พุทธธรรมสงฆ์
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 687 (เล่ม 32)

[๒๔๗] หมู่บ้าน ๖๐,๐๐๐ ตำบล ที่บริบูรณ์ด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง
ข้าพเจ้าละทิ้งราชสมบัตินั้นแล้ว
ออกบวชเป็นบรรพชิต
[๒๔๘] ข้าพเจ้าออกจากนครแล้ว เข้าไปยังภูเขาหิมพานต์
ได้สร้างอาศรมไว้ ณ ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำภาคีรถี
[๒๔๙] สร้างบรรณศาลาเสร็จแล้ว สร้างโรงสำหรับบูชาไฟ
บำเพ็ญเพียร มีจิตเด็ดเดี่ยว อยู่ในอาศรม
[๒๕๐] เมื่อข้าพเจ้าเข้าฌานอยู่ในมณฑปก็ดี ที่โคนต้นไม้ก็ดี
ในเรือนว่างก็ดี ความสะดุ้งกลัวย่อมไม่มีแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าไม่เห็นภัยที่น่าหวาดกลัวเลย
[๒๕๑] ในขณะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ
ผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณา เป็นมุนี
มีแสงสว่างแห่งพระญาณโชติช่วง เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
[๒๕๒] ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า มียักษ์ตนหนึ่งผู้มีฤทธิ์มาก
เมื่อพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดอุบัติขึ้นแล้ว
ยักษ์บอกกับข้าพเจ้าในครั้งนั้นว่า
[๒๕๓] พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก
พระองค์ทรงพระนามว่าสุเมธะ
ทรงมีจักษุ ทรงช่วยหมู่ชนทั้งปวงให้ข้าม
แม้ท่าน พระองค์ก็จักช่วยให้ข้าม
[๒๕๔] ขณะนั้น ข้าพเจ้าฟังคำของยักษ์แล้วมีความสลดใจ
คิดอยู่ว่า พุทโธ พุทโธ ปิดอาศรม
[๒๕๕] ข้าพเจ้าทิ้งฟืนสำหรับบูชาไฟ และเก็บสันถัต
ไหว้อาศรมแล้วออกจากป่าใหญ่ไป
[๒๕๖] ข้าพเจ้าถือไม้จันทน์จากที่นั้น จากบ้านไปสู่บ้าน
จากเมืองไปสู่เมือง

687
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 688 (เล่ม 32)

แสวงหาพระพุทธเจ้าผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพอยู่
ได้เข้าเฝ้าพระองค์ ซึ่งเป็นผู้นำโดยวิเศษ
[๒๕๗] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธะ
ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
ทรงประกาศสัจจะ ๔ ทำหมู่ชนจำนวนมากให้ตรัสรู้
[๒๕๘] ข้าพเจ้าประนมมือไหว้เหนือเศียรเกล้า
ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
[๒๕๙] เมื่อต้นมะลิซ้อนมีดอกบานสะพรั่ง
กลิ่นหอมฟุ้งไปในที่ใกล้
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร
พระองค์มีกลิ่นคือคุณหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ
[๒๖๐] เมื่อต้นจำปา ต้นกระถินพิมาน
ต้นลำดวน ต้นการะเกด และต้นสาละ
กำลังมีดอกบาน กลิ่นหอมฟุ้งไปตามลม
[๒๖๑] ข้าพระองค์สูดกลิ่นของพระองค์
จึงจากภูเขาหิมพานต์มาจนถึงที่นี่
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก
ผู้เจริญที่สุดในโลก มีพระยศยิ่งใหญ่
ข้าพระองค์ขอบูชาพระองค์
[๒๖๒] ข้าพเจ้าใช้จุรณจันทน์อย่างดี
ไล้ทาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ
ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกทำจิตของตนให้เลื่อมใส
แล้วได้ยืนนิ่งอยู่ในขณะนั้น
[๒๖๓] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธะ
ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน

688
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 689 (เล่ม 32)

ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
[๒๖๔] เราจักพยากรณ์ผู้ที่สรรเสริญคุณของเรา
และได้ใช้จุรณจันทน์บูชา
ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
[๒๖๕] ผู้นี้จักเป็นผู้กล่าวถ้อยคำที่เชื่อถือได้
เป็นพรหม ผู้ซื่อตรง มีตบะ
มีรัศมีสว่างไสวตลอด ๒๕ กัป
[๒๖๖] จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๒,๖๐๐ กัป
จักเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ
[๒๖๗] จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๓๓ ชาติ
จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
[๒๖๘] ผู้นี้จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว จักไปเกิดเป็นมนุษย์
ประกอบด้วยบุญกรรม จักเป็นบุตรของพราหมณ์
[๒๖๙] พราหมณ์ชื่อพาวรี ผู้คงแก่เรียน
ทรงมนตร์ จบไตรเพท ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๓ ประการ
[๒๗๐] เขาเป็นศิษย์ของพราหมณ์นั้นเป็นผู้จบมนตร์
จักได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่าโคดมศากยะ ผู้ประเสริฐ
[๒๗๑] ข้าพเจ้าได้ทูลถามปัญหาอย่างละเอียด ทำใจให้ร่าเริง
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
[๒๗๒] ไฟ ๓ กองของข้าพเจ้าดับแล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้ากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

689
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 690 (เล่ม 32)

[๒๗๓] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๒๗๔] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
[๒๗๕] คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล
ได้ทราบว่า ท่านพระโตเทยยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
โตเทยยเถราปทานที่ ๘ จบ
๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน
ประวัติในอดีตชาติของพระชตุกัณณิกเถระ
(พระชตุกัณณิกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
[๒๗๖] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นบุตรเศรษฐีอยู่ในกรุงหงสวดี
เพียบพร้อมห้อมล้อมอยู่ด้วยกามคุณทั้งหลาย
[๒๗๗] ลำดับนั้น ข้าพเจ้าขึ้นสู่ปราสาท
ใช้สอยโภคสมบัติมากมาย
แวดล้อมด้วยการฟ้อนรำขับร้องอยู่ในปราสาทนั้น ในครั้งนั้น
[๒๗๘] นักดนตรีมีเครื่องประโคมอย่างดีมาประโคมให้ข้าพเจ้า
หญิงทั้งปวงยั่วยวน ทำใจของข้าพเจ้าให้ลุ่มหลง

690
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 691 (เล่ม 32)

[๒๗๙] พวกนางเจลาวกา พวกนางวามนิกา
พวกนางมัชฌิตา พร้อมด้วยนางกุญชวาสี
พวกนางลังฆิกา และพวกนางโสกัชฌายี
ต่างแวดล้อมข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ
[๒๘๐] คนตีฉิ่ง คนตีกลอง นักฟ้อน นักรำ
ตัวละครและพวกนาฏศิลป์จำนวนมาก
แวดล้อมข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ
[๒๘๑] ช่างกัลบก คนจัดแจงเครื่องอาบน้ำ
พ่อครัว ช่างร้อยดอกไม้
คนทิ้งมูล(คนทิ้งอุจจาระ) นักกายกรรมและนักมวยเหล่านั้น
ทั้งหมดแวดล้อมข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ
[๒๘๒] เมื่อคนเหล่านั้นเล่นอยู่
เมื่อข้าพเจ้าชื่นชมการบำเรอที่คนเหล่านั้นทำ
ข้าพเจ้าย่อมไม่รู้วันและคืน
เปรียบเหมือนพระอินทร์ในเมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
[๒๘๓] คนเดินทาง คนกำพร้า
คนขอทาน นักสืบ จำนวนมาก
เข้ามาขอข้าพเจ้าจนถึงเรือนเป็นนิตย์
[๒๘๔] สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นเนื้อนาบุญอย่างยอดเยี่ยม
เมื่อจะให้ข้าพเจ้าเจริญบุญ มาจนถึงเรือนข้าพเจ้า
[๒๘๕] พวกนิครนถ์นุ่งผ้า ใช้มูลไถทา ใช้ดอกไม้กรองนุ่ง
ถือไม้ ๓ อัน ไว้ผมหนึ่งปอย มาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๒๘๖] พวกอาชีวก พวกโจรปล้น
พวกประพฤติวัตรเหมือนโค
พวกประพฤติเทวธรรม
พวกคนทิ้งขยะเหล่านั้นต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน

691
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 692 (เล่ม 32)

[๒๘๗] พวกนักสวด พวกรักสิทธิ (เสรีภาพ)
พวกโกธปุคคนิกะ พวกบำเพ็ญตบะ
และพวกฤๅษีเที่ยวอยู่ป่าจำนวนมาก
ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๒๘๘] ชาวแคว้นอันธกะ (โอฑฑกะ) ชาวทมิฬ
ชาวสากุฬะ ชาวมะละยาฬกะ ชาวสะวะระ
และชาวโยนก ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๒๘๙] ชาวแคว้นอันธกะ พวกสมณะโล้นทั้งหมด
ชาวกุฏฐละ ชาวสานุวินทกะ ชาวอาฬวีจีนรัฐ
ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๒๙๐] ชาวอลสันทกะ ชาวปัลลวกะ ชาวปัพพตะ
ชาวนัคคมารุหะ ชาวพาหิกะ และชาวแคว้นเจตปุตตะ
ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๒๙๑] ชาวแคว้นมธุระ ชาวแคว้นโกศล ชาวแคว้นกาสี
ชาวหัตถิบุรี ชาวแคว้นอิสินทะ ชาวแคว้นมักกละ
ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๒๙๒] ชาวเจลาวกะ ชาวอารัมพะ ชาวโอภาสะ
ชาวเมฆละ ชาวขุททกะ ชาวสุททกะ จำนวนมาก
ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๒๙๓] ชาวโรหกชนบท ชาวลุ่มแม่น้ำสินธุ ชาวจิตกา
ชาวเอกกัณณิกนิคม ชาวสุรัฏฐา และชาวอปรันตชนบท
ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๒๙๔] ชาวสุปปารกะ ชาวกุมาร (ชาวมะละกา) ชาวมะลัยชนบท
ชาวสุวรรณภูมิ และชาววัชชี เหล่านั้นทั้งหมด
ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน

692
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 693 (เล่ม 32)

[๒๙๕] ช่างสาน ช่างหูก ช่างหนัง
ช่างถาก คนงาน และช่างหม้อ
ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๒๙๖] ช่างแก้ว ช่างเหล็ก ช่างทอง ช่างเย็บผ้า
และช่างดีบุกเหล่านั้นทั้งหมด
ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๒๙๗] ช่างศร ช่างกลึง คนส่งของ
ช่างปรุงของหอม ช่างย้อม และช่างชุน
ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๒๙๘] พวกคนขายน้ำมัน คนหาบฟืน คนหาบน้ำ
คนรับใช้ คนหุงต้ม คนตักน้ำ
ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๒๙๙] พวกคนเฝ้าประตู ทหาร
ช่างร้อยดอกไม้ คนทิ้งขยะดอกไม้
ควาญช้าง คนเลี้ยงช้าง
ต่างพากันมาหาข้าพเจ้าจนถึงเรือน
[๓๐๐] ข้าพเจ้าได้ทูลถวายของทุกอย่าง
แก่พระราชาพระนามว่าอานันทะ ผู้พร้อมเพรียง
ข้าพเจ้าทำความพร่องให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ สี
[๓๐๑] ข้าพเจ้ารู้จิตของชนจำนวนมากมีวรรณะต่างกัน
ที่ข้าพเจ้ายกย่องทั้งหมดให้พึงพอใจแม้ด้วยรัตนะ
[๓๐๒] เมื่อดนตรีมีเสียงไพเราะบรรเลงอยู่
เมื่อกลองดังก้องอยู่ เมื่อสังข์เขาเป่าอยู่
ข้าพเจ้ารื่นรมย์อยู่ในเรือนของตน
[๓๐๓] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ
พร้อมด้วยภิกษุขีณาสพจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ รูป

693
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 694 (เล่ม 32)

