พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 802 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ฯลฯ ความเข้าไปกำหนดรู้เฉพาะ ของ
ปุถุชน มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ฯลฯ ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ
ของปุถุชน มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ญาณไม่มีแก่ปุถุชน
[๑๘๑๕] ส. ญาณไม่มีแก่ปุถุชน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปุถุชนพึงเข้าปฐมฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ปุถุชนพึงเข้าปฐมฌาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า ญาณไม่มีแก่ปุถุชน
[๑๘๑๖] ส. ปุถุชนพึงเข้าทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน ฯลฯ พึงเข้า
อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญา
นาสัญญายตนะ ปุถุชนพึงให้ทาน ฯลฯ พึงให้จีวร ฯลฯ พึงให้บิณฑบาต
พึงให้เสนาสนะ ฯลฯ พึงให้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ปุถุชนพึงให้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร ก็ต้องไม่กล่าวว่า ญาณ
ไม่มีแก่ปุถุชน
[๑๘๑๗] ป. ญาณของปุถุชนมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ปุถุชน กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย กระทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ ยังมรรคให้เกิด
ด้วยญาณนั้น หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ญาณกถา จบ
———–

802
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 803 (เล่ม 37)

นิรยปาลกถา
[๑๘๑๘] สกวาที นายนิรยบาลไม่มีในนรกทั้งหลาย หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. การทำกรรมกรณ์ไม่มีในนรกทั้งหลาย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การทำกรรมกรณ์มีอยู่ในนรกทั้งหลาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นายนิรยบาลมีอยู่ในนรกทั้งหลาย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๑๙] ส. การทำกรรมกรณ์มีอยู่ในหมู่มนุษย์ และคนผู้ทำกรรมกรณ์ก็มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กรรมกรณ์มีอยู่ในนรกทั้งหลาย และคนผู้ทำกรรมกรณ์ก็มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมกรณ์มีอยู่ในนรกทั้งหลาย แต่คนผู้ทำกรรมกรณ์ไม่มี หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กรรมกรณ์มีอยู่ในหมู่มนุษย์ แต่คนผู้ทำกรรมกรณ์ไม่มี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๒๐] ป. นายนิรยบาลมีอยู่ในนรกทั้งหลาย หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ท้าวเวสสภูก็มิได้ฆ่า ท้าวเปตติราชก็มิ
ได้ฆ่า ท้าวโสม ท้าวยม และท้าวเวสวัณ ก็มิได้ฆ่า กรรมของตน
ต่างหาก ฆ่าบุคคลผู้สิ้นบุญจากโลกนี้และเข้าถึงปรโลก ในนรกนั้นๆ
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว

803
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 804 (เล่ม 37)

ป. ถ้าอย่างนั้น นายนิรยบาลก็ไม่มีในนรกทั้งหลาย น่ะสิ
[๑๘๒๑] ส. นายนิรยบาลไม่มีในนรกทั้งหลาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกนายนิรยบาล
ย่อมยังสัตว์นรกนั้นให้รับกรรมกรณ์ อันชื่อว่าเครื่องจำ ๕ ประการ
คือ ตรึงตาปูเหล็กอันร้อนที่มือข้างหนึ่ง ตรึงตาปูเหล็กอันร้อนที่มือ
อีกข้างหนึ่ง ตรึงตาปูเหล็กอันร้อนที่เท้าข้างหนึ่ง ตรึงตาปูเหล็กอัน
ร้อนที่เท้าอีกข้างหนึ่ง ตรึงตาปูเหล็กอันร้อนที่กลางอก สัตว์นรกนั้น
เสวยทุกขเวทนา เผ็ดร้อนอยู่ในนรกนั้น และจะยังไม่ตายตลอด
เวลาที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้นสุด ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น นายนิรยบาลก็มีอยู่ในนรกทั้งหลาย น่ะสิ
[๑๘๒๒] ส. นายนิรยบาลไม่มีในนรกทั้งหลาย หรือ
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกนายนิรยบาล
ยังสัตว์นรกนั้นให้นอนแผ่ลงแล้ว พากันถากด้วยผึ่ง ฯลฯ พวก
นายนิรยบาลตั้งสัตว์นรกนั้น ให้มีเท้าไปในเบื้องบน มีศีรษะใน
เบื้องต่ำ แล้วถากด้วยพร้า ฯลฯ พวกนายนิรยบาลเทียมสัตว์นรกนั้น
เข้าในรถ แล้วให้แล่นกลับไปกลับมาเหนือแผ่นดินอันไฟติดทั่วแล้ว
มีเปลวเป็นอันเดียวกัน มีแสงโชติช่วง ฯลฯ พวกนายนิรยบาล ยัง
สัตว์นรกนั้นให้ขึ้นไต่ลง ซึ่งภูเขาถ่านเพลิงใหญ่ อันไฟติดทั่วแล้ว
มีเปลวเป็นอันเดียวกัน มีแสงโชติช่วง ฯลฯ พวกนายนิรยบาลจับ
สัตว์นรกนั้น ให้มีเท้าในเบื้องบน ให้มีศีรษะในเบื้องต่ำ ใส่เข้า
ในหม้อทองแดงอันร้อน อันไฟติดทั่วแล้ว มีเปลวเป็นอันเดียวกัน

