พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 822 (เล่ม 37)

[๑๘๕๒] ส. กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกอง ๓ คือ กองอันเป็นมิจฉัตตนิยตะ กองอัน
เป็นสัมมัตตนิยตะ กองอันเป็นอนิยตะ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคตรัสกอง ๓ คือ กองอันเป็นมิจฉัตตนิยตะ
กองอันเป็นสัมมัตตนิยตะ กองอันเป็นอนิยตะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า กรรม
ทั้งปวงเป็นนิยตะ
[๑๘๕๓] ส. ทิฏฐธรรมเวทนิยกรรม เป็นนิยตะโดยอรรถว่าทิฏฐธรรมเวทนิยะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อุปปัชชเวทนิยกรรม ฯลฯ อปราปริยเวทนิยกรรม เป็นนิยตะโดย
อรรถว่า อปราปริยเวทนิยะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๕๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ทิฏฐธรรมเวทนิยกรรม เป็นนิยตะ โดยอรรถว่าทิฏฐธรรม
เวทนิยะ อุปปัชชเวทนิยกรรม ฯลฯ อปราปริยเวทนิยกรรมเป็นนิยตะ
โดยอรรถว่าอปราปริยเวทนิยะ หรือ?

822
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 823 (เล่ม 37)

ส. ถูกแล้ว
ป. ทิฏฐธรรมเวทนิยกรรมเป็นอุปปัชชเวทนิยกรรม เป็นอปราปริยเวทนิย
กรรม ฯลฯ อุปปัชชเวทนิยกรรมเป็นทิฏฐธรรมเวทนิยกรรม เป็น
อปราปริยเวทนิยกรรม ฯลฯ อปราปริยเวทนิยกรรม เป็นทิฏฐธรรมเวทนิย
กรรม เป็นอุปปัชชเวทนิยกรรม หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ทิฏฐธรรมเวทนิยกรรมก็เป็นนิยตะ โดยอรรถว่าทิฏฐธรรม
เวทนิยะ อุปปัชชเวทนิยกรรม ฯลฯ อปราปริยเวทนิยกรรมก็เป็นนิยตะ
โดยอรรถว่า อปราปริยเวทนิยะ น่ะสิ
กรรมกถา จบ
วรรคที่ ๒๑
———-
วรรค ๒๒
ปรินิพพานกถา
[๑๘๕๕] สกวาที การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง แล้วปรินิพพาน มีอยู่
หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสักกายทิฏฐ ฯลฯ ยังไม่ละอโนตตัปปะบางอย่าง
แล้วปรินิพพาน มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๕๖] ส. การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้ว ปรินิพพาน มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ยังมีราคะ ฯลฯ ยังมีกิเลสอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์หมดราคะแล้ว ฯลฯ หมดกิเลสแล้ว มิใช่หรือ?

823
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 824 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์หมดราคะแล้ว ฯลฯ หมดกิเลสแล้ว ก็ต้องไม่
กล่าวว่า การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้วปรินิพพาน
มีอยู่
[๑๘๕๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้วปรินิพพาน
มีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระอรหันต์รู้พุทธวิสัยทั้งปวง หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้วปรินิพพาน
ก็มีอยู่ น่ะสิ
ปรินิพพานกถา จบ
————–
กุสลจิตตกถา
[๑๘๕๘] สกวาที พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์สร้างสมอยู่ซึ่งบุญญาภิสังขาร สร้างสมอยู่ซึ่งอเนญชาภิสังขาร
ทำอยู่ซึ่งกรรมที่เป็นไปเพื่อคติ เพื่อภพ เพื่อความเป็นใหญ่ เพื่อความเป็น
อธิบดี เพื่อสมบัติใหญ่ เพื่อบริวารมาก เพื่อความงามในเทพ เพื่อ
ความงามในมนุษย์ ปรินิพพาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๕๙] ส. พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์สั่งสมอยู่ เลิกสะสมอยู่ ละขาดอยู่ ถือมั่นอยู่ ชำระล้างอยู่
หมักหมมอยู่ กำจัดอยู่ ฯลฯ อบอวลอยู่ ปรินิพพาน หรือ?

