พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 812 (เล่ม 37)

ส. สติปัฏฐานได้แปลงใหม่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศาสนาได้แปลงใหม่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมัปปธาน ฯลฯ อิทธิบาท ฯลฯ อินทรีย์ ฯลฯ พละ ฯลฯ โพชฌงค์
ได้แปลงใหม่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศาสนาเป็นอกุศลในกาลก่อน ได้แปลงให้เป็นกุศลในภายหลัง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศาสนาเป็นสาสวะ ฯลฯ เป็นสัญโญชนิยะ เป็นคันถนิยะ เป็นโอฆนิยะ
เป็นโยคนิยะ เป็นนีวรณิยะ เป็นปรามัฏฐะ เป็นอุปาทานิยะ ฯลฯ
เป็นสังกิเลสิกะในกาลก่อน ได้แปลงให้เป็นอสังกิเลสิกะในภายหลัง
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๓๔] ส. บุคคลไร ที่แปลงศาสนาของพระตถาคตใหม่ได้ มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลไร ที่แปลงสติปัฏฐานใหม่ได้ มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลไร ที่แปลงสัมมัปปธาน ฯลฯ อิทธิบาท ฯลฯ อินทรีย์ ฯลฯ
พละ ฯลฯ โพชฌงค์ใหม่ได้ มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลไร ที่แปลงศาสนาอันเป็นอกุศลในกาลก่อนให้เป็นกุศลในภาย
หลังได้ มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

812
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 813 (เล่ม 37)

ส. บุคคลไร ที่แปลงศาสนาอันเป็นสาสวะ ฯลฯ อันเป็นสังกิเลสิกะ
ในกาลก่อน ให้เป็นอสังกิเลสิกะในภายหลังได้ มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๓๕] ส. ศาสนาของพระตถาคตจะแปลงใหม่อีกได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สติปัฏฐานจะแปลงใหม่อีกได้หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ ฯลฯ โพชฌงค์ จะแปลงใหม่อีก
ได้หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศาสนาอันเป็นอกุศลในกาลก่อน จะแปลงให้เป็นกุศลในภายหลังได้
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศาสนาอันเป็นสาสวะ ฯลฯ อันเป็นสังกิเลสิกะในกาลก่อน จะแปลง
ให้เป็นอสังกิเลสิกะในภายหลังได้ หรือ?
สาสนกถา จบ
———–
อวิวิตตกถา
[๑๘๓๖] สกวาที ปุถุชนไม่สงัดแล้วจากธรรมมีธาตุ ๓ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ปุถุชนไม่สงัดแล้วจากผัสสะมีธาตุ ๓ ฯลฯ จากเวทนา จากสัญญา
จากเจตนา จากจิต จากศรัทธา จากวิริยะ จากสติ จากสมาธิ จากปัญญา
มีธาตุ ๓ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปุถุชนไม่สงัดแล้วจากธรรมมีธาตุ ๓ หรือ?

813
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 814 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. ในขณะใดปุถุชนให้จีวร ในขณะนั้นก็เข้าถึงปฐมฌานอยู่ ฯลฯ เข้าถึง
อากาสานัญจายตนสมาบัติอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ในขณะใดปุถุชนให้บิณฑบาต ฯลฯ ให้เสนาสนะ ฯลฯ ให้คิลาน
ปัจจยเภสัชชบริขาร ในขณะนั้นก็เข้าถึงจตุตถฌานอยู่ ก็เข้าถึง
เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๓๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ปุถุชนไม่สงัดแล้วจากธรรมมีธาตุ ๓ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. กรรมอันจะให้เข้าถึงรูปธาตุ และอรูปธาตุ อันปุถุชนกำหนดรู้แล้ว หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ปุถุชนก็ไม่สงัดแล้วจากธรรมมีธาตุ ๓ น่ะสิ
อวิวิตตกถา จบ
————
สัญโญชนกถา
[๑๘๓๘] สกวาที การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง แล้วบรรลุอรหัตผล มีอยู่
หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. การที่พระโยคียังไม่ละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ยังไม่ละวิจิกิจฉา ฯลฯ ยังไม่ละ
สีลัพพตปรามาส ฯลฯ ยังไม่ละราคะ ยังไม่ละโทสะ ยังไม่ละโมหะ ฯลฯ
ยังไม่ละอโนตตัปปะบางอย่าง แล้วบรรลุอรหัตผล มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๓๙] ส. การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง แล้วบรรลุอรหัตผล มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