804
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 805 (เล่ม 37)

มีแสงโชติช่วง เขาหมกไหม้มีร่างกายเป็นฟองในหม้อทองแดงนั้น
และทั้งที่หมกไหม้มีร่างกายเป็นฟองอยู่ในหม้อทองแดงนั้น บางครั้ง
โผล่ขึ้นข้างบน บางครั้งจมลงข้างใต้ บางครั้งพุ่งขวางไป เขา
เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ ฯลฯ นายนิรยบาลทั้งหลาย ย่อมใส่เข้า
ซึ่งสัตว์นรกนั้นในมหานรก ก็มหานรกนั้นแล ๔ มุม ๔ ประตู จำแนก
กำหนดไว้เป็นส่วนๆ มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบด้วยเหล็ก พื้น
แห่งมหานรกนั้นก็แล้วด้วยเหล็ก ประกอบด้วยความร้อนลุกเป็นเปลว
แผ่ไปร้อยโยชน์โดยรอบตั้งอยู่ ในกาลทุกเมื่อ ดังนี้ เป็นสูตรมี
อยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น นายนิรยบาล ก็มีอยู่ในนรกทั้งหลาย น่ะสิ
นิรยปาลกถา จบ
————
ติรัจฉานกถา
[๑๘๒๓] สกวาที สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เทวดามีอยู่ในหมู่ดิรัจฉาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เทวโลกเป็นกำเนิดแห่งสัตว์ดิรัจฉาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว

805
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 806 (เล่ม 37)

ส. แมลง ตั๊กแตน ยุง แมลงวัน งู แมลงป่อง ตะเข็บ ไส้เดือน มี
อยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๒๔] ป. สัตว์ดิรัจฉานไม่มีในหมู่เทวดา หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ช้างตัวประเสริฐ ชื่อ เอราวัณ ยานทิพย์อันเทียมด้วยม้าพันหนึ่ง มีอยู่
ในหมู่เทวดา มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า ช้างตัวประเสริฐ ชื่อเอราวัณ ยานทิพย์อันเทียมด้วยม้าพันหนึ่ง
มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า สัตว์ดิรัจฉาน
มีอยู่ในหมู่เทวดา
[๑๘๒๕] ส. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พวกผูกช้าง พวกผูกม้า พวกตะพุ่นหญ้า พวกหัวหน้างาน พวกทำ
อาหารสัตว์ มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น สัตว์ดิรัจฉานก็ไม่มีอยู่ในหมู่เทวดา น่ะสิ
ติรัจฉานกถา จบ
———-
มัคคกถา
[๑๘๒๖] สกวาที มรรคมีองค์ ๕ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิไว้
มิใช่หรือ?

806
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 807 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสมรรคมีองค์ ๘ คือสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ
สัมมาสมาธิไว้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า มรรคมีองค์ ๕
ส. มรรคมีองค์ ๕ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บรรดาทาง ทางมีองค์ ๘ ประเสริฐที่สุด
บรรดาสัจจะ สัจจะ ๔ ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรม วิราคธรรม
ประเสริฐที่สุด บรรดาทวิบท พระตถาคตผู้มีจักษุ ประเสริฐที่สุด
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น มรรคก็มีองค์ ๘ น่ะสิ
[๑๘๒๗] ส. สัมมาวาจาเป็นองค์แห่งมรรค แต่สัมมาวาจานั้นไม่เป็นมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาทิฏฐิเป็นองค์แห่งมรรค แต่สัมมาทิฏฐินั้นไม่เป็นมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาวาจาเป็นองค์แห่งมรรค แต่สัมมาวาจานั้นไม่เป็นมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
เป็นองค์แห่งมรรค แต่สัมมาสมาธินั้นไม่เป็นมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นองค์แห่งมรรค แต่สัมมาอาชีวะ
นั้น ไม่เป็นมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นองค์แห่งมรรค แต่สัมมาสมาธินั้นไม่
เป็นมรรค หรือ?

