พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 647 (เล่ม 32)

[๔๗๓] เราจักพยากรณ์ผู้ที่ถวายข้าวน้ำ
ให้ภิกษุทั้งหมดนี้ฉันจนอิ่มหนำ
ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
[๔๗๔] ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๑๑๘ กัป
จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ
[๔๗๕] เขาเกิดในกำเนิดใด
คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม
ในกำเนิดนั้นๆ หลังคาทองคำล้วนจักกางกั้นให้ตลอดเวลา
[๔๗๖] ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)
พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร
ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
[๔๗๗] ผู้นั้นจักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
[๔๗๘] ผู้นั้นจักนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้วบันลือสีหนาท
เขาสิ้นชีวิตแล้วถูกเผาภายใต้ฉัตร
ที่ชนทั้งหลายกั้นไว้ที่เชิงตะกอน
[๔๗๙] สามัญผลข้าพเจ้าบรรลุแล้วตามลำดับ
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ที่มณฑปหรือที่โคนต้นไม้
ความเร่าร้อนไม่มีแก่ข้าพเจ้า
[๔๘๐] ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)
ข้าพเจ้าได้ถวายทานไว้ในครั้งนั้น
จึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการให้ทุกสิ่ง

647
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 648 (เล่ม 32)

[๔๘๑] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๔๘๒] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๔๘๓] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระสัพพทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
สัพพทายกเถราปทานที่ ๙ จบ
๑๐. อชิตเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระอชิตเถระ
(พระอชิตเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๔๘๔] พระผู้มีพระภาคชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
ทรงถึงความสำเร็จแห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
เสด็จมายังภูเขาหิมพานต์ แล้วประทับนั่งอยู่
[๔๘๕] ข้าพเจ้าไม่เคยได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แม้พระสุรเสียงข้าพเจ้าก็ไม่เคยได้ฟัง
ข้าพเจ้าเที่ยวไปในป่าแสวงหาอาหารเพื่อตนเอง
[๔๘๖] ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
ในป่านั้น ครั้นเห็นแล้วจึงปลื้มใจด้วยคิดว่า นี้เป็นใครกัน

648
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 649 (เล่ม 32)

[๔๘๗] ข้าพเจ้าพิจารณาดูลักษณะแล้ว
ระลึกถึงความรู้ของตนเองได้
ข้าพเจ้าฟังคำสุภาษิตของบัณฑิตผู้เจริญ
[๔๘๘] ตามคำของบัณฑิตเหล่านั้น
ท่านผู้นี้คงเป็นพระพุทธเจ้า
ทางที่ดีเราควรสักการะพระองค์
พระองค์จะช่วยชำระคติของเราได้
[๔๘๙] ข้าพเจ้าจึงรีบกลับไปยังอาศรม
หยิบเอาน้ำผึ้งและน้ำมัน
ถือหม้อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำโดยวิเศษ
[๔๙๐] ได้นำไม้ ๓ ท่อนไปวางไว้ในที่กลางแจ้ง
แล้วตามประทีปให้ลุกโพลงเสร็จแล้วกราบ ๘ ครั้ง
[๔๙๑] พระพุทธเจ้าผู้เป็นบุรุษผู้สูงสุด
ประทับนั่งอยู่ตลอด ๗ วัน ๗ คืน
พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกได้เสด็จลุกขึ้นในเวลารุ่งสาง
[๔๙๒] ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี
ได้ตามประทีปถวายพระพุทธเจ้า
ด้วยมือของตน ตลอด ๗ วัน ๗ คืน
[๔๙๓] กลิ่นหอมทุกอย่างที่เกิดในป่า ณ ภูเขาคันธมาทน์
โชยมาในสำนักของพระพุทธเจ้า ด้วยพุทธานุภาพ
[๔๙๔] เวลานั้น ต้นไม้ที่มีดอกมีกลิ่นหอมทุกชนิด บานสะพรั่ง
ร่วงหล่นมารวมกันในกาลนั้นด้วยพุทธานุภาพ
[๔๙๕] นาคและครุฑทั้ง ๒ พวกเท่าที่มีอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์
ต้องการจะฟังธรรมจึงพากันมายังสำนักของพระพุทธเจ้า

649
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 650 (เล่ม 32)

