พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 652 (เล่ม 37)

ส. บุคคลละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะด้วยโมหะ ละ
กิเลสด้วยกิเลส หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ราคะก็สัมปยุตด้วยจิต มรรคก็สัมปยุตด้วยจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ราคะเป็นอกุศล มรรคเป็นกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ธรรมที่เป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่มีโทษและธรรมที่ไม่มีโทษ
ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาวอันเป็นข้าศึกกันมาพบกัน
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธรรมที่เป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่มีโทษและธรรมที่ไม่มีโทษ
ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาวอันเป็นข้าศึกกันมาพบกัน
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ ไกลกัน
ไกลกันนัก ๔ ประการ เป็นไฉน ฟ้าและแผ่นดินนี้ ประการแรก
ที่ไกลกัน ไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษ
จึงไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศล และธรรมที่เป็นอกุศล ฯลฯ
มาพบกัน
[๑๕๒๗] ส. บุคคลเป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสัญโญชน์ ละสัญโญชน์ หรือ?

652
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 653 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ภิกษุนั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ฯลฯ
อย่างนี้ ย่อมน้อมจิตไปเพื่อญาณเป็นเครื่องสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสัญญโญชน์
ละสัญโญชน์
[๑๕๒๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสัญโญชน์ ละสัญโญชน์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า เมื่อภิกษุนั้น รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้
จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ ฯลฯ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จาก
อวิชชาสวะ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็เป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสัญโญชน์ ละสัญโญชน์
น่ะสิ
สัมมุขีภูตกถา
————-
สมาปันโน อัสสาเทติกถา
[๑๕๒๙] สกวาที ผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี ความยินดีรักใคร่ในฌาน มีฌานเป็นอารมณ์
หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ฌานนั้น เป็นอารมณ์แห่งฌานนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ฌานนั้น เป็นอารมณ์แห่งฌานนั้น หรือ?

653
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 654 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลถูกต้องผัสสะนั้นด้วยผัสสะนั้น เสวยเวทนานั้นด้วยเวทนานั้น จำ
สัญญานั้นด้วยสัญญานั้น ตั้งเจตนานั้นด้วยเจตนานั้น คิดจิตนั้นด้วยจิต
นั้น ตรึกวิตกนั้นด้วยวิตกนั้น ตรองวิจารนั้นด้วยวิจารนั้น ดื่มปิตินั้นด้วย
ปิตินั้น ระลึกสตินั้นด้วยสตินั้น รู้แจ้งปัญญานั้นด้วยปัญญานั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความยินดีรักใคร่ในฌานก็สัมปยุตด้วยจิต ฌานก็สัมปยุตด้วยจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความยินดีรักใคร่ในฌานเป็นอกุศล ฌานเป็นกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ธรรมที่เป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่มีโทษและธรรมที่ไม่มีโทษ
ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาวอันเป็นข้าศึกกัน มา
พบกัน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธรรมที่เป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่มีโทษและธรรมที่ไม่มีโทษ
ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาวอันเป็นข้าศึกกัน มา
พบกัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ ไกลกัน
ไกลกันนัก ๔ ประการเป็นไฉน ฟ้าและแผ่นดินนี้ประการแรก
ที่ไกลกัน ไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษ จึง
ไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?

654
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 655 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศล ธรรม
ที่มีโทษและธรรมที่ไม่มีโทษ ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและ
ธรรมขาวอันเป็นข้าศึกกันมาพบกัน
[๑๕๓๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี ความยินดีรักใคร่ในฌาน มีฌาน
เป็นอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
สงัดแล้วจากามทั้งหลาย ฯลฯ บรรลุปฐมฌานอยู่ เธอยินดีในฌาน
นั้น รักใคร่ฌานนั้น และประสบความปลื้มใจด้วยฌานนั้น บรรลุ
ทุติยฌาน ภายในผ่องใส เพราะวิตกและวิจารสงบ ฯลฯ บรรลุถึงตติย
ฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานอยู่ ฯลฯ เธอยินดีฌานนั้น รักใคร่ฌาน
นั้น และประสบความปลื้มใจด้วยฌานนั้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่
หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้เข้าสมาบัติก็ยินดี ความยินดีรักใคร่ในฌาน ก็มีฌานเป็น
อารมณ์ น่ะสิ
สมาปันโน อัสสาเทติกถา จบ.
——————
อสาตราคกถา
[๑๕๓๑] สกวาที ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจมีอยู่ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ชื่นชมยิ่งในทุกข์ มีอยู่บางพวกที่ปรารถนา กระหยิ่ม
แสวงหา ค้นหา เสาะหาทุกข์ หมกมุ่นทุกข์ ตั้งอยู่ หรือ?

