พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 657 (เล่ม 32)

[๒๐] ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน ซึ่งสมควรแก่ค่ามาก
ดังจะรู้ความดำริของเขา ผู้ประกอบด้วยบุญกรรม
[๒๑] ปัจจัยทั้งหลาย ประกอบด้วยบุญกรรมจักบังเกิดขึ้นทันที
ผู้นี้จักบันเทิง และไม่มีโรคตลอดเวลา
[๒๒] เขาเกิดในกำเนิดใด
คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม
ในกำเนิดนั้น เขาจักได้เป็นมนุษย์ มีสุขในที่ทุกแห่ง
[๒๓] เขาเป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนตร์ จบไตรเพท
เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจักเป็นพระอรหันต์
[๒๔] ตั้งแต่ข้าพเจ้าจำความได้ รู้เดียงสา
ความพร่องในโภคสมบัติไม่มีแก่ข้าพเจ้าเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
[๒๕] ข้าพเจ้าบรรลุถึงธรรมอย่างประเสริฐแล้ว
ถอนราคะและโทสะขึ้นได้แล้ว
สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
[๒๖] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๒๗] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

657
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 658 (เล่ม 32)

[๒๘] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระติสสเมตเตยยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
ติสสเมตเตยยเถราปทานที่ ๑ จบ
๒. ปุณณกเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระปุณณกเถระ
(พระปุณณกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๒๙] พระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้
ทรงพระประชวร
ทรงอาศัยยอดเงื้อมประทับอยู่ระหว่างภูเขา
[๓๐] ขณะนั้น ได้มีเสียงบันลือลั่นรอบๆ อาศรมของข้าพเจ้า
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ได้มีแสงสว่างในขณะนั้น
[๓๑] หมี หมาใน เสือดาว เนื้อร้าย และพญาราชสีห์
เท่าที่มีอยู่ในไพรสณฑ์
ทั้งหมดได้พากันส่งเสียงร้องขึ้นในขณะนั้น
[๓๒] ข้าพเจ้าเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว ได้ไปยังเงื้อม
ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้ เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว
[๓๓] เหมือนต้นพญาไม้สาละมีดอกบานสะพรั่ง
เหมือนดวงอาทิตย์อุทัย

658
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 659 (เล่ม 32)

เหมือนถ่านเพลิงปราศจากเปลวไฟ
พระองค์ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว
[๓๔] ข้าพเจ้านำหญ้าและไม้มารวมกันแล้ว
ก่อเป็นเชิงตะกอนขึ้นในที่นั้น
ครั้นทำเชิงตะกอนดีแล้ว
ได้ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ
[๓๕] ครั้นถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้วได้ใช้น้ำหอมประพรม
ในขณะนั้น เทวดายืนอยู่ในอากาศได้ระบุชื่อว่า
[๓๖] ดูกรท่านผู้เป็นมุนี ในครั้งที่ท่านมีนามว่าปุณณกะ
ท่านก็ได้บำเพ็ญกิจนั้นแก่พระสยัมภูพุทธเจ้า
ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว
[๓๗] ข้าพเจ้าเคลื่อนจากกายนั้นแล้ว ได้ไปเกิดยังเทวโลก
ในเทวโลกนั้น กลิ่นทิพย์ย่อมตกลงจากอากาศ
[๓๘] แม้ในภพไหนๆ ข้าพเจ้าก็มีชื่อว่าปุณณกะ
ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม
ก็ให้ความดำริบริบูรณ์ได้
[๓๙] นี้เป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้า
ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่
แม้ในภพนี้ชื่อของข้าพเจ้าก็ยังปรากฏว่าปุณณกะเหมือนกัน
[๔๐] ข้าพเจ้าให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยะ
ผู้ประเสริฐ ทรงพอพระทัยแล้ว
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วจึงอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
[๔๑] ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป
ข้าพเจ้าได้ทำกรรมไว้ในครั้งนั้น
จึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

659
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 660 (เล่ม 32)

[๔๒] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๔๓] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๔๔] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระปุณณกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
ปุณณกเถราปทานที่ ๒ จบ
๓. เมตตคูเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระเมตตคูเถระ
(พระเมตตคูเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๔๕] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์มีภูเขาลูกหนึ่งชื่ออโศก
วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตอาศรม
ให้แก่ข้าพเจ้าที่ภูเขาอโศกนั้น
[๔๖] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้เลิศ
ทรงประกอบด้วยพระกรุณา เป็นพระมุนี
เวลาเช้าทรงครองผ้าแล้ว
เสด็จเข้ามาบิณฑบาตในสำนักข้าพเจ้า

660
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 661 (เล่ม 32)