814
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 815 (เล่ม 37)

ส. พระอรหันต์ยังมีราคะ ยังมีโทสะ ยังมีโมหะ ยังมีมานะ ยังมีมักขะ ยังมี
อุปายาส ยังมีกิเลส หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์ หมดราคะแล้ว หมดโทสะแล้ว หมดโมหะแล้ว หมดมานะ
แล้ว หมดมักขะแล้ว หมดปฬาสะแล้ว หมดอุปายาสแล้ว หมดกิเลส
แล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์หมดราคะแล้ว ฯลฯ หมดกิเลสแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า
การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง แล้วบรรลุอรหัตผลมีอยู่
[๑๘๔๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง แล้วบรรลุ
อรหัตผล มีอยู่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระอรหันต์รู้พุทธวิสัยทั้งปวง หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บาทอย่างแล้ว บรรลุ
อรหัตผล ก็มีอยู่ น่ะสิ
สัญโญชนกถา จบ
———–
อิทธิกถา
[๑๘๔๑] สกวาที ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ของพระพุทธเจ้า หรือของพระ
สาวก มีอยู่หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า ต้นไม้จงมีใบเป็นนิตย์ ดังนี้ ของ
พระพุทธเจ้าหรือพระสาวก มีอยู่หรือ?

815
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 816 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า ต้นไม้จงมีดอกเป็นนิตย์ ฯลฯ ต้น
ไม้จงมีผลเป็นนิตย์ สถานที่นี้จงมีความสว่างเป็นนิตย์ จงมีความ
ปลอดโปร่งเป็นนิตย์ จงมีภิกษาหาได้ง่ายเป็นนิตย์ จงมีฝนงามเป็นนิตย์
ดังนี้ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ของพระพุทธเจ้า หรือของพระสาวก
มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า ผัสสะเกิดขึ้นแล้วอย่าดับไป ดังนี้
ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา
ฯลฯ จิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา เกิดขึ้นแล้วอย่าดับไป
ดังนี้ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๔๒] ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก
มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า รูปจงเป็นของเที่ยง เวทนา สัญญา
สังขาร ฯลฯ วิญญาณ จงเป็นของเที่ยง ดังนี้ ของพระพุทธเจ้าหรือของ
พระสาวก มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๔๓] ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ของพระพุทธเจ้า หรือของพระสาวก
มีอยู่ หรือ?

816
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 817 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า สัตว์ทั้งหลายซึ่งมีความเกิดเป็น
ธรรมดา อย่าเกิดเลย ดังนี้ ฯลฯ ว่าสัตว์ทั้งหลายซึ่งมีความแก่เป็นธรรมดา
อย่าแก่เลย ดังนี้ ฯลฯ ว่าสัตว์ทั้งหลายซึ่งมีความเจ็บเป็นธรรมดา อย่า
เจ็บเลย ดังนี้ ฯลฯ ว่าสัตว์ทั้งหลายซึ่งมีความตายเป็นธรรมดา อย่าตาย
เลย ดังนี้ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวกมีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๔๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ของพระพุทธเจ้าหรือ
ของพระสาวก มีอยู่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ท่านพระปิลินทวัจฉะได้อธิษฐานปราสาทของพระเจ้าแผ่นดินมคธ ผู้จอม
ทัพ พระนามว่าพิมพิสาร ว่าจงเป็นทอง ดังนี้ และปราสาทนั้นก็ได้เป็น
ทองไปจริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า ท่านพระปิลินทวัจฉะ ได้อธิษฐานปราสาทของพระเจ้าแผ่นดินมคธ
ผู้จอมทัพ พระนามว่าพิมพิสาร ว่าจงเป็นทอง ดังนี้ และปราสาทนั้นก็ได้
เป็นทองไปจริงๆ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จ
ความประสงค์ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่
อิทธิกถา จบ.
———
พุทธกถา
[๑๘๔๕] สกวาที พระพุทธกับพระพุทธด้วยกัน ยังมียิ่งหย่อนกว่ากัน หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. โดยสติปัฏฐาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

