พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 667 (เล่ม 32)

[๙๕] ช่างน่าปลื้มใจ ข้าพเจ้าได้ทำกรรมไว้ดีแล้ว
ในพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
ข้าพเจ้ากระทำสักการะไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
จึงบรรลุความสิ้นอาสวะ
[๙๖] ข้าพเจ้าเป็นผู้มีจิตเด็ดเดี่ยว เพื่อบำเพ็ญเพียร
เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ
ตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๙๗] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๙๘] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๙๙] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
ได้ทราบว่า ท่านพระโธตกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
โธตกเถราปทานที่ ๔ จบ

667
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 668 (เล่ม 32)

๕. อุปสีวเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระอุปสีวเถระ
(พระอุปสีวเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๑๐๐] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่ออโนมะ
เขาได้สร้างอาศรมและสร้างบรรณศาลาไว้อย่างดีเพื่อข้าพเจ้า
[๑๐๑] ในที่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้านั้น
มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลอยู่
มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ
มีกอปทุมและกออุบลจำนวนมาก
เกิดอยู่ที่ท่าน้ำซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยน้ำ
[๑๐๒] ในแม่น้ำนั้น ฝูงปลาสลาด ฝูงปลากระบอก
ฝูงปลาสวาย ฝูงปลาเค้า ฝูงปลาตะเพียน
แม่น้ำมีปลาและเต่าชุกชุมไหลอยู่เสมอ
[๑๐๓] มีต้นดีหมี ต้นอโศก ต้นเข็ม
ต้นบุนนาค ต้นบุนนาคเขา มีดอกบานสะพรั่ง
ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วอาศรมของข้าพเจ้า
[๑๐๔] มีต้นอัญชันเขียว ต้นมะลิซ้อน
ต้นสาละ ต้นช้างน้าว ต้นจำปา
ขึ้นอยู่เป็นหมู่ๆ มากด้วยกัน มีดอกบานสะพรั่ง
[๑๐๕] ต้นรกฟ้าขาว ต้นลำดวน ต้นกระท้อน
ต้นประดู่ และต้นมะซางหอม
มีดอกบานสะพรั่งมีอยู่ในที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
[๑๐๖] ต้นราชพฤกษ์ ต้นหงอนไก่
ต้นคัดเค้า ต้นประยงค์ ต้นมะกล่ำหลวง
มีอยู่ดาษดื่นโดยรอบตลอดกึ่งโยชน์

668
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 669 (เล่ม 32)

[๑๐๗] ต้นโพธิ์ ต้นชบาซ้อน ต้นแคฝอย ต้นย่านทราย
ต้นปรู ต้นงิ้ว มีดอกบานสะพรั่ง มีอยู่มาก
ใกล้แม่น้ำนั้น ต้นกำยาน มีดอกบานสะพรั่ง
มีอยู่มากใกล้อาศรมของข้าพเจ้า ณ ใกล้ฝั่งแม่น้ำนั้น
[๑๐๘] เมื่อต้นไม้เหล่านี้มีดอก ต้นไม้จำนวนมากก็งาม
อาศรมของข้าพเจ้าโดยรอบ
หอมตลบไปด้วยกลิ่นดอกไม้นั้น
[๑๐๙] มีต้นสมอไทย ต้นมะขามป้อม ต้นมะม่วง
ต้นหว้า ต้นสมอพิเภก ต้นกระเบา ต้นรกฟ้า
ต้นมะตูม และต้นมะปราง มีผลมาก ในที่นั้น
[๑๑๐] ต้นมะพลับ ต้นมะหาด ต้นมะซาง
ต้นหมากเม่า ต้นขนุนสำปะลอ ต้นขนุน
ต้นกล้วย ต้นจันทน์ มีผลมาก ในที่นั้น
[๑๑๑] ต้นมะกอกและต้นเครือเถา มีผลมากในที่นั้น
และเผล็ดผลมีรสหวานทุกฤดูกาล
อยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
[๑๑๒] ถั่วดำ ถั่วเหลือง มีฝักดกมาก
ต้นไทรย้อย และต้นไม้เลียบ
ต้นมะเดื่อ มีผลสุกงอมเต็มต้น
[๑๑๓] ดีปลี พริก ต้นไทร ต้นมะขวิด ต้นมะเดื่อ
มีผลสุกงอมมากเต็มต้นใกล้อาศรมของข้าพเจ้านั้น
[๑๑๔] ต้นไม้เหล่านี้และชนิดอื่นอีกมาก
กำลังมีผลใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
แม้ไม้ดอกก็มีมาก
มีดอกบานสะพรั่งใกล้อาศรมของข้าพเจ้า