[๔๗] ข้าพเจ้าได้เห็นพระมหาวีรเจ้าพระนามว่าสุเมธะ
ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกเสด็จเข้ามา
จึงรับบาตรของพระสุคตแล้ว
บรรจุเนยใสและน้ำมันจนเต็ม
[๔๘] ถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดพระนามว่าสุเมธะ
ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ประคองอัญชลี
เกิดความร่าเริงอย่างยิ่ง
[๔๙] ด้วยผลแห่งการถวายเนยใส(และน้ำมัน)นี้
และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น
ข้าพเจ้าจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม
ย่อมได้สุขอย่างเหลือล้น
[๕๐] ข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่
ในภพน้อยภพใหญ่ เว้นวินิบาตนรก
ตั้งจิตมั่นไว้ในพระพุทธเจ้านั้น
ย่อมได้บทที่ไม่หวั่นไหว
[๕๑] (พระพุทธเจ้าตรัสว่า)
พราหมณ์ การที่ท่านได้เห็นเรานั้น
เป็นลาภที่ท่านได้ดีแล้ว
ด้วยว่า บุคคลอาศัยการเห็นเราแล้วจักได้บรรลุอรหัต
[๕๒] ท่านบรรลุยศใหญ่แล้วเป็นผู้เบาใจ ไม่ต้องกลัว
ถวายเนยใสแก่เราแล้วจักพ้นจากชาติทุกข์ได้
[๕๓] ด้วยการถวายเนยใสนี้และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น
ข้าพเจ้าจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม
ย่อมได้สุขอย่างเหลือล้น
[๕๔] ด้วยอธิการนี้และด้วยความเป็นผู้มีจิตเมตตา
ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑๑๘ กัป

661
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 662 (เล่ม 32)

[๕๕] จักได้เป็นท้าวเทวราช ๓ ชาติ ตลอด ๑๘ กัป
จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
[๕๖] จักเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ชาติ
ทรงเป็นใหญ่ มีชัยชนะ มีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต
เป็นใหญ่ในชมพูทวีป
[๕๗] มหาสมุทรใครๆ ให้กระเพื่อมไม่ได้
และแผ่นดินใครๆ ยกขึ้นได้ยากฉันใด
โภคสมบัติของข้าพเจ้าก็นับประมาณมิได้ฉันนั้น
[๕๘] ข้าพเจ้าบริจาคเงิน ๖๐ โกฏิแล้วออกบวช
แสวงหากุศลบางอย่างอยู่ จึงเข้าไปหาพราหมณ์พาวรี
[๕๙] ข้าพเจ้าเล่าเรียนลักษณะมีองค์ ๖ ในมนตร์นั้นอยู่
ข้าแต่พระมหามุนี
พระองค์เสด็จอุบัติขึ้นกำจัดความมืดนั้นแล้ว
[๖๐] ข้าแต่พระมหามุนี
ข้าพระองค์ประสงค์จะเข้าเฝ้าพระองค์จึงมา
ได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว
ได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว
[๖๑] ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)
ข้าพเจ้าได้ถวายเนยใสแด่พระพุทธเจ้า
ในระหว่างนี้ จึงไม่รู้จักว่า
ข้าพเจ้าจะต้องขอเนยใสเลย
[๖๒] เนยใสดังจะรู้ความดำริของข้าพเจ้า
จึงเกิดขึ้นตามความปรารถนา
รู้ความดำริแล้วจึงบังเกิด
ข้าพเจ้าเลี้ยงดูภิกษุทั้งปวงให้อิ่มหนำ

662
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 663 (เล่ม 32)

[๖๓] ช่างน่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้า
ช่างน่าอัศจรรย์ พระธรรม
ช่างน่าอัศจรรย์ การที่ข้าพเจ้าได้มาประจวบกับพระศาสดา
ข้าพเจ้าถวายเนยใสหน่อยเดียวแต่ได้เนยใสประมาณมิได้
[๖๔] น้ำในมหาสมุทรมีประมาณตั้งแต่เชิงเขาสิเนรุ
เมื่อเทียบกับเนยใสของข้าพเจ้าจักไม่เท่าส่วนเสี้ยวเลย
[๖๕] โอกาสแห่งจักรวาลที่เขาทำให้เป็นกองประมาณเท่าใด
โอกาสประมาณนั้นไม่สมกับกองผ้าที่บังเกิดแก่ข้าพเจ้า
[๖๖] ภูเขาหิมพานต์มีหินล้วนแม้จะสูงสุด
ก็ยังไม่เท่าของหอมที่ข้าพเจ้าลูบไล้
[๖๗] ผ้า ของหอม เนยใส และสิ่งอื่น ที่เกิดในปัจจุบัน
และนิพพานที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง
นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใส
[๖๘] ข้าพเจ้ามีสติปัฏฐานเป็นที่นอน
มีสมาธิและฌานเป็นอารมณ์
วันนี้ ข้าพเจ้าเป็นผู้ให้โพชฌงค์เกิด
นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใส
[๖๙] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๗๐] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

