พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 672 (เล่ม 37)

ป. บุคคลบางคน ฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรีเห็นรูปด้วยฟังเสียงด้วย
สูดกลิ่นด้วย ลิ้มรสด้วย ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วย (ในขณะเดียวกัน)
มีอยู่ มิใช่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลบางคน ฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรีเห็นรูปด้วย ฟัง
เสียงด้วย สูตรกลิ่นด้วย ลิ้มรสด้วย ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วย (ในขณะ
เดียวกัน) มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณ ๕ เกิด
ขึ้นในลำดับแห่งกันและกันแล
อนันตรปัจจยกถา จบ
——————
อริยรูปกถา
[๑๕๖๘] สกวาที อริยรูปอาศัยมหาภูตรูป หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. อริยรูปเป็นกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มหาภูตรูปเป็นกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มหาภูตรูปเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อริยรูปเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อริยรูปอาศัยมหาภูตรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว

672
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 673 (เล่ม 37)

ส. อริยรูปเป็นอนาสวะ เป็นอสัญโญชนียะ เป็นอคันถนียะ เป็นอโนฆนียะ
เป็นอโยคนียะ เป็นอนีวรณียะ เป็นอปรามัฏฐะ เป็นอนุปาทานิยะ เป็น
อสังกิเลสิกะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มหาภูตรูป เป็นอนาสวะ ฯลฯ เป็นอสังกิเลสิกะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มหาภูตรูป เป็นสาสวะ เป็นสัญโญชนียะ ฯลฯ เป็นสังกิเลสิกะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อริยรูป เป็นสาสวะ เป็นสัญโญชนียะ ฯลฯ เป็นสังกิเลสิกะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๖๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อริยรูปอาศัยมหาภูตรูป หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง
คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ ดังนี้เป็นสูตรมีอยู่จริง
มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น อริยรูปก็อาศัยมหาภูตรูป น่ะสิ
อริยรูปกถา จบ
————-
อัญโญ อนุสโยติกถา
[๑๕๗๐] สกวาที กามราคานุสัยอย่างหนึ่ง กามราคปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. กามราคะอย่างหนึ่ง กามราคปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ

673
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 674 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามราคะอันนั้น กามราคปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามราคานุสัยอันนั้น กามราคปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๑] ส. ปฏิฆานุสัยอย่างหนึ่ง ปฏิฆปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปฏิฆะอย่างหนึ่ง ปฏิฆปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปฏิฆะอันนั้น ปฏิฆปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปฏิฆานุสัยอันนั้น ปฏิฆปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๒] ส. มานานุสัยอย่างหนึ่ง มานปริยุฏฐาน ก็อย่างหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มานะอย่างหนึ่ง มานปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มานะอันนั้น มานปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มานานุสัยอันนั้น มานปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๓] ส. ทิฏฐานุสัยอย่างหนึ่ง ทิฏฐิปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทิฏฐิอย่างหนึ่ง ทิฏฐิปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?

674
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 675 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทิฏฐิอันนั้น ทิฏฐิปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทิฏฐานุสัยอันนั้น ทิฏฐิปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๔] ส. วิจิกิจฉานุสัยอย่างหนึ่ง วิจิกิจฉาปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิจิกิจฉาอย่างหนึ่ง วิจิกิจฉาปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิจิกิจฉาอันนั้น วิจิกิจฉาปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิจิกิจฉานุสัยอันนั้น วิจิกิจฉาปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๕] ส. ภวราคานุสัยอย่างหนึ่ง ภวราคปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ภวราคะอย่างหนึ่ง ภวราคปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ภวราคะอันนั้น ภวราคปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ภวราคานุสัยอันนั้น ภวราคปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๖] ส. อวิชชานุสัยอย่างหนึ่ง อวิชชาปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อวิชชาอย่างหนึ่ง อวิชชาปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?

675
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 676 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อวิชชานุสัยอันนั้น อวิชชาปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อวิชชานุสัยนั้น อวิชชาปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๗๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อนุสัยอย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ปุถุชน ครั้นเมื่อจิตที่เป็นกุศลหรืออัพยากฤต เป็นไปอยู่พึงกล่าวว่า ผู้มี
อนุสัย หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พึงกล่าวว่า ผู้มีจิตอันปริยุฏฐานกลุ้มรุม หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็อย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่งน่ะสิ
ส. ปุถุชน ครั้นเมื่อจิตที่เป็นกุศลหรืออัพยากฤต เป็นไปอยู่พึงกล่าวว่า
ผู้มีราคะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พึงกล่าวว่า มีจิตอันปริยุฏฐานกลุ้มรุม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็อย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง น่ะสิ
อัญโญ อนุสโยติกถา จบ
————–
ปริยุฏฐาน จิตตวิปปยุตตันติกถา
[๑๕๗๘] สกวาที ปริยุฏฐานวิปปยุตจากจิต หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ?