[๔๙๖] พระสมณะนามว่าเทวละ เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า
พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๒๐๐,๐๐๐ รูป
เข้ามายังสำนักของพระพุทธเจ้า
[๔๙๗] พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก
ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
[๔๙๘] เราจักพยากรณ์ผู้ที่มีความเลื่อมใส
ได้ตามประทีปถวายเราด้วยมือของตน
ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
[๔๙๙] เขาจักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๖๐,๐๐๐ กัป
และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ
ภาณวารที่ ๑๖ จบ
[๕๐๐] เขาจักได้เป็นจอมเทพครองเทวสมบัติตลอด ๓๖ ชาติ
จักได้ครองรัชสมบัติอันไพบูลย์ในแผ่นดิน ๗๐๐ ชาติ
[๕๐๑] จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
ด้วยผลแห่งการตามประทีปถวายนี้ จักเป็นผู้มีทิพยจักษุ
[๕๐๒] ผู้นี้จักมองเห็นได้ไกล ๒๕๐ ชั่วธนู โดยรอบทุกเมื่อ
เมื่อเขาจุติจากเทวโลกมาบังเกิดเป็นมนุษย์
[๕๐๓] ประทีปจักทรงอยู่ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อผู้นี้
ซึ่งเกิดมาพรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม
[๕๐๔] เขาเกิดในกำเนิดใด
คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม
ในกำเนิดนั้นจักโชติช่วงตลอดทั่วนคร
[๕๐๕] เพราะผลแห่งการตามประทีปถวาย ๘ ดวงนั้น
ชนทั้งหลายจักบำรุงผู้นี้
นี้เป็นผลแห่งการตามประทีปถวาย

650
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 651 (เล่ม 32)

[๕๐๖] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)
พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร
ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
[๕๐๗] ผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
[๕๐๘] ข้าพเจ้าให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยะ
ผู้ประเสริฐทรงพอพระทัยแล้ว
จักมีนามว่าอชิตะ เป็นสาวกของพระศาสดา
[๕๐๙] ข้าพเจ้ารื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๖๐,๐๐๐ กัป
แม้ในเทวโลกนั้น ประทีบ ๑๐๐ ดวง
ก็ส่องสว่างเพื่อข้าพเจ้าตลอดกาลเป็นนิตย์
[๕๑๐] รัศมีของข้าพเจ้าพวยพุ่ง (โพลง)
ไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ข้าพเจ้าระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดแล้ว
จึงเกิดความร่าเริงอย่างยิ่ง
[๕๑๑] ข้าพเจ้าจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว
ลงมาปฏิสนธิในครรภ์มารดา
เมื่อข้าพเจ้าเกิดก็ได้มีแสงสว่างเจิดจ้า
[๕๑๒] ข้าพเจ้าออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตแล้ว
ได้เข้าไปหาพราหมณ์พาวรี ยอมตนเข้าเป็นศิษย์
[๕๑๓] เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์
ได้ทราบข่าวพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
ข้าพเจ้าแสวงหาประโยชน์อย่างสูงสุด
จึงเข้าเฝ้าพระองค์ผู้เป็นผู้นำโดยวิเศษ

651
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 652 (เล่ม 32)

[๕๑๔] พระพุทธเจ้าผู้ฝึกพระองค์แล้ว ทรงฝึกผู้อื่นด้วย
ทรงข้ามโอฆกิเลสได้แล้ว ไม่มีอุปธิ
ตรัสบอกนิพพานเป็นเหตุพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
[๕๑๕] การมาของข้าพเจ้านั้นให้สำเร็จประโยชน์
ข้าพเจ้าให้พระมหามุนีทรงพอพระทัย
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๕๑๖] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป
ข้าพเจ้าได้ถวายประทีปไว้ในครั้งนั้น
จึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป
[๕๑๗] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๕๑๘] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๕๑๙] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระอชิตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
อชิตเถราปทานที่ ๑๐ จบ
ปิลินทวัจฉวรรคที่ ๔๐ จบบริบูรณ์

652
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 653 (เล่ม 32)

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ๒. เสลเถราปทาน
๓. สัพพกิตติกเถราปทาน ๔. มธุทายกเถราปทาน
๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน ๖. พักกุลเถราปทาน
๗. คิริมานันทเถราปทาน ๘. สลฬมัณฑปิยเถราปทาน
๙. สัพพทายกเถราปทาน ๑๐. อชิตเถราปทาน
ท่านนับคาถาได้ ๕๒๐ คาถา
และรวมวรรคได้ ๑๐ วรรค คือ
๑. ปทุมเกสริยวรรค ๒. อารักขทายกวรรค
๓. อุมาปุปผิยวรรค ๔. คันโธทกวรรค
๕. เอกปทุมวรรค ๖. สัททสัญญิกวรรค
๗. มันทารวปุปผิยวรรค ๘. โพธิวันทนวรรค
๙. อัมพฏผลวรรค ๑๐. ปิลินทวัจฉวรรค
และท่านคำนวณคาถาได้ ๑,๑๗๔ คาถา
หมวด ๑๐ แห่งวรรคมีปทุมเกสริยวรรคเป็นต้น จบ
๑๐๐ เรื่อง หมวดที่ ๔ จบบริบูรณ์