824
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 825 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์สะสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสะสมอยู่ก็มิใช่ แต่เป็นผู้เลิกสะสม
แล้วดำรงอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์สะสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสะสมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้เลิก
สะสมแล้วดำรงอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน
ส. พระอรหันต์ละขาดอยู่ก็ไม่ใช่ ถือมั่นอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้ละขาดแล้วดำรง
อยู่ ชำระล้างอยู่ก็ไม่ใช่ หมักหมมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้ชำระล้างแล้ว
ดำรงอยู่ กำจัดอยู่ก็ไม่ใช่ อบอวลอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้กำจัดแล้วดำรงอยู่
มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์กำจัดอยู่ก็ไม่ใช่ อบอวลอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้กำจัด
แล้วดำรงอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน
[๑๘๖๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระอรหันต์มีสติตั้งมั่น มีสติสัมปชัญญะ ปรินิพพาน มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระอรหันต์มีสติตั้งมั่น มีสติสัมปชัญญะ ปรินิพพาน ด้วยเหตุ
นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน
กุศลจิตตกถา จบ
————
อาเนญชกถา
[๑๘๖๑] สกวาที พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีจิตเป็นปกติ ปรินิพพาน มิใช่
หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว

825
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 826 (เล่ม 37)

ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีจิตเป็นปกติ ปรินิพพาน มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีจิตเป็นปกติปรินิพพาน ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวปรินิพพาน
[๑๘๖๒] ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวปรินิพพาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในกิริยมยจิต (จิตคือกิริยา) ปรินิพพาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในวิปากจิตปรินิพพาน มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในวิปากจิตปรินิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า
พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวปรินิพพาน ดังนี้
[๑๘๖๓] ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวปรินิพพาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในจิตที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยา ปรินิพพาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในจิตที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก ปรินิพพาน มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในจิตที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก ปรินิพพาน
ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่หวั่นไหว ปรินิพพาน
[๑๘๖๔] ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวปรินิพพาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคออกจากจตุตถฌานแล้วจึงปรินิพพาน ในลำดับอันกระชั้น
ชิด มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

826
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 827 (เล่ม 37)

ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคออกจากจตุตถฌานแล้วจึงปรินิพพานในลำดับอัน
กระชั้นชิด ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่หวั่นไหว
ปรินิพพาน
อาเนญชกถา จบ.
————-
ธัมมาภิสมยกถา
[๑๘๖๕] สกวาที การตรัสรู้ธรรมมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. การแสดงธรรม การฟังธรรม การสนทนาธรรม การสอบถาม การ
สมาทานศีล ความสังวรระวังในอินทรีย์ทั้งหลาย ความรู้จักประมาณใน
โภชนะ การประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่ในปฐมยามและปัจฉิมยาม
แห่งราตรี มีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การแสดงธรรม ฯลฯ การประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่ในปฐมยาม
และปัจฉิมยามแห่งราตรี ไม่มีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า การแสดงธรรม การฟังธรรม ฯลฯ การประกอบความเพียร
เครื่องตื่นอยู่ในปฐมยามและปัจฉิมยามแห่งราตรี ไม่มีแก่สัตว์ผู้อยู่ใน
ครรภ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การตรัสรู้ธรรมมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์
[๑๘๖๖] ส. การตรัสรู้ธรรมมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปัจจัยเพื่อความบังเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ มี ๒ อย่าง คือเสียงจากผู้อื่น
และโยนิโสมนสิการ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

827
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 828 (เล่ม 37)

ส. หากว่า ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ มี ๒ อย่าง คือ เสียง
จากผู้อื่นและโยนิโสมนสิการ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การตรัสรู้ธรรม มีแก่
สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์
[๑๘๖๗] ส. การตรัสรู้ธรรมมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การตรัสรู้ธรรม มีแก่บุคคลผู้หลับแล้ว ผู้ประมาทแล้ว ผู้มีสติหลง
ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ธัมมาภิสมยกถา จบ.
————–
กถาทั้ง ๓
[๑๘๖๘] สกวาที การบรรลุอรหัตผลมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. การบรรลุอรหัตผล มีแก่บุคคลผู้หลับแล้ว ผู้ประมาทแล้ว ผู้มีสติหลง
ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมมีแก่บุคคลผู้ฝัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การตรัสรู้ธรรมมีแก่บุคคลผู้หลับแล้ว ผู้ประมาทแล้ว ผู้มีสติหลง ผู้ไม่
มีสัมปชัญญะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การบรรลุอรหัตผลมีแก่บุคคลผู้ฝัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว

828
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 829 (เล่ม 37)