817
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 818 (เล่ม 37)

ส. โดยสัมมัปปธาน ฯลฯ โดยอิทธิบาท โดยอินทรีย์ โดยพละ โดยโพชฌงค์
โดยความชำนาญ ฯลฯ โดยสัพพัญญุตญาณทัสสนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
พุทธกถา จบ
———
สัพพทิสากถา
[๑๘๔๖] สกวาที พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในทิศทั้งปวง หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในปุรัตถิมทิศ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในปุรัตถิมทิศ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคองค์นั้น พระนามว่ากระไร ชาติอะไร โคตรอะไร พระ
มารดา พระบิดา ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น มีนามว่ากระไร คู่แห่ง
สาวกของพระผู้มีพระภาคนั้น มีนามว่ากระไร อุปัฏฐากของพระผู้มีพระ
ภาคพระองค์นั้น มีนามว่ากระไร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรง
จีวรเช่นไร ทรงบาตรเช่นไร เสด็จอยู่บ้านไหน หรือในนิคมไหน
หรือในนครไหน หรือในรัฐไหน หรือในชนบทไหน?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในทักษิณทิศ ฯลฯ ในปัจฉิมทิศ ฯลฯ ใน
อุตตรทิศ ฯลฯ ในเหฏฐิมทิศ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในเหฎฐิมทิศ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

818
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 819 (เล่ม 37)

ส. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระนามว่ากระไร ฯลฯ เสด็จอยู่ใน
ชนบทไหน
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในอุปริมทิศ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในอุปริมทิศ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สถิตอยู่ในชั้นจาตุมหาราชหรือ ฯลฯ สถิตอยู่ในชั้นดาวดึงส์หรือ ฯลฯ
สถิตอยู่ในชั้นยามะหรือ สถิตอยู่ในชั้นดุสิตหรือ สถิตอยู่ในชั้น
นิมมานรดีหรือ สถิตอยู่ในชั้นปรนิมมิตวสวัสดีหรือ ฯลฯ สถิตอยู่ใน
พรหมโลก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สัพพทิสากถา จบ
————
ธรรมกถา
[๑๘๔๗] สกวาที ธรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ (แน่นอน) หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ (แน่นอนโดยความผิด) หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ (แน่นอนโดยความถูก) หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กองอันเป็นอนิยตะ (ไม่แน่นอน) ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กองอันเป็นอนิยตะมีอยู่ มิใช่หรือ?

819
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 820 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า กองอันเป็นอนิยตะมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่าธรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ
[๑๘๔๘] ส. ธรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกอง ๓ คือ กองอันเป็นมิจฉัตตนิยตะ ๑ กอง
อันเป็นสัมมัตตนิยตะ ๑ กองอันเป็นอนิยตะ ๑ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกอง ๓ อย่าง คือ กองอันเป็นมิจฉัตต
นิยตะ ๑ กองอันเป็นสัมมัตตนิยตะ ๑ กองอันเป็นอนิยตะ ๑ ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า ธรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ
[๑๘๔๙] ส. รูป เป็นนิยตะ โดยอรรถว่ารูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็นนิยตะ โดย
อรรถว่าวิญญาณ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๕๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นนิยตะโดยอรรถว่ารูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ
สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็นนิยตะโดยอรรถว่า วิญญาณ
หรือ?

820
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 821 (เล่ม 37)

ส. ถูกแล้ว
ป. รูปเป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ เวทนา สัญญา
สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร
หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น รูปก็เป็นนิยตะโดยอรรถว่ารูป เวทนา ฯลฯ สัญญา
ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็นนิยตะโดยอรรถว่าวิญญาณ น่ะสิ
ธรรมกถา จบ
———
กรรมกถา
[๑๘๕๑] สกวาที กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กองอันเป็นอนิยตะไม่มี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กองอันเป็นอนิยตะมีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า กองอันเป็นอนิยตะมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า กรรมทั้งปวง
เป็นนิยตะ

821