พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 832 (เล่ม 37)

ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความดำริผิด ฯลฯ
ความตั้งใจผิด อันบุคคลเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ฯลฯ
เป็นไปพร้อมเพื่อวิสัยแห่งเปรต ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่าง ก็มีอยู่น่ะสิ
[๑๘๗๖] ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยอะไรๆ ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเห็นชอบอัน
บุคคลเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มี
อมตะเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีอมตะเป็นปริโยสาน ดังนี้ เป็นสูตร
มีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าเช่นนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่าง ก็มีอยู่น่ะสิ
[๑๘๗๗] ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยอะไรๆ ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความดำริชอบอัน
บุคคลเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ฯลฯ ความตั้งใจชอบ
อันบุคคลเสพแล้วโดยมาก อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลง
สู่อมตะ มีอมตะที่เป็นไปในเบื้องหน้า มีอมตะเป็นปริโยสาน ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่าง ก็มีอยู่น่ะสิ
อาเสวนปัจจยตากถา จบ.
——————-

832
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 833 (เล่ม 37)

ขณิกกถา
[๑๘๗๘] สกวาที ธรรมทั้งปวงเป็นไปในขณะจิตอันหนึ่ง หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. มหาปฐพี มหาสมุทร ขุนเขาสิเนรุ น้ำ ไฟ ลม หญ้า ไม้ และไม้
เจ้าป่า ล้วนดำรงอยู่ในจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๗๙] ส. ธรรมทั้งปวงเป็นไปในขณะแห่งจิตอันหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขายตนะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. จักขายตนะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า อาวุโส จักขุอันเป็นธรรมภายใน
ยังมิได้แตกไป แต่รูปอันเป็นธรรมภายนอกยังมิได้มาสู่คลอง และ
การประมวลที่สมกันก็ยังไม่มี ความปรากฏแห่งความเป็นวิญญาณ
ที่สมกันก็ยังไม่มีก่อน จักขุอันเป็นธรรมภายในยังมิได้แตกไปด้วย
รูปอันเป็นธรรมภายนอกมาสู่คลองด้วย แต่การประมวลที่สมกันยังไม่
มี ความปรากฏแห่งความเป็นวิญญาณที่สมกันก็ยังไม่มีก่อน ก็ใน
กาลใดแล จักขุอันเป็นธรรมภายในยังมิได้แตกไปด้วย รูปอันเป็น
ธรรมภายนอกก็มาสู่คลองด้วย การประมวลที่สมกันก็มีด้วย อย่างนี้
ความปรากฏแห่งความเป็นวิญญาณที่สมกันจึงมี ดังนี้ เป็นสูตรมี
อยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

833
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 834 (เล่ม 37)

ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า จักขายตนะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ
[๑๘๘๐] ส. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ ฯลฯ กายายตนะ
เกิดพร้อมกับกายวิญญาณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายายตนะเกิดพร้อมกับกายวิญญาณ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า อาวุโส กายอันเป็นธรรมภายใน
ยังมิได้แตกไป แต่โผฏฐัพพะอันเป็นธรรมภายนอกยังไม่มาสู่คลอง
และการประมวลที่สมกันก็ยังไม่มี ฯลฯ กายอันเป็นธรรมภายใน
ยังมิได้แตกไปด้วย โผฏฐัพพะอันเป็นธรรมภายนอกก็มาสู่คลอง
ด้วย แต่การประมวลที่สมกันยังไม่มี ฯลฯ ก็ในกาลใดแล กายอัน
เป็นธรรมภายในยังมิได้แตกไปด้วย โผฏฐัพพะก็มาสู่คลองด้วย
การประมวลที่สมกันก็มีด้วย อย่างนี้ ความปรากฏแห่งความเป็น
วิญญาณที่สมกันจึงมี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า กายายตนะเกิดพร้อมกับกายวิญญาณ
[๑๘๘๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมทั้งปวงเป็นไปในขณะจิตอันหนึ่ง หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ธรรมทั้งปวง เที่ยง ยั่งยืน แน่นอน มีอันไม่แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ธรรมทั้งปวงก็เป็นไปในขณะจิตอันหนึ่ง น่ะสิ
ขณิกกถา จบ.
วรรคที่ ๒๒ จบ.
————–

834
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 835 (เล่ม 37)

