พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 642 (เล่ม 37)

ส. พระอรหันต์ ละทุคติได้ แต่พระอรหันต์ พึงรับนกกระทา นกกระจาบ
และนกยูง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๑๐] ส. พระอรหันต์ ละทุคติได้ และพระอรหันต์ ไม่พึงยินดีในรูปของสัตว์ที่เกิด
ในอบาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคติได้ และบุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ไม่พึงยินดี
ในรูปของสัตว์ที่เกิดในอบาย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์ ละทุคติได้ และพระอรหันต์ ไม่พึงยินดีในเสียง ฯลฯ
ในกลิ่น ฯลฯ ในรส ฯลฯ ในโผฏฐัพพะ ของสัตว์ที่เกิดในอบาย ฯลฯ
ไม่พึงเสพเมถุนธรรมกับนางอมนุษย์ กับนางดิรัจฉาน กับนางนาค ไม่
พึงรับแพะ ไม่พึงรับไก่และสุกร ไม่พึงรับช้าง โค ม้า และลา ฯลฯ
ไม่พึงรับนกกระทา นกกระจาบ และนกยูง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคติได้ และบุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ไม่พึงรับนก
กระทา นกกระจาบ และนกยูง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๑๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคติได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงเข้าถึงนรก ฯลฯ พึงเข้าถึงกำเนิดดิรัจฉาน ฯลฯ
พึงเข้าถึงภูมิแห่งเปรต หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ก็ละทุคติได้ น่ะสิ
ทุคคติกถา จบ.
————-

642
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 643 (เล่ม 37)

สัตตมภวิกกถา
[๑๕๑๒] ปรวาที ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีภพที่ ๗ เป็นอย่างยิ่ง ละทุคติได้ หรือ?
สกวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีภพที่ ๗ เป็นอย่างยิ่ง พึงเข้าถึงนรก พึงเข้าถึงกำเนิดดิรัจฉาน
พึงเข้าถึงภูมิแห่งเปรต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้เกิดในภพที่ ๗ ก็ละทุคติได้ น่ะสิ
สัตตมภวิกกถา จบ.
วรรคที่ ๑๒ จบ.
———–
วรรคที่ ๑๓
กัปปัฏฐกถา
[๑๕๑๓] สกวาที บุคคลผู้กัปปัฏฐะ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. กัลป์ ดำรงอยู่ได้ด้วย พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกได้ด้วย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กัลป์ ดำรงอยู่ได้ด้วย สงฆ์แตกกันได้ด้วย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กัลป์ ดำรงอยู่ได้ด้วย บุคคลผู้กัปปัฏฐะทำกรรมอันเป็นเหตุตั้งอยู่ตลอด
กัลป์ได้ด้วย หรือ?

643
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 644 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กัลป์ ดำรงอยู่ได้ด้วย บุคคลผู้กัปปัฏฐะทำกาละได้ด้วย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พึงดำรงอยู่ตลอดกัลป์ส่วนที่เป็นอดีต พึงดำรงอยู่ตลอดกัลป์ ส่วนที่เป็น
อนาคต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ พึงดำรงอยู่ตลอดกัลป์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พึงดำรงอยู่ตลอด ๒ กัลป์ พึงดำรงอยู่ตลอด ๓ กัลป์ พึงดำรงอยู่ตลอด
๔ กัลป์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ พึงดำรงอยู่ตลอดกัลป์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ เมื่อกัลป์ถูกไฟไหม้อยู่ ไปไหน
ป. ไปสู่โลกธาตุอื่น
ส. เป็นผู้ตายแล้วไป หรือว่าไปสู่เวหาสได้
ป. เป็นผู้ตายไปแล้ว
ส. กรรมอันเป็นเหตุตั้งอยู่ตลอดกัลป์ เป็นกรรมให้ผลในภพต่อๆ ไป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ไปสู่เวหาสได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

644
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 645 (เล่ม 37)

ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ เป็นผู้มีฤทธิ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ เป็นผู้มีฤทธิ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ ได้เจริญฉันทอิทธิบาท ได้เจริญวิริยอิทธิบาท ได้เจริญ
จิตตอิทธิบาท ได้เจริญวิมังสาอิทธิบาท หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๑๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะ คือ ผู้ทำลายสงฆ์ให้
แตกจากกัน จะต้องไปอบาย จะต้องไปนรก ผู้ยินดีในการแยกพวก
ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมคลาดจากธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ เขา
ยังสงฆ์ซึ่งพร้อมเพรียงกันให้แตกกันแล้วจะหมกไหม้อยู่ในนรกตลอด
กัลป์ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้กัปปัฏฐะ ก็พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ น่ะสิ
กัปปัฏฐกถา จบ.
————-
กุสลจิตตปฏิลาภกถา
[๑๕๑๕] สกวาที บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงกลับได้กุศลจิต หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้ทาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว

645
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 646 (เล่ม 37)

หากว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้ทาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึง
กลับได้กุศลจิต
[๑๕๑๖] ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงกลับได้กุศลจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้จีวร ฯลฯ พึงให้บิณฑบาต ฯลฯ พึงให้เสนา
สนะ ฯลฯ พึงให้คิลานปัจจยเภสัชบริขาร พึงให้ของขบเคี้ยง พึงให้ของกิน
พึงให้น้ำดื่ม พึงไหว้พระเจดีย์ พึงยกขึ้นซึ่งดอกไม้ ของหอม เครื่อง
ลูบไล้ที่พระเจดีย์ ฯลฯ พึงทำการประทักษิณพระเจดีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงทำการประทักษิณพระเจดีย์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงกลับได้กุศลจิต ดังนี้ ฯลฯ
[๑๕๑๗] ป. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงกลับได้กุศลจิต หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงกลับได้กุศลจิต อันเป็นการออกจากอกุศลจิต เป็น
เหตุตั้งอยู่ตลอดกัลป์นั้น หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พึงกลับได้กุศลจิตที่เป็นรูปาวจร ฯลฯ ที่เป็นอรูปาวจร ฯลฯ ที่เป็น
โลกุตตระ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กุศลจิตตปฏิลาภกถา จบ.
———–
อนันตราปยุตตกถา
[