้าทอดทิ้งม้าเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว
ออกบวชเป็นบรรพชิต
[๒๔๓] รถ ๖๐,๐๐๐ คัน ตกแต่งด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
เป็นรถที่หุ้มหนังเสือเหลืองบ้าง
หุ้มหนังเสือโคร่งบ้างบรรทุกอาวุธรบ ปักธงไว้หน้ารถ
ข้าพเจ้าละทิ้งรถนั้นทั้งหมดแล้วออกบวชเป็นบรรพชิต
[๒๔๔] แม่โคนม ๖๐,๐๐๐ ตัว และขันสำริดสำหรับรองน้ำนม
ทั้งหมดข้าพเจ้าละทิ้งแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต
[๒๔๕] สตรี ๖๐,๐๐๐ นาง
ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง
สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี
[๒๔๖] มีตากลมโต มีปกติร่าเริง
รูปร่างงดงาม เอวเล็กเอวบาง
ข้าพเจ้าละสตรีเหล่านั้นผู้พากันคร่ำครวญอยู่แล้ว
ออกบวชเป็นบรรพชิต

686