วรรคที่ ๒๓
เอกาธิปปายกถา
[๑๘๘๒] สกวาที บุคคลพึงเสพเมถุนธรรมด้วยความประสงค์อย่างเดียวกัน หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พึงเป็นผู้มิใช่สมณะ พึงเป็นผู้มิใช่ภิกษุ พึงเป็นผู้มีรากอันขาดแล้ว พึง
เป็นปาราชิก ด้วยความประสงค์อย่างเดียวกัน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๘๓] ส. บุคคลพึงเสพเมถุนธรรมด้วยความประสงค์อย่างเดียวกัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พึงฆ่าสัตว์ พึงลักทรัพย์ พึงพูดเท็จ พึงพูดส่อเสียด พึงพูดคำหยาบ
พึงพูดเพ้อเจ้อ พึงตัดที่ต่อ พึงปล้นใหญ่ พึงปล้นเฉพาะเรือนหลังหนึ่ง
พึงดักที่ทางเปลี่ยว พึงผิดเมียท่าน พึงทำการฆ่าชาวบ้าน พึงทำการฆ่า
ชาวนิคม ด้วยความประสงค์อย่างเดียวกัน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เอกาธิปปายกถา จบ.
—————
อรหันตวัณณกถา
[๑๘๘๔] สกวาที อมนุษย์ทั้งหลาย เสพเมถุนธรรมโดยเพศแห่งพระอรหันต์ทั้งหลาย
ได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. อมนุษย์ทั้งหลาย ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ลักทรัพย์ พูดเท็จ พูดส่อเสียด

835
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 836 (เล่ม 37)

พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ตัดที่ต่อ ปล้นใหญ่ ปล้นเฉพาะเรือนหลัง
หนึ่ง ดักที่ทางเปลี่ยว ผิดเมียท่าน ทำการฆ่าชาวบ้าน ฯลฯ ทำการฆ่า
ชาวนิคม โดยเพศแห่งพระอรหันต์ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหันตวัณณกถา จบ.
————-
อิสสริยกามการิกากถา
[๑๘๘๕] สกวาที พระโพธิสัตว์ ไปสู่วินิบาต เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่
หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระโพธิสัตว์ ไปสู่นรก คือ ไปสู่สัญชีวนรก ไปสู่กาลสุตตนรก
ไปสู่ตาปานนรก ไปสู่ปตาปนนรก ไปสู่สังฆาฏกนรก ไปสู่โรรุวนรก
ฯลฯ ไปสู่อวีจินรก เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๘๖] ส. พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาตกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ?
ป. ไม่มี
ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต เหตุกระทำความใคร่ในความ
เป็นใหญ่ ดังนี้ ไม่เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์
ไปสู่วินิบาต เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่
[๑๘๘๗] ส. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุกระทำความใคร่ใน
ความเป็นใหญ่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

836
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 837 (เล่ม 37)

ส. พระโพธิสัตว์ พึงเข้าถึงนรก พึงเข้าถึงกำเนิดดิรัจฉาน เหตุกระทำ
ความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๘๘] ส. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุกระทำความใคร่ใน
ความเป็นใหญ่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระโพธิสัตว์มีฤทธิ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระโพธิสัตว์มีฤทธิ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระโพธิสัตว์ได้อบรมอิทธิบาทคือฉันทะหรือ ฯลฯ ได้อบรมอิทธิบาท
คือวิริยะ ฯลฯ อิทธิบาทคือจิตตะ ฯลฯ อิทธิบาทคือวิมังสา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระโพธิสัตว์ หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุกระทำความใคร่
ในความเป็นใหญ่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุกระทำความ
ใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ?
ป. ไม่มี
ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์ หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุ
กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ ไม่เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุกระทำ
ความใคร่ในความเป็นใหญ่
[๑๘๘๙] ส. พระโพธิสัตว์ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่
หรือ?

837
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 838 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. พระโพธิสัตว์กลับมาสู่ความเห็นว่า โลกเที่ยง กลับมาสู่ความเห็นว่า
โลกไม่เที่ยง ว่าโลกมีที่สุด ฯลฯ ว่าโลกไม่มีที่สุด ว่าชีพอันนั้นสรีระ
ก็อันนั้น ว่าชีพเป็นอื่นสรีระก็เป็นอื่น ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่มรณะย่อม
เกิดอีก ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่มรณะย่อมไม่เกิดอีก ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่
มรณะเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี ฯลฯ ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่มรณะเกิดอีก
ก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ ดังนี้ เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๙๐] ส. พระโพธิสัตว์ ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า พระโพธิสัตว์ ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำความใคร่ในความ
ใหญ่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ?
ป. ไม่มี
ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์ ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำความใคร่ใน
ความเป็นใหญ่ ไม่เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์
ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่
[๑๘๙๑] ส. พระโพธิสัตว์ได้ทำความเพียรอย่างอื่นอีก อุทิศศาสดาอื่น เหตุกระทำ
ความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระโพธิสัตว์กลับมาสู่ความเห็นว่า โลกเที่ยง ฯลฯ ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่
มรณะเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ ดังนี้ เหตุกระทำความใคร่ใน
ความเป็นใหญ่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

