พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 662 (เล่ม 37)

[๑๕๔๘] ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ตัณหานี้ใด กระทำความเกิดอีก เป็นไป
กับด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน เพลิดเพลินยิ่งใน
อารมณ์นั้นๆ ตัณหาดังกล่าวนี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย ดังนี้
[๑๕๔๙] ส. ไม่พึงกล่าว ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. มันเป็นตัณหาในธรรม มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า มันเป็นตัณหาในธรรม ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกข
สมุทัย ดังนี้
ธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถา จบ.
วรรคที่ ๑๓ จบ.
—————–
วรรคที่ ๑๔
กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา
[๑๕๕๐] สกวาที กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล ความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล หรือ?

662
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 663 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ
อันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ
เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า กุศล
มูล สืบต่ออกุศลมูล
[๑๕๕๑] ส. กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อกุศลย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กุศลย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย ก็ต้องไม่กล่าวว่า
กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ ดังนี้
[๑๕๕๒] ส. กุศลมูลย่อมสืบต่ออกุศลมูลได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เนกขัมมสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งกามสัญญา อัพยาปาทสัญญาเกิดขึ้น
ได้ในลำดับแห่งพยาปาทสัญญา อวิหิงสาสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำแห่งวิหงสา –

663
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 664 (เล่ม 37)

สัญญา เมตตาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งพยาบาท กรุณาเกิดขึ้นได้ในลำดับ
แห่งวิหิงสา มุทิตาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งอรติ อุเบกขาเกิดขึ้นได้ในลำดับ
แห่งปฏิฆะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๕๓] ส. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล ความนึก
ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศลมูล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ
อันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ
เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อกุศลมูลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้
[๑๕๕๔] ส. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

664
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 665 (เล่ม 37)

ส. อกุศลเกิดขึ้น แก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย มิใช่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายก็ต้องไม่กล่าว
ว่า อกุศลมูล ย่อมสืบต่อกุศลมูลได้ ดังนี้
[๑๕๕๕] ส. อกุศลมูล สืบต่อกุศลมูลได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งเนกขัมมสัญญา พยาปาทสัญญาเกิดขึ้น
ได้ในลำดับแห่งอัพยาปาทสัญญา วิหิงสาสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่ง
อวิหิงสาสัญญา พยาบาทเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งเมตตา วิหิงสาเกิดขึ้น
ได้ในลำดับแห่งกรุณา อรติเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งมุทิตา ปฏิฆะเกิดขึ้น
ได้ในลำดับแห่งอุเบกขา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๕๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้
หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. จิตกำหนัดในวัตถุนั้นเทียว ก็คลายกำหนัดในวัตถุนั้นเทียว ก็กำหนัดใน
วัตถุนั้นเทียว มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า จิตกำหนัดในวัตถุใดเทียว ก็คลายกำหนัดในวัตถุนั้นเทียว
คลายกำหนัดในวัตถุใดเทียว ก็กำหนัดในวัตถุนั้นเทียว ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูล
ได้
กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา จบ
——————-

665
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 666 (เล่ม 37)

สฬายตนุปปัตติกถา
[๑๕๕๗] สกวาที อายตนะ ๖ เกิดขึ้นในครรภ์มารดา ไม่ก่อนไม่หลังกัน หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบครัน มีอินทรีย์อันไม่พร่องหยั่งลงในครรภ์
มารดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๕๘] ส. จักขายตนะเกิดขึ้นพร้อมกับจิตดวงแสวงหาอุปบัติ (ปฏิสนธิจิต) หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มือ เท้า ศีรษะ หู จมูก ปาก ฟัน ก็เกิดขึ้นพร้อมกับจิตดวงแสวงหา
อุปบัติ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ เกิดขึ้นพร้อมกับ
จิตดวงแสวงหาอุปบัติ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มือ เท้า ศีรษะ หู จมูก ปาก ฟัน ก็ตั้งขึ้นพร้อมกับจิตดวงแสวงหา
อุปบัติ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๕๙] ป. จักขายตนะเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดาในภายหลังหรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา กระทำกรรมเพื่อได้จักษุในท้องมารดา หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ เกิดแก่สัตว์ผู้อยู่ใน
ครรภ์มารดาในภายหลัง หรือ?