663
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 664 (เล่ม 32)

[๗๑] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระเมตตคูเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
เมตตคูเถราปทานที่ ๓ จบ
๔. โธตกเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระโธตกเถระ
(พระโธตกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๗๒] ครั้งนั้น แม่น้ำภาคีรถี เกิดจากภูเขาหิมพานต์
ไหลผ่านไปทางประตูกรุงหงสวดี
[๗๓] อารามชื่อโสภิตะ มหาชนสร้างไว้อย่างสวยงามใกล้ฝั่งแม่น้ำ
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ประทับอยู่ในอารามนั้น
[๗๔] พระผู้มีพระภาคมีหมู่มนุษย์ห้อมล้อม
ดังพระอินทร์จากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ประทับนั่งในอารามนั้น ไม่ครั่นคร้ามดุจราชสีห์
[๗๕] ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์มีนามว่าฉฬังคะ
อยู่ในกรุงหงสวดี พระมหามุนีก็มีนามอย่างนั้น
[๗๖] ครั้งนั้น ศิษย์ ๑๑๘ คน แวดล้อมข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าพร้อมด้วยศิษย์เหล่านั้นไปยังฝั่งแม่น้ำ
[๗๗] ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าได้เห็นสมณะหลายรูป
ผู้ไม่คดโกง ผู้ชำระบาปแล้ว
ในครั้งนั้น ข้าพเจ้ากำลังข้ามแม่น้ำภาคีรถีคิดอย่างนี้ว่า

664
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 665 (เล่ม 32)

[๗๘] บุตรของพระพุทธเจ้าผู้มียศมากเหล่านี้
ข้ามแม่น้ำทั้งในเวลาเย็นและในเวลาเช้า
ย่อมทำตนให้ลำบาก ทำตนให้เดือดร้อน
[๗๙] บัณฑิตย่อมกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า
เป็นผู้เลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
เครื่องสักการะสำหรับชำระทางคือคติในทักษิณาของเราก็ไม่มี
[๘๐] ทางที่ดี เราพึงให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำ
ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดเถิด
ครั้นให้สร้างสะพานนี้แล้ว จะข้ามภพนี้ไปได้
[๘๑] ข้าพเจ้าเชื่อว่ากุศลที่ข้าพเจ้าทำแล้วนี้ จักไพบูลย์
จึงได้ให้ทรัพย์ ๑๐๐ (บ้าง) ๑,๐๐๐ (บ้าง)
แล้วให้สร้างสะพาน
[๘๒] ข้าพเจ้าให้สร้างสะพานนั้นเสร็จแล้ว
ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
ประนมมือเหนือศีรษะแล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า
[๘๓] ข้าพเจ้าได้จ่ายทรัพย์ ๑๐๐ (บ้าง) ๑,๐๐๐ (บ้าง)
แล้วให้สร้างสะพานใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนี ขอได้โปรดทรงรับเถิด
[๘๔] พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา
ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
[๘๕] เราจักพยากรณ์ผู้ที่เลื่อมใส ซึ่งได้ให้สร้างสะพาน
ถวายเราด้วยมือของตน
ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

665
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 666 (เล่ม 32)

[๘๖] ผู้นี้แม้ตกจากซอกเขาก็ดี จากภูเขาก็ดี จากต้นไม้ก็ดี
แม้จุติแล้วก็จักได้ที่ตั้งมั่น (คือที่พึ่ง)
นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน
[๘๗] ศัตรูทั้งหลายข่มไม่ได้ เปรียบเหมือนลมข่มต้นไทร
ที่มีรากและย่านงอกงามไม่ได้ฉะนั้น
นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน
[๘๘] พวกโจรข่มเหงไม่ได้ กษัตริย์ทั้งหลายไม่ดูหมิ่น
ผู้นี้จักผ่านศัตรูทั้งปวงไปได้
นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน
[๘๙] ผู้นี้ประกอบด้วยบุญกรรม
ถึงจะอยู่ในโอกาสกลางแจ้งถูกแดดกล้าจัดแผดเผา
ก็จักไม่มีเวทนา
[๙๐] ในเทวโลกก็ดี ในมนุษยโลกก็ดี ยานพาหนะคือช้าง
ที่บุญกรรมเนรมิตดีแล้ว
ดังจะรู้ความดำริของผู้นั้น จักบังเกิดในทันที
[๙๑] ม้าสินธพ ๑,๐๐๐ ตัวซึ่งเป็นพาหนะวิ่งเร็วปานกำลังลม
จักคอยรับใช้ทั้งเวลาเช้าและเวลาเย็น
นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน
[๙๒] ผู้นี้มาเกิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้มีความสุข
แม้ในการเกิดเป็นมนุษย์นี้ ก็จักมียานพาหนะคือช้าง
[๙๓] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)
พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร
ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
[๙๔] ผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน

666