[๓๐๔] พระองค์ ผู้มีจักษุพร้อมด้วยภิกษุทั้งหลาย
เสด็จดำเนินไปตามถนน
ทรงทำทิศทั้งปวงให้สว่างโชติช่วง
เหมือนต้นพฤกษาประทีป
[๓๐๕] เมื่อพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกกำลังเสด็จดำเนินไป
กลองทั้งปวงยังดังก้องอยู่
รัศมีของพระองค์พวยพุ่งดุจดวงอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น
[๓๐๖] ขณะนั้น แสงสว่างจ้าส่องเข้าไปภายในเรือนของข้าพเจ้า
ด้วยพระรัศมีที่ส่องเข้าไปทางช่องหน้าต่าง
[๓๐๗] ข้าพเจ้าเห็นพระรัศมีของพระพุทธเจ้าแล้ว
ได้กล่าวกับพวกบริวารว่า
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดเสด็จมาถึงถนนนี้แน่แล้ว
[๓๐๘] ข้าพเจ้ารีบลงจากปราสาทแล้ว ได้ไปยังระหว่างทาง
ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้กราบทูลคำนี้ว่า
[๓๐๙] ขอพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
โปรดทรงอนุเคราะห์ข้าพระองค์ด้วยเถิด
พระมุนีพระองค์นั้นพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐,๐๐๐ องค์
ทรงรับนิมนต์
[๓๑๐] ครั้นข้าพเจ้านิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ได้นำเสด็จพระองค์มายังเรือนของตน
อังคาสพระมหามุนีให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำในเรือนนั้น
[๓๑๑] ข้าพเจ้ารู้เวลาที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด
ผู้คงที่ กำลังเสวย
ได้บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด
ด้วยการขับร้องและดนตรี

694
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 695 (เล่ม 32)

[๓๑๒] พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา
ประทับนั่งอยู่ภายในเรือน
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
[๓๑๓] เราจักพยากรณ์ผู้ที่บำรุงเราด้วยดนตรี
และได้ถวายข้าวน้ำแก่เรา
ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
[๓๑๔] คนผู้นี้จักเป็นผู้มีอาหารมาก มีเงิน มีโภชนะ
ครองเอกราชในทวีปทั้ง ๔
[๓๑๕] จักสมาทานศีล ๕ ยินดีในกรรมบถ ๑๐
ครั้นสมาทานแล้ว ก็ประพฤติ ให้บริวารศึกษาด้วย
[๓๑๖] เครื่องดนตรี ๑๐๐,๐๐๐ ชิ้น
กลองที่ประดับตกแต่งสวยงาม
จักบรรเลงให้ผู้นี้อยู่เป็นนิตย์
นี้เป็นผลแห่งการบำรุง
[๓๑๗] ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป
จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติตลอด ๖๔ ชาติ
[๓๑๘] จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๔ ชาติ
จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
[๓๑๙] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)
พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร
ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
[๓๒๐] ผู้นี้เกิดในกำเนิดใด
คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม
ในกำเนิดนั้น เขาจักเกิดเป็นมนุษย์มีโภคะไม่บกพร่อง

695
ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ หน้าที่ 696 (เล่ม 32)

[๓๒๑] จักเป็นผู้คงแก่เรียน จบไตรเพท
เที่ยวแสวงหาประโยชน์อย่างสูงสุดอยู่ทั่วแผ่นดินนี้
[๓๒๒] และภายหลัง เขาถูกกุศลมูลตักเตือนออกบวชแล้ว
จักยินดียิ่งในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม
[๓๒๓] ผู้นี้จักให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยะ
ผู้ประเสริฐทรงพอพระทัย
เผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว จักเป็นพระอรหันต์
[๓๒๔] วันนี้ ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่ครั่นคร้ามอยู่
ในศาสนาของพระศากยะผู้ประเสริฐ
ดุจพญาเสือโคร่งและราชสีห์ พญาเนื้อในป่าใหญ่
[๓๒๕] ข้าพเจ้าไม่เห็นการบังเกิดของข้าพเจ้าในตระกูลที่ขัดสน
หรือยากจนในเทวโลก หรือในมนุษยโลก
นี้เป็นผลแห่งการบำรุง
[๓๒๖] ข้าพเจ้าเป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปธิ
ตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๓๒๗] กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว
ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว
ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
[๓๒๘] การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า
เป็นการมาดีแล้วโดยแท้
วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

696