655
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 656 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ชื่นชมยิ่งในสุข มีอยู่บางพวกที่ปรารถนา กระหยิ่ม
แสวงหา ค้นหา เสาะหาสุข หมกมุ่นสุขตั้งอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ชื่นชมยิ่งในสุข มีอยู่บางพวกที่ปรารถนา
กระหยิ่ม แสวงหา ค้นหา เสาะหาสุข หมกมุ่นสุข ตั้งอยู่ ก็ต้องไม่กล่าว
ว่า ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจมีอยู่ ดังนี้
[๑๕๓๒] ส. ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในทุกขเวทนา ปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่ในสุข
เวทนา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่ในทุกข
เวทนา มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่ใน
ทุกขเวทนา ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจมีอยู่ ดังนี้
[๑๕๓๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลนั้น ประสบความยินดีหรือความ
ยินร้ายอย่างนี้แล้ว เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ตามทุกข์ก็ตาม
มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เขาเพลิดเพลิน บ่นถึง หมกมุ่นเวทนานั้น
ตั้งอยู่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?

656
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 657 (เล่ม 37)

ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจก็มีอยู่ น่ะสิ
อสาตราคกถา จบ.
—————
ธัมมตัณหา อัพยากตาติกถา
[๑๕๓๔] สกวาที ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นวิบากอัพยากฤต เป็นกิริยาอัพยากฤต เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็น
จักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๓๕] ส. ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัททตัณหา ฯลฯ คันธตัณหา รสตัณหา ฯลฯ โผฏฐัพพตัณหาเป็นอัพยา
กฤต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๓๖] ส. รูปตัณหาเป็นอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ธัมมตัณหาเป็นอกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัททตัณหา ฯลฯ โผฏฐัพพตัณหา เป็นอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว

657
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 658 (เล่ม 37)

ส. ธัมมตัณหาเป็นอกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๓๗] ส. ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ตัณหา พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นอกุศล มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ตัณหาพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นอกุศล ก็ต้องไม่กล่าวว่า
ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต
[๑๕๓๘] ส. ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความโลภพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นอกุศล และธัมมตัณหาก็เป็นความ
โลภ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความโลภพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นอกุศล และธัมมตัณหาก็
เป็นความโลภ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต
[๑๕๓๙] ส. โลภะคือธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โลภะคือรูปตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โลภะคือธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โลภะคือสัททตัณหา ฯลฯ คือโผฏฐัพพตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๔๐] ส. โลภะคือรูปตัณหาเป็นอกุศล หรือ?

658
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 659 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. โลภะคือธัมมตัณหาเป็นอกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โลภะคือสัททตัณหา ฯลฯ คือโผฏฐัพพตัณหาเป็นอกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โลภะคือธัมมตัณหาเป็นอกุศล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๔๑] ส. ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ตัณหานี้ใด ทำความเกิดอีก เป็นไปกับ
ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน เพลิดเพลินยิ่งใน
อารมณ์นั้นๆ ตัณหาดังกล่าวนี้ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภว
ตัณหา ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต
[๑๕๔๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. มันเป็นตัณหาในธรรม มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า มันเป็นตัณหาในธรรม ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต
ธัมมตัณหา อัพยากตาติกถา จบ.
—————

659
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 660 (เล่ม 37)

ธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถา
[๑๕๔๓] สกวาที ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. รูปตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัททตัณหา ฯลฯ คันธตัณหา รสตัณหา ฯลฯ โผฏฐัพพตัณหาไม่เป็น
ทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๔๔] ส. รูปตัณหาเป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ธัมมตัณหาเป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัททตัณหา ฯลฯ คันธตัณหา ฯลฯ รสตัณหา ฯลฯ โผฏฐัพพตัณหาเป็น
ทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ธัมมตัณหาเป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ตัณหา พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นทุกขสมุทัย มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ตัณหาพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นทุกขสมุทัย ก็ต้องไม่กล่าวว่า
ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย

660
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 661 (เล่ม 37)

[๑๕๔๕] ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความโลภพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นทุกขสมุทัย และธัมมตัณหาก็เป็น
ความโลภ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความโลภ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นทุกขสมุทัย และธัมมตัณหา
ก็เป็นความโลภ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย
[๑๕๔๖] ส. โลภะคือธัมมตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โลภะคือรูปตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โลภะคือธัมมตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โลภะคือสัททตัณหา ฯลฯ คือคันธตัณหา ฯลฯ คือรสตัณหา ฯลฯ คือ
โผฏฐัพพตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ?

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๔๗] ส. โลภะคือรูปตัณหา เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โลภะคือธัมมตัณหา เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โลภะคือสัททตัณหา ฯลฯ คือโผฏฐัพพตัณหา เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โลภะคือธัมมตัณหา เป็นทุกขสมุทัย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

661