807
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 808 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๒๘] ส. สัมมาทิฏฐิเป็นองค์แห่งมรรค และสัมมาทิฏฐินั้นเป็นมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาวาจาเป็นองค์แห่งมรรค และสัมมาวาจานั้นเป็นมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาทิฏฐิเป็นองค์แห่งมรรค และสัมมาทิฏฐินั้นเป็นมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะเป็นองค์แห่งมรรค และสัมมาอาชีวะ
นั้นเป็นมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
เป็นองค์แห่งมรรค และสัมมาสมาธินั้นเป็นมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมาวาจา ฯลฯ สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะเป็นองค์แห่งมรรค
และสัมมาอาชีวะนั้นเป็นมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๒๙] ป. อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือ
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ก็กายกรรม วจีกรรม อาชีวะของบุคคล
นั้น เป็นอาการบริสุทธิ์ ในกาลก่อนเทียวแล อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้
ย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนา แก่บุคคลนั้น ด้วยประการฉะนี้
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?

808
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 809 (เล่ม 37)

ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น มรรคก็มีองค์ ๕ น่ะสิ
[๑๘๓๐] ส. มรรคมีองค์ ๕ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรสุภัททะ อริยมรรคมีองค์ ๘ หาไม่ได้
ในธรรมวินัยใดแล แม้สมณะก็หามิได้ในธรรมวินัยนั้น แม้สมณะ
ที่ ๒ ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น แม้สมณะที่ ๓ ก็หาไม่ได้ใน
ธรรมวินัยนั้น แม้สมณะที่ ๔ ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น ก็อริยมรรค
มีองค์ ๘ หาได้ในธรรมวินัยใดแล แม้สมณะก็หาได้ในธรรมวินัย
นั้น แม้สมณะที่ ๒ ฯลฯ แม้สมณะที่ ๓ ฯลฯ แม้สมณะที่ ๔ ก็
หาได้ในธรรมวินัยนั้น ดูกรสุภัททะอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมหาได้
ในธรรมวินัยนี้แล สมณะย่อมหาได้ในธรรมวินัยนี้แล สมณะ
ที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะที่ ๔ ย่อมหาได้ในธรรมวินัยนี้ ปรับปวาท
โดยเจ้าลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะทั้งหลาย ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง
มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น มรรคก็มีองค์ ๘ น่ะสิ
มัคคกถา จบ
————
ญาณกถา
[๑๘๓๑] สกวาที ญาณโลกุตตระมีวัตถุ ๑๒ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. โลกุตตรญาณเป็น ๑๒ หรือ?

809
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 810 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โลกุตตรญาณเป็น ๑๒ อย่าง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติมรรคเป็น ๑๒ อย่าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โสดาปัตติมรรคเป็น ๑๒ อย่าง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติผลเป็น ๑๒ อย่าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สกทาคามิมรรคเป็น ๑๒ อย่าง ฯลฯ อนาคามิมรรค ฯลฯ อรหัตมรรค
เป็น ๑๒ อย่าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อรหัตมรรคเป็น ๑๒ อย่าง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อรหัตผลเป็น ๑๒ อย่าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๓๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ญาณโลกุตตระมีวัตถุ ๑๒ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว
ญาณเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินในกาลก่อนว่า นี้ทุกข์เป็นของ
จริงอย่างประเสริฐดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ
แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินใน
กาลก่อนว่า ก็ทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเราพึง

810
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 811 (เล่ม 37)

กำหนดรู้ ดังนี้ ฯลฯ ก็ทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล
อันเรากำหนดรู้แล้ว ดังนี้ ฯลฯ ว่า นี้เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นของ
จริงอย่างประเสริฐ ดังนี้ ฯลฯ ว่า เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์อันเป็นของ
จริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเราพึงละเสีย ดังนี้ ฯลฯ ว่า เหตุ
เกิดขึ้นแห่งทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเราละแล้ว
ฯลฯ ว่า นี้ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ เป็นของจริงอย่างประเสริฐ ดังนี้ ฯลฯ
ว่า ธรรมเป็นที่ดับทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเรา
พึงทำให้แจ้ง ดังนี้ ฯลฯ ว่า ธรรมเป็นที่ดับทุกข์อันเป็นของจริง
อย่างประเสริฐนี้นั้น อันเราทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ฯลฯ ว่า นี้ปฏิปทา
อันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ เป็นของจริงอย่างประเสริฐดังนี้ ฯลฯ
ว่า ปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ อันเป็นของจริงอย่าง
ประเสริฐนี้นั้น อันเราพึงให้เกิด ดังนี้ ฯลฯ ว่าปฏิปทาอันให้ถึง
ธรรมเป็นที่ดับทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเรา
ให้เกิดแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ญาณโลกุตตระ ก็มีวัตถุ ๑๒ น่ะสิ
ญาณกถา จบ
วรรคที่ ๒๐ จบ
ปัณณาสก์ที่ ๔ จบ
———-
วรรคที่ ๒๑
สาสนกถา
[๑๘๓๓] สกวาที ศาสนาได้แปลงใหม่ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว

811