669
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 670 (เล่ม 32)

[๑๑๕] มันเทศ มันอ้อน มันมือเสือ
หอม กระเทียม และคนทา
อาลกา ต้นตาล มีอยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
[๑๑๖] ในที่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้า
มีสระใหญ่ธรรมชาติสระหนึ่ง
มีน้ำใส เย็นสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ
[๑๑๗] ในสระนั้น มีบัวหลวง บัวขาบ สะพรั่งด้วยบัวขาว
ดารดาษด้วยบัวเผื่อน
ลมพัดพากลิ่นหอมต่างๆ โชยมา
[๑๑๘] ปทุมบางกอ มีดอกตูม บางกอมีดอกบาน
บางกอมีเกสรร่วงหล่น คงมีแต่ฝักบัวจำนวนมาก
[๑๑๙] น้ำหวานไหลออกจากก้านบัว
นมสดและเนยใสไหลออกจากเหง้าบัว
อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมต่างๆ ด้วยกลิ่นหอมนั้นโดยรอบ
[๑๒๐] ต้นโกมุท ต้นจงกลนี และต้นตาเสือ
ปรากฏมีมากที่ใกล้ขอบสระธรรมชาติ
ต้นการะเกดจำนวนมากก็มีดอกบานสะพรั่ง
[๑๒๑] ต้นชบามีดอกบานสะพรั่ง สาหร่ายมีกลิ่นหอม
จระเข้ ตะโขง นาก เกิดอยู่ในสระนั้น
[๑๒๒] ในสระนั้นมีงูหลาม งูเหลือม ปลาสลาด ปลากระบอก
ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน จำนวนมาก
[๑๒๓] มีปลา เต่า และตะพาบน้ำ นกพิราบ นกเป็ดน้ำ
นกกวัก นกกาน้ำ ชุกชุม
[๑๒๔] นกต้อยตีวิด นกจักรพาก นกช้อนหอย นกโพระดก
กระแต นกเขา เหยี่ยว และนาก มีอยู่มาก

670
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 671 (เล่ม 32)

[๑๒๕] สุนัขจิ้งจอก ลูกนกแขกเต้า ไก่ป่า จามรี มีอยู่มาก
กา เหยี่ยว และเสือดาว ก็อาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต
[๑๒๖] ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาใน เสือดาว
ลิง กินนร ปรากฏอยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
[๑๒๗] ข้าพเจ้าสูดกลิ่นหอมเหล่านั้น บริโภคผลไม้
และดื่มน้ำหอม อยู่ในอาศรมของข้าพเจ้า
[๑๒๘] ฝูงเนื้อทราย ฝูงสุกร ฝูงเนื้อฟาน
นกเขาชวา นกเขาไฟ และนกกะปูด
อยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
[๑๒๙] หงส์ นกกระเรียน นกยูง นกสาลิกา นกดุเหว่า
นกเค้าแมว นกแสก นกหัวขวาน มีอยู่มากในที่นั้น
[๑๓๐] พวกปีศาจทานพ (อสูร) กุมภัณฑ์ ผีเสื้อน้ำ
ครุฑ งูมีมาก อยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
[๑๓๑] ฤๅษีทั้งหลาย มีอานุภาพมาก มีจิตสงบ มีใจมั่นคง
ทั้งหมดล้วนถือคนโทน้ำ นุ่งห่มหนังสัตว์
เพียบพร้อมด้วยชฎาและบริขาร
อยู่ในอาศรมของข้าพเจ้า
[๑๓๒] ฤๅษีเหล่านั้น ทอดตาดูประมาณชั่วแอก
มีปัญญารักษาตน มีความประพฤติสงบ
สันโดษตามมีตามได้ อยู่ในอาศรมของข้าพเจ้า
[๑๓๓] ฤๅษีเหล่านั้น สลัดผ้าคากรอง
เคาะหนังสัตว์อาศัยพลังของตน
เหาะไปได้ในอากาศ ในครั้งนั้น
[๑๓๔] ฤๅษีเหล่านั้นไม่ต้องนำน้ำหรือฟืนสำหรับก่อไฟมา
สิ่งเหล่านั้นสมบูรณ์ขึ้นเอง
นี้เป็นผลแห่งปาฏิหาริย์