653
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 654 (เล่ม 32)

๔๑. เมตเตยยวรรค
หมวดว่าด้วยพระเมตเตยยะเป็นต้น
๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระติสสเมตเตยยเถระ
(พระติสสเมตเตยยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๑] (ข้าพเจ้าเป็น)ดาบสชื่อโสภิตะ
บริโภคแต่ผลไม้ที่หล่นเอง
อาศัยยอดเงื้อมอยู่ในระหว่างภูเขา
[๒] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าแสวงหาประโยชน์อย่างสูงสุด
เพื่อเกิดในพรหมโลก
จึงนำฟืนสำหรับก่อไฟมาสุมไฟให้ลุกโพลง
[๓] พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา
พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า
จึงเสด็จมาในสำนักของข้าพเจ้า
[๔] ตรัสถามว่า ทำอะไรอยู่หรือ ท่านผู้มีบุญมาก
ขอท่านจงให้ฟืนสำหรับก่อไฟแก่เราบ้าง
เราจะบำเรอไฟ
เพราะการบำเรอไฟนั้น
ความบริสุทธิ์จักมีแก่เรา
[๕] ข้าพเจ้าทูลว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นมนุษย์
ท่านเป็นผู้เจริญดี ท่านเข้าใจเทวดาดี
เชิญท่านบำเรอไฟ
เชิญท่านนำฟืนสำหรับก่อไฟไปเถิด

654
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 655 (เล่ม 32)

[๖] ลำดับนั้น พระชินเจ้าทรงถือฟืนจากที่นั้นไปก่อไฟ
แต่ไม่ทำฟืนให้ไหม้ในกองไฟนั้น
เพราะพระองค์ผู้แสวงหาคุณ
อันยิ่งใหญ่ทรงทำปาฏิหาริย์
[๗] พระชินเจ้าตรัสว่า ไฟของท่านไม่ลุกโพลง
เครื่องบูชาของท่านไม่มีการบำเรอ
ไฟของท่านไร้ประโยชน์
เชิญท่านบำเรอไฟของเราบ้างซิ
[๘] ข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก
ไฟของท่านเป็นเช่นไร
ขอจงบอกไฟของท่าน
เมื่อบอกแก่ข้าพเจ้าแล้ว
เราทั้ง ๒ จะบูชา(ร่วมกัน)
[๙] พระชินเจ้าตรัสว่า การบูชาของเรามีไว้
(เพื่อประโยชน์) ๓ ประการนี้
คือเพื่อดับธรรมที่เป็นเหตุ ๑ เพื่อเผากิเลส ๑
เพื่อละความริษยาและความตระหนี่ ๑
[๑๐] ข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก
ผู้นิรทุกข์ พระองค์เป็นคนเช่นไร มีตระกูลอย่างไร
ข้าพเจ้าชอบใจอาจาระและข้อปฏิบัติของพระองค์นัก
[๑๑] พระชินเจ้าตรัสตอบว่า
เราเกิดในตระกูลกษัตริย์
ถึงความสำเร็จแห่งอภิญญา
สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

655
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 656 (เล่ม 32)

[๑๒] ข้าพเจ้าทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ส่องแสงสว่าง
ทรงบรรเทาความมืด
ถ้าพระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
ข้าพระองค์จักขอนอบน้อมพระองค์
พระองค์เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์
[๑๓] ข้าพเจ้าจึงปูหนังสัตว์ถวายให้เป็นที่ประทับนั่ง
พระสัพพัญญูประทับนั่งบนหนังสัตว์นั้น
ข้าพเจ้าอุปัฏฐากพระองค์
[๑๔] พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนหนังสัตว์ที่ข้าพเจ้าปูถวายนั้น
ข้าพเจ้านิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้ไปยังภูเขา
[๑๕] เก็บผลมะพลับใส่หาบจนเต็ม
นำผลมาคลุกเคล้าด้วยน้ำผึ้งแล้ว
ได้ถวายแด่พระพุทธเจ้า
[๑๖] เมื่อข้าพเจ้ามองดูอยู่ พระชินเจ้าทรงเสวยในขณะนั้น
ข้าพเจ้ามองดูพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
ทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์
[๑๗] พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา
ประทับนั่งอยู่ในอาศรมของข้าพเจ้า
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
[๑๘] เราจักพยากรณ์ผู้ที่เลื่อมใสได้ถวายผลไม้
ให้เราฉันจนอิ่มหนำ ด้วยมือของตน
ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
[๑๙] ผู้นั้นจักครองเทวสมบัติ ๒๕ ชาติ
และจักเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ

656