666
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 667 (เล่ม 37)

ส. ถูกแล้ว
ป. สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น กระทำกรรมเพื่อได้ชิวหาในครรภ์มารดา
หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ผม ขน เล็บ ฟัน กระดูก เกิดแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดาในภายหลัง
หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา กระทำกรรมเพื่อได้กระดูกในครรภ์มารดา หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๖๐] ส. ไม่พึงกล่าวว่า ผม ขน เล็บ ฟัน กระดูก เกิดแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์
มารดาในภายหลัง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า สัตว์ผู้เกิดในครรภ์เกิดเป็นกลละขึ้นก่อน
จากกลละเกิด เป็นอัมพุทะ จากอัมพุทะ เกิดเป็นเปสิ จากเปสิ
เกิดเป็นฆนะ จากฆนะ เกิดเป็นปัญจสาขา ผม ขน และเล็บ
ก็มารดาบริโภคสิ่งใด คือ ข้าว น้ำ และ โภชนะ และทารกผู้อยู่
ในครรภ์มารดานั้น เติบโตขึ้นในครรภ์มารดานั้น ด้วยอาหาร คือ
ข้าว น้ำ และโภชนะ ที่มารดาของตนบริโภค ดังนี้ เป็นสูตรมี
อยู่จริงมิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ผม ขน เล็บ ฟัน กระดูก ก็เกิดแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์
มารดา ในภายหลังน่ะสิ
สฬายตนุปปัตติกถา จบ
——————-

667
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 668 (เล่ม 37)

อนันตรปัจจยกถา
[๑๕๖๑] สกวาที โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุวิญญาณ
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งโสตวิญญาณ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะโสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ ฉะนั้นจึงไม่
พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง
จักขุวิญญาณ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้น
แห่งโสตวิญญาณ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โสตวิญญาณ ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ แก่ผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่าโสตวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่
กล่าวว่า โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ
[๑๕๖๒] ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิต คือรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตคือรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

668
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 669 (เล่ม 37)

[๑๕๖๓] ส. จักขุวิญญาณ มีรูปเป็นอารมณ์อย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสตวิญญาณมีรูปเป็นอารมณ์อย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่าโสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง
หรือ?
ป. ไม่มี
ส. คำว่า จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุและรูป ดังนี้ เป็นสูตรมี
อยู่จริง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า คำว่า จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุและรูป ดังนี้ เป็น
สูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า โสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุและ
รูป
ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุวิญญาณอันนั้น โสตวิญญาณก็นั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

669
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 670 (เล่ม 37)

[๑๕๖๔] ส. ฆานวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งโสตวิญญาณ ฯลฯ ชิวหาวิญญาณ
เกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งฆานวิญญาณ ฯลฯ
[๑๕๖๕] ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งชิวหาวิญญาณ
ความนึก ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกายวิญญาณ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะกายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ ฉะนั้นจึงไม่พึง
กล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งชิวหา
วิญญาณ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้น
แห่งกายวิญญาณ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า กายวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่
ก็ต้องไม่กล่าวว่า กายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ
[๑๕๖๖] ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชิวหาวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจซึ่งนิมิตคือรส หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจ ซึ่งนิมิตคือรส หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

670
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 671 (เล่ม 37)

ส. ชิวหาวิญญาณมีรสเป็นอารมณ์อย่างเดียว มิได้มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายวิญญาณมีรสเป็นอารมณ์อย่างเดียว มิได้มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า กายวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่
จริง หรือ?
ป. ไม่มี
ส. คำว่า ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส ดังนี้ เป็นสูตร
มีอยู่จริง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า คำว่า ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรส ดังนี้ เป็น
สูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า กายวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรส
ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชิวหาวิญญาณอันนั้น กายวิญญาณก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๖๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณ ๕ เกิดขึ้นในลำดับแห่งกันและกัน หรือ?
ส. ถูกแล้ว

671