671
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 672 (เล่ม 32)

[๑๓๕] ฤๅษีเหล่านั้นนำรางเหล็กมา อยู่ท่ามกลางป่า
เปรียบเหมือนช้างกุญชรมหานาค
(และ) พญาราชสีห์ผู้ไม่ครั่นคร้ามฉะนั้น
[๑๓๖] ฤๅษีเหล่านั้นทราบกำลังของตนแล้ว
พวกหนึ่งไปอปรโคยานทวีป
พวกหนึ่งไปปุพพวิเทหทวีป
พวกหนึ่งไปอุตตรกุรุทวีป
[๑๓๗] ฤๅษีเหล่านั้น ต่างนำอาหาร
จากทวีปนั้นๆ มาบริโภคร่วมกัน
เมื่อฤๅษีเหล่านั้นผู้มีเดชแผ่ไป
ผู้คงที่ ทั้งหมดหลีกไปอยู่
[๑๓๘] เพราะเสียงหนังสัตว์ของพวกฤๅษี
ป่าย่อมมีเสียงดังลั่นในครั้งนั้น
ข้าแต่พระมหาวีระ พวกศิษย์ของข้าพเจ้าเหล่านั้น
มีตบะแก่กล้าเช่นนี้
[๑๓๙] ข้าพเจ้ามีฤๅษีเหล่านั้นแวดล้อม
อยู่ในอาศรมของตน
ฤๅษีเหล่านั้น แม้ถูกแนะนำแล้ว
ก็ยินดีด้วยกรรมของตน มาประชุมพร้อมกันแล้ว
[๑๔๐] ฤๅษีเหล่านั้น เพลิดเพลินในกรรมของตน
เป็นผู้มีศีล มีปัญญารักษาตน
และฉลาดในอัปปมัญญา ให้ข้าพเจ้ายินดี
[๑๔๑] พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก
ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ผู้ทรงเป็นผู้นำโดยวิเศษ
ทรงทราบถึงการประชุมแล้วเสด็จเข้ามาใกล้

672
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 673 (เล่ม 32)

[๑๔๒] ครั้นแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ทรงตรัสรู้เอง ผู้มีความเพียร
มีปัญญารักษาตน เป็นพระมุนี จึงประคองบาตร
แล้วเสด็จเข้ามาเพื่อภิกษา
[๑๔๓] ข้าพเจ้าได้เห็นพระมหาวีรเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จเข้ามา
จึงปูลาดเครื่องลาดหญ้าแล้วโปรยด้วยดอกสาละ
[๑๔๔] ทูลนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว
ทั้งดีใจและสลดใจ ได้รีบขึ้นไปบนภูเขา
แล้วนำกฤษณามา
[๑๔๕] ได้เก็บขนุนที่มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นทิพย์
ผลโตประมาณเท่าหม้อ ยกขึ้นคอแบกมา
เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำโดยวิเศษ
[๑๔๖] ได้ถวายผลขนุนแด่พระพุทธเจ้าแล้ว ใช้กฤษณาไล้ทา
ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี
ได้กราบไหว้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
[๑๔๗] พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก
ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ฤๅษี
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
[๑๔๘] เราจักพยากรณ์ผู้ที่ได้ถวายผลขนุน
กฤษณา และอาสนะแก่เรา
ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
[๑๔๙] ในบ้านก็ตาม ในป่าก็ตาม
ที่เงื้อมเขาก็ตาม ในถ้ำก็ตาม
โภชนาหารดังจะรู้จิตของผู้นี้ จักบังเกิดขึ้น

673
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 674 (เล่ม 32)

