พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 637 (เล่ม 32)

[๔๐๒] อันกุศลมูลตักเตือนมา(เกิด)ยังมนุษยโลกแล้ว
จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ
[๔๐๓] ในกัปที่ ๕๕ (นับจากกัปนี้ไป)
จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าอโนมิ
ทรงมีชัยชนะมีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต
เป็นใหญ่ในชมพูทวีป
[๔๐๔] จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลานุภาพมาก
ลือกระฉ่อนไปจนถึงภพดาวดึงส์ ครองความเป็นใหญ่
[๔๐๕] เขา(เกิด)เป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม
จักเป็นผู้มีอาพาธน้อย จักเว้นความเร่าร้อนแล้ว
ผ่านพ้นความเจ็บไข้ได้ในโลก
[๔๐๖] ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป
พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร
ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
[๔๐๗] เขาจักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
[๔๐๘] เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ข้ามพ้นกระแสตัณหาได้
จักมีนามว่าพักกุละเป็นสาวกของพระศาสดา
[๔๐๙] พระโคดมศากยะผู้ประเสริฐ
ทรงทราบความนี้ทั้งหมดแล้ว
ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ
จักทรงตั้งเขาไว้ในเอตทัคคะ

637
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 638 (เล่ม 32)

[๔๑๐] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี
ผู้เป็นพระสยัมภู ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
ทรงตรวจดูอาศรมของข้าพเจ้าว่าเป็นที่วิเวก
จึงเสด็จเข้าไป
[๔๑๑] ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใส ให้พระมหาวีรเจ้า
ผู้สัพพัญญูทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
เสด็จมาถึง อิ่มเอิบด้วยโอสถทุกอย่างด้วยมือของตน
[๔๑๒] ข้าพเจ้านั้นได้ทำกรรมไว้ดีแล้ว
เพราะความถึงพร้อมด้วยพืชในเขตที่ดี
ข้าพเจ้าจึงไม่อาจจะให้กรรม
ที่ข้าพเจ้าทำแล้วสิ้นไปได้เลยในกาลนั้น
[๔๑๓] การที่ข้าพเจ้าได้เห็นพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงเป็นผู้นำนั้น
เป็นลาภที่ข้าพเจ้าได้ดีแล้ว
ด้วยกรรมที่เหลืออยู่นั้น
ข้าพเจ้าจึงได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว
[๔๑๔] พระโคดมศากยะผู้ประเสริฐทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว
ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว
ทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
[๔๑๕] ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป
ข้าพเจ้าได้ทำกรรมไว้ในครั้งนั้น
จึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายยา
[๔๑๖] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้ามีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

638
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 639 (เล่ม 32)

[๔๑๗] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๔๑๘] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระพักกุลเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
พักกุลเถราปทานที่ ๖ จบ
๗. คิริมานันทเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระคิริมานันทเถระ
(พระคิริมานันทเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๔๑๙] ภริยาของข้าพเจ้าถึงแก่กรรมแล้ว
บุตรของข้าพเจ้าก็ตกไปอยู่ป่าช้าแล้ว(ตาย)
บิดามารดาและพี่ชายของข้าพเจ้าก็ถูกเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน
[๔๒๐] เพราะความเศร้าโศกนั้น
ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้รุ่มร้อน ผอมเหลือง
จิตของข้าพเจ้าฟุ้งซ่าน
คับแค้นใจด้วยความเศร้าโศกนั้น
[๔๒๑] ข้าพเจ้ามากไปด้วยลูกศรคือความเศร้าโศกจึงเข้าไปยังชายป่า
บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง อาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้
[๔๒๒] พระชินสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้กระทำที่สุดทุกข์
พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า
จึงเสด็จมาใกล้ข้าพเจ้า

639
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 640 (เล่ม 32)

[๔๒๓] ข้าพเจ้าได้ยินเสียงพระบาทของพระพุทธเจ้า
พระนามว่าสุเมธะ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
จึงแหงน(หน้า)มองดูพระมหามุนี
[๔๒๔] พระมหาวีรเจ้าเสด็จเข้ามา ปีติเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า
ในครั้งนั้นข้าพเจ้าได้มีใจเบิกบาน
เพราะเห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
[๔๒๕] ข้าพเจ้าจึงได้สติ แล้วได้ถวายใบไม้กำมือหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ
ประทับนั่งบนใบไม้นั้น ด้วยความอนุเคราะห์
[๔๒๖] พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ
ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ครั้นประทับนั่งบนใบไม้นั้นแล้ว
ทรงแสดงธรรมเครื่องบรรเทาลูกศร
คือความเศร้าโศกแก่ข้าพเจ้าว่า
[๔๒๗] ชนเหล่านั้น ไม่มีใครเชิญก็พากันมาจากปรโลกนั้นเอง
ไม่มีใครอนุญาตก็พากันไปจากมนุษยโลกนี้แล้ว
เขาก็พากันไปตามที่เขาจะไป
จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของพวกเขานั้น
[๔๒๘] เมื่อฝนตกลงมาคนเดินทางที่มีสิ่งของ
ก็หลบฝนจนกว่าฝนจะหาย
[๔๒๙] เมื่อฝนหายแล้ว พวกเขาก็ไปตามปรารถนาฉันใด
มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น
จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของเขานั้น
[๔๓๐] แขกผู้จรมาผู้ทำเจ้าของบ้านให้หวั่นไหวสั่นสะท้านฉันใด
มารดาและบิดาของท่านก็ฉันนั้น
จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของเขานั้น