676
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 677 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ปริยุฏฐาน วิปปยุตจากจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ฯลฯ จิตเป็นอกุศล จิตเศร้าหมอง
ไม่มี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ฯลฯ จิตเป็นอกุศล จิตเศร้าหมอง
มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ฯลฯ จิตเป็นอกุศล จิตเศร้า
หมอง มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปริยุฏฐานวิปปยุตจากจิต ดังนี้
ปริยุฏฐาน จิตตวิปปยุตตันติกถา จบ
——————
ปริยาปันนกถา
[๑๕๗๙] สกวาที รูปราคะ นอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. รูปราคะ เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ เป็นธรรมแสวงหาอุปบัติ เป็นธรรม
เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต
เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียว
กัน กับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ กับจิตดวงแสวงหาอุปบัติ กับจิตเป็น
เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามราคะ ไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวงหาอุปบัติ
ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม จะสหรคต เกิดร่วม ระคน

677
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 678 (เล่ม 37)

สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน จะมีวัตถุเป็นอันเดียวกัน จะมีอารมณ์
เป็นอันเดียวกัน กับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ ก็หามิได้ กับจิตดวงแสวง
หาอุปบัติ ก็หามิได้กับจิตเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้
มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า กามราคะ ไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวงหา
อุปบัติ ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ฯลฯ จะมีอารมณ์
อันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ก็
ต้องไม่กล่าวว่า รูปราคะ นอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุ นับเนื่องอยู่ในรูปธาตุ
ฯลฯ
[๑๕๘๐] ส. รูปราคะ นอนเนื่องในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัททราคะ นอนเนื่องในสัททธาตุ นับเนื่องในสัททธาตุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปราคะ นอนเนื่องในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คันธราคะ ฯลฯ รสราคะ ฯลฯ โผฏฐัพพราคะ นอนเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ
นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๘๑] ส. สัททราคะ นอนเนื่องในสัททธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในสัททธาตุ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปราคะ นอนเนื่องในรูปธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในรูปธาตุ
หรือ?

678
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 679 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. คันธราคะ ฯลฯ รสราคะ ฯลฯ โผฏฐัพพราคะ นอนเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ
แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปราคะ นอนเนื่องในรูปธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในรูปธาตุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๘๒] ส. อรูปราคะ นอนเนื่องในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อรูปราคะ เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ เป็นธรรมแสวงหาอุปบัติ เป็นธรรม
เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต
เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียว
กัน กับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ กับจิตดวงแสวงหาอุปบัติ กับจิตเป็น
เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อรูปราคะ จะเป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ จะเป็นธรรมแสวงหาอุปบัติ
จะเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ฯลฯ จะมีอารมณ์เป็นอันเดียว
กัน ฯลฯ กับจิตเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อรูปราคะ ไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวงหา
อุปบัติ ฯลฯ จะมีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเป็นเครื่องอยู่เป็น
สุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อรูปราคะ นอนเนื่องใน
อรูปธาตุนับเนื่องในอรูปธาตุ
[๑๕๘๓] ส. อรูปราคะ นอนเนื่องในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ?

679
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 680 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. สัททราคะ นอนเนื่องในสัททธาตุ นับเนื่องในสัททธาตุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อรูปราคะ นอนเนื่องในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คันธราคะ ฯลฯ รสราคะ ฯลฯ โผฏฐัพพราคะ นอนเนื่องในโผฏฐัพพ
ธาตุ นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๘๔] ส. สัททราคะ นอนเนื่องในสัททธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในสัทท
ธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อรูปราคะ นอนเนื่องในอรูปธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในอรูปธาตุ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. คันธราคะ ฯลฯ รสราคะ ฯลฯ โผฏฐัพพราคะ นอนเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ
แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อรูปราคะ นอนเนื่องในอรูปธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในอรูปธาตุ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๘๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปราคะนอนเนื่องในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุ อรูปราคะ
นอนเนื่องในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. กามราคะนอนเนื่องในกามธาตุ นับเนื่องในกามธาตุ มิใช่หรือ?

680
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 681 (เล่ม 37)

ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า กามราคะนอนเนื่องในกามธาตุ นับเนื่องในกามธาตุด้วยเหตุนั้น
นะท่านต้องกล่าวว่า รูปราคะนอนเนื่องในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุ
อรูปราคะนอนเนื่องในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ
ปริยาปันนกถา จบ
————-
อัพยากตกถา
[๑๕๘๖] สกวาที ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นวิบากอัพยากฤต เป็นกิริยาอัพยากฤต เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็น
จักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ จิตที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ เป็น
อัพยากฤต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๘๗] ส. ผัสสะที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิเป็นอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว

681