ส. การบรรลุอรหัตผล มีแก่บุคคลผู้หลับแล้ว ผู้ประมาทแล้ว ผู้มีสติหลง
ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กถาทั้ง ๓ จบ
———
อัพยากตกถา
[๑๘๖๙] สกวาที จิตของบุคคลผู้ฝันทุกอย่างเป็นอัพยากฤต หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลพึงฝันฆ่าสัตว์ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลพึงฝันฆ่าสัตว์ได้ก็ต้องไม่กล่าวว่าจิตของบุคคลผู้ฝันทุกอย่าง
เป็นอัพยากฤต
[๑๘๗๐] ส. บุคคลพึงฝันลักทรัพย์ ฯลฯ พึงฝันพูดเท็จ พึงฝันพูดส่อเสียด พึงฝัน
พูดคำหยาบ พึงฝันพูดเพ้อเจ้อ พึงฝันตัดที่ต่อ พึงฝันปล้นใหญ่ พึงฝัน
ปล้นเฉพาะเรือนหลังหนึ่ง พึงฝันดักที่ทางเปลี่ยว พึงฝันผิดเมียท่าน
พึงฝันทำการฆ่าชาวบ้าน พึงฝันทำการฆ่าชาวนิคม พึงฝันเสพเมถุนธรรม
อสุจิของบุคคลผู้ฝันพึงเคลื่อนได้ บุคคลพึงฝันให้ทาน พึงฝันให้จีวร
พึงฝันให้บิณฑบาต พึงฝันให้เสนานะ พึงฝันให้คิลานปัจจยเภสัชบริขาร
พึงฝันให้ของเคี้ยว พึงฝันให้ของกิน พึงฝันให้น้ำดื่ม พึงฝันไหว้พระเจดีย์
พึงฝันยกขึ้นซึ่งมาลา พึงฝันยกขึ้นซึ่งของหอม พึงฝันยกขึ้นซึ่งเครื่อง
ลูบไล้ ที่พระเจดีย์ ฯลฯ พึงฝันทำประทักษิณพระเจดีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลพึงฝันทำประทักษิณพระเจดีย์ ก็ต้องไม่กล่าวว่าจิตของ
บุคคลผู้ฝันทุกอย่าง เป็นอัพยากฤต

829
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 830 (เล่ม 37)

[๑๘๗๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า จิตของบุคคลผู้ฝันทุกอย่างเป็นอัพยากฤต หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคตรัสจิตของบุคคลผู้ฝันว่า เป็นอัพโพหาริก มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคตรัสจิตของบุคคลผู้ฝันว่า เป็นอัพโพหาริก ด้วย
เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า จิตของบุคคลผู้ฝันทุกอย่าง เป็นอัพยากฤต
อัพยากตกถา จบ
————-
อาเสวนปัจจยตากถา
[๑๘๗๒] สกวาที ความเป็นอาเสวนปัจจัยอะไรๆ ไม่มีหรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาต อันบุคคล
ซ่องเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อ
นรก เป็นไปพร้อมเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปพร้อมเพื่อวิสัยแห่ง
เปรต วิบากของปาณาติบาตอย่างเบาที่สุดก็เป็นไปพร้อมเพื่อความ
เป็นผู้มีอายุน้อยเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่าง ก็มีอยู่น่ะสิ
[๑๘๗๓] ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยอะไรๆ ไม่มี หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อทินนาทาน อันบุคคล
ซ่องเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อนรก
เป็นไปพร้อมเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปพร้อมเพื่อวิสัยแห่งเปรต

830
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 831 (เล่ม 37)

วิบากของอทินนาทานอย่างเบาที่สุดก็เป็นไปพร้อมเพื่อความฉิบหาย
แห่งโภคะเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ฯลฯ วิบากของกาเมสุมิจฉาจารอย่าง
เบาที่สุด ก็เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีศัตรู มีเวรเมื่อเกิดเป็น
มนุษย์ ฯลฯ วิบากของมุสาวาทอย่างเบาที่สุด ก็เป็นไปพร้อมเพื่อ
ความกล่าวตู่ด้วยคำไม่เป็นจริงเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ฯลฯ วิบากแห่ง
วาจาส่อเสียดอย่างเบาที่สุด ก็เป็นไปพร้อมเพื่อความแตกจากมิตร
เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ฯลฯ วิบากแห่งวาจาหยาบอย่างเบาที่สุด ก็
เป็นไปพร้อมเพื่อเสียงอันไม่เป็นที่ชอบใจ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ฯลฯ
วิบากแห่งการพูดเพ้อเจ้ออย่างเบาที่สุด ก็เป็นไปพร้อมเพื่อความ
เป็นผู้มีวาจาอันไม่น่าเชื่อถือเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ฯลฯ
การดื่มสุราเมรัย อันบุคคลเสพแล้ว ฯลฯ วิบากแห่งการดื่มสุรา
เมรัยอย่างเบาที่สุด ก็เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นคนบ้าเมื่อเกิดเป็น
มนุษย์ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างก็มีอยู่น่ะสิ
[๑๘๗๔] ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยอะไรๆ ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเห็นผิดอันบุคคล
เสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรกเป็นที่
ไปพร้อมเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปพร้อมเพื่อวิสัยแห่งเปรต ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่าง ก็มีอยู่น่ะสิ
[๑๘๗๕] ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยอะไรๆ ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว

831