640
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 641 (เล่ม 32)

[๔๓๑] งูลอกคราบเก่าไปฉันใด
มารดาและบิดาของท่านก็ฉันนั้น
ย่อมละกายของตนในโลกนี้ไป
[๔๓๒] ข้าพเจ้าได้ทราบพระพุทธดำรัสแล้ว
จึงละลูกศรคือความเศร้าโศกได้
เกิดความปราโมทย์แล้ว ได้กราบไหว้
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด
[๔๓๓] ครั้นแล้ว ใช้ช่อดอกกล้วยไม้ที่มีกลิ่นหอมทิพย์
บูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ
ผู้เป็นพระมหานาค ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
[๔๓๔] ครั้นบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ประนมมือขึ้นเหนือศีรษะระลึกถึงคุณอันเลิศแล้ว
ได้สรรเสริญพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า
[๔๓๕] ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีความเพียรมาก
พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู เป็นผู้นำสัตว์โลก
ทรงข้ามพ้นแล้ว ยังทรงช่วยเหลือสรรพสัตว์ ด้วยพระญาณอีก
[๔๓๖] ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีพระจักษุ
พระองค์ตัดความเคลือบแคลงสงสัยของข้าพระองค์
และให้ข้าพระองค์บรรลุมรรคด้วยพระญาณของพระองค์
[๔๓๗] พระอรหันต์ผู้ถึงความสำเร็จ
ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก
เที่ยวไปในอากาศได้
เป็นนักปราชญ์ แวดล้อมอยู่ในขณะนั้น
[๔๓๘] พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติ และผู้ตั้งอยู่ในผล
เป็นสาวกของพระองค์

641
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 642 (เล่ม 32)

สาวกทั้งหลายของพระองค์ย่อมเบ่งบาน
เหมือนดอกปทุมแย้มบานเมื่อดวงอาทิตย์อุทัย
[๔๓๙] มหาสมุทรประมาณมิได้ ไม่มีอะไรเทียมเท่า
ยากที่จะข้ามได้ ฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ
พระองค์ก็ทรงสมบูรณ์ด้วยพระญาณนับประมาณมิได้ ฉันนั้น
[๔๔๐] ข้าพเจ้าได้คุกเข่าน้อมไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงชนะโลก
ผู้มีพระจักษุ มีพระยศยิ่งใหญ่ทุกทิศแล้วหลีกไป
[๔๔๑] ข้าพเจ้าจุติจากเทวโลกแล้ว
มีสติสัมปชัญญะอยู่เฉพาะหน้า
เร่ร่อนอยู่ในภพน้อยภพใหญ่
ลงมาปฏิสนธิในครรภ์มารดา
[๔๔๒] ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มีความเพียร
มีปัญญารักษาตน
มีปกติเข้าฌาน มีการหลีกเร้นเป็นอารมณ์
[๔๔๓] ตั้งความเพียร ให้พระมหามุนีทรงพอพระทัย
พ้นจากกิเลส ดังดวงจันทร์พ้นแล้วจากกลีบเมฆ อยู่ทุกเมื่อ
[๔๔๔] ข้าพเจ้าเป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปธิ
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
[๔๔๕] ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)
ข้าพเจ้าได้บูชาพระพุทธเจ้าไว้
จึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
[๔๔๖] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

642
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 643 (เล่ม 32)

อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
[๔๔๗] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๔๔๘] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระคิริมานันทเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
คิริมานันทเถราปทานที่ ๗ จบ
๘. สลฬมัณฑปิยเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระสลฬมัณฑปิยเถระ
(พระสลฬมัณฑปิยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๔๔๙] เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ
ทรงอยู่จบพรหมจรรย์ ปรินิพพานแล้ว
ข้าพเจ้าได้เก็บดอกช้างน้าวมาทำเป็นมณฑป
[๔๕๐] ข้าพเจ้าไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้วิมานชั้นสูงสุด
รุ่งเรืองเหนือเทวดาเหล่าอื่น
นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม
[๔๕๑] ข้าพเจ้าเดินและยืนอยู่ในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ตาม
ย่อมมีดอกช้างน้าวกำบังไว้
นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม

643
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 644 (เล่ม 32)

[๔๕๒] ในกัปนี้เอง ข้าพเจ้าได้บูชาพระพุทธเจ้าไว้
จึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
[๔๕๓] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๔๕๔] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๔๕๕] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระสลฬมัณฑปิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
สลฬมัณฑปิยเถราปทานที่ ๘ จบ
๙. สัพพทายกเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระสัพพทายกเถระ
(พระสัพพทายกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๔๕๖] ที่อยู่ของข้าพเจ้าซึ่งบุญกรรมเนรมิตไว้ดีแล้วจดถึงมหาสมุทร
สระโบกขรณีซึ่งบุญกรรมเนรมิตไว้ดีแล้ว
มีนกจักรพากส่งเสียงร้องอยู่

644
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 645 (เล่ม 32)

[๔๕๗] ดารดาษด้วยบัวเผื่อนบัวหลวงและบัวขาบ
ในสระนั้นมีน้ำไหล มีท่าน้ำราบเรียบ เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ
[๔๕๘] มีปลาและเต่าชุกชุม ชุกชุมไปด้วยเนื้อต่างๆ
มีนกยูง นกกระเรียน และนกดุเหว่า เป็นต้น
ส่งเสียงร้องอย่างไพเราะ
[๔๕๙] นกเขา นกเป็ดน้ำ นกจักรพาก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด
นกสาลิกา นกช้อนหอย นกโพระดก
[๔๖๐] หงส์ นกกระเรียน นกแสก นกขมิ้น
ช่างน่าเพลิดเพลินอยู่มาก
สระโบกขรณีสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีทรายแก้วมณีและแก้วมุกดา
[๔๖๑] ต้นไม้ทั้งหลายเป็นสีทองทั้งหมด
มีกลิ่นหอมต่างๆ ฟุ้งขจรไป
ส่องที่อยู่ของข้าพเจ้าให้สว่างไสวตลอดกาลทั้งปวง
ทั้งกลางวันกลางคืน
[๔๖๒] เครื่องดนตรี ๖๐,๐๐๐ ชิ้น
ประโคมอยู่ทั้งเวลาเย็นและเวลาเช้า
สตรีสาวล้วน ๖๐,๐๐๐ นาง แวดล้อมข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ
[๔๖๓] ข้าพเจ้าออกจากที่อยู่แล้ว
ได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ
ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก มีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี
ได้ไหว้พระองค์ ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่
[๔๖๔] ถวายอภิวาทแล้วได้ทูลนิมนต์พระองค์พร้อมทั้งพระสาวก
พระพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์พระนามว่าสุเมธะ
ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงรับนิมนต์แล้ว

645
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 646 (เล่ม 32)

[๔๖๕] พระมหามุนีตรัสธรรมกถาแก่ข้าพเจ้าแล้วทรงส่งข้าพเจ้าไป
ข้าพเจ้าถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
กลับเข้าไปยังที่อยู่ของตน
[๔๖๖] ข้าพเจ้าเรียกบริวารชนมาบอกว่า ท่านทั้งหมดจงประชุมกัน
เวลาเช้าพระพุทธเจ้าจะเสด็จมายังที่อยู่ของเรา
[๔๖๗] การที่พวกเราจะได้อยู่ในสำนักของพระองค์
เป็นลาภที่พวกเราได้ดีแล้วหนอ
แม้พวกเราจักทำการบูชาพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐที่สุดผู้เป็นศาสดา
[๔๖๘] ข้าพเจ้าตระเตรียมข้าวและน้ำเสร็จแล้ว จึงกราบทูลภัตกาล
พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
เสด็จเข้ามาพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๒๐๐,๐๐๐ องค์
[๔๖๙] ข้าพเจ้าได้รับเสด็จด้วยดนตรีเครื่องห้า
พระพุทธเจ้าผู้เป็นบุรุษผู้สูงสุด
ประทับนั่งบนตั่งทองคำล้วน
[๔๗๐] ในครั้งนั้น หลังคาเบื้องบนก็มุงด้วยทองคำล้วน
คนทั้งหลายโบกพัดถวายในระหว่างภิกษุสงฆ์
[๔๗๑] ข้าพเจ้าได้ถวายข้าวน้ำอย่างเพียงพอ
ให้ภิกษุสงฆ์ฉันจนอิ่มหนำแล้ว
ได้ถวายผ้าแก่ภิกษุสงฆ์รูปละ ๑ คู่
[๔๗๒] พระพุทธเจ้าที่ผู้คนเรียกพระนามว่าสุเมธะ
ผู้สมควรรับเครื่องบูชาของโลก
ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

646