[๑๕๐] คนผู้นี้บังเกิดในเทวโลกหรือในมนุษยโลกก็ตาม
จักให้บริษัทอิ่มเอิบด้วยโภชนาหารและผ้า
[๑๕๑] ผู้นี้เกิดในกำเนิดใด
คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม
ในกำเนิดนั้น จักมีโภคะนับไม่ถ้วนเวียนว่ายตายเกิดไป
[๑๕๒] จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป
จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ
[๑๕๓] จักครองเทวสมบัติ ๗๑ ชาติ
จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ นับชาติไม่ถ้วน
[๑๕๔] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)
พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร
ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
[๑๕๕] ผู้นี้จักมีนามว่าอุปสีวะ
เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต
เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
[๑๕๖] การที่ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำ
เป็นลาภที่ข้าพเจ้าได้ดีแล้ว
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๑๕๗] ในบ้านก็ตาม ในป่าก็ตาม
ที่เงื้อมเขาก็ตาม ในถ้ำก็ตาม
โภชนาหารดังจะรู้ความดำริของข้าพเจ้า
ย่อมมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ

674
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 675 (เล่ม 32)

[๑๕๘] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๑๕๙] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๑๖๐] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระอุปสีวเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
อุปสีวเถราปทานที่ ๕ จบ
๖. นันทกเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระนันทกเถระ
(พระนันทกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๑๖๑] เมื่อก่อน ข้าพเจ้าเป็นพรานเนื้อ
อยู่ในป่าดงทึบเที่ยวแสวงหาเนื้อฟานอยู่ ได้พบพระสยัมภู
[๑๖๒] ครั้งนั้น พระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าอนุรุทธะนั้น
ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้ เป็นนักปราชญ์
ทรงประสงค์วิเวกจึงเสด็จเข้าป่า
[๑๖๓] ข้าพเจ้าถือท่อนไม้ ๔ ท่อน มาปักลงเป็น ๔ เส้า
ทำเป็นมณฑปเรียบร้อยแล้ว มุงด้วยดอกปทุม

675
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 676 (เล่ม 32)

[๑๖๔] ครั้นมุงมณฑปแล้ว ได้ถวายอภิวาทพระสยัมภู
ทิ้งธนูไว้ ณ ที่นั้นเอง แล้วบวชเป็นบรรพชิต
[๑๖๕] เมื่อข้าพเจ้าบวชแล้วไม่นาน ก็เกิดเจ็บไข้ขึ้น
ข้าพเจ้าระลึกถึงบุพกรรมแล้ว ก็ได้ตายไปในที่นั้น
[๑๖๖] ข้าพเจ้าประกอบด้วยบุพกรรม
จึงได้ไปเกิดยังสวรรค์ชั้นดุสิต
ในสวรรค์ชั้นดุสิตนั้น
วิมานทองบังเกิดแก่ข้าพเจ้าตามปรารถนา
[๑๖๗] ข้าพเจ้าอธิษฐานยานพาหนะทิพย์เทียมด้วยม้าพันตัว
ขึ้นยานพาหนะนั้นแล้ว ไปได้ตามปรารถนา
[๑๖๘] เมื่อข้าพเจ้าอันบุญกรรมนำ
จากมนุษยโลกนั้นไปเกิดเป็นเทวดา
มณฑปย่อมกางกั้นไว้แก่ข้าพเจ้าตลอด ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ
[๑๖๙] ข้าพเจ้านั้นนอนอยู่บนที่นอนที่ไม่มีเครื่องมุง
ลาดด้วยดอกไม้
ดอกปทุมทั้งหลายย่อมตกลงมา
จากอากาศตลอดกาลเป็นนิตย์
[๑๗๐] เมื่อพยับแดดเต้นไหวอยู่ เมื่อแดดแผดเผาอยู่
แดดย่อมไม่แผดเผาข้าพเจ้า
นี้เป็นผลแห่งการทำมณฑปถวาย
[๑๗๑] ข้าพเจ้าล่วงพ้นทุคติแล้ว
อบายทั้งหลายปิดแล้วสำหรับข้าพเจ้า
(เมื่อข้าพเจ้าอยู่) ที่มณฑปหรือที่โคนต้นไม้
ความร้อนย่อมไม่มีแก่ข้าพเจ้า

676