838
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 839 (เล่ม 37)

ส. พระโพธิสัตว์ อุทิศศาสดาอื่น เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า พระโพธิสัตว์อุทิศศาสดาอื่น เหตุกระทำความใคร่ในความเป็น
ใหญ่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ?
ป. ไม่มี
ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์อุทิศศาสดาอื่น เหตุกระทำความใคร่ในความ
เป็นใหญ่ ดังนี้ ไม่เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์
อุทิศศาสดาอื่น เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่
อิสสริยกามการิกากถา จบ.
———————–
ราคปฏิรูปกาทิกถา
[๑๘๙๒] สกวาที ธรรมมิใช่ราคะ แต่เทียบด้วยราคะ มีอยู่หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ธรรมมิใช่ผัสสะ แต่เทียบด้วยผัสสะ มีอยู่หรือ ธรรมมิใช่เวทนา แต่
เทียบด้วยเวทนา มีอยู่หรือ ธรรมมิใช่สัญญา แต่เทียบด้วยสัญญา มีอยู่
หรือ ธรรมมิใช่เจตนา แต่เทียบด้วยเจตนามีอยู่หรือ ธรรมมิใช่จิต แต่
เทียบด้วยจิตมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่ศรัทธาแต่เทียบด้วยศรัทธามีอยู่หรือ
ธรรมมิใช่วิริยะแต่เทียบด้วยวิริยะมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่สติแต่เทียบด้วย
สติมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่สมาธิแต่เทียบด้วยสมาธิมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่
ปัญญาแต่เทียบด้วยปัญญา มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธรรมมิใช่โทสะแต่เทียบด้วยโทสะมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่โมหะแต่เทียบด้วย
โมหะมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่กิเลส แต่เทียบด้วยกิเลสมีอยู่หรือ?

839
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 840 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. ธรรมมิใช่ผัสสะ แต่เทียบด้วยผัสสะ มีอยู่หรือ ฯลฯ ธรรมมิใช่
ปัญญา แต่เทียบด้วยปัญญา มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ราคปฏิรูปกาทิกถา จบ.
—————-
อปรินิปผันนกถา
[๑๘๙๓] สกวาที รูปเป็นอปรินิปผันนะ หรือ
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. รูปมิใช่ของไม่เที่ยง มิใช่สังขตะ มิใช่ธรรมชาติที่อิงอาศัยเกิดขึ้น มิใช่
ธรรมชาติมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มีความคลายไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มี
ความดับไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อิงอาศัยเกิดขึ้น มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความ
ดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า รูปเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ มีความแปรไปเป็น
ธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นอปรินิปผันนะ ดังนี้
[๑๘๙๔] ส. ทุกข์เท่านั้น เป็นปรินิปผันนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

840
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 841 (เล่ม 37)

ส. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นทุกข์ (และ) รูปก็ไม่
เที่ยง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นทุกข์ (และ)
รูปก็ไม่เที่ยง ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทุกข์เท่านั้นเป็นปรินิปผันนะ
[๑๘๙๕] ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา สังขาร วิญญาณ ฯลฯ จักขายตนะ ฯลฯ
ธัมมายตนะ ฯลฯ จักขุธาตุ ฯลฯ ธัมมธาตุ ฯลฯ จักขุนทรีย์ ฯลฯ
[๑๘๙๖] ส. อัญญาตาวินทรีย์ เป็นอปรินิปผันนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อัญญาตาวินทรีย์ มิใช่ธรรมชาติที่ไม่เที่ยง ฯลฯ มิใช่ธรรมชาติที่มีความ
แปรไปเป็นธรรมดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อัญญาตาวินทรีย์ เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ มีความแปร
ไปเป็นธรรมดา มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อิงอาศัย
เกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความ
คลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็น
ธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ เป็นอปรินิปผันนะ
[๑๘๙๗] ส. ทุกข์เท่านั้น เป็นปรินิปผันนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นทุกข์ (และ) อัญญา
ตาวินทรีย์ก็ไม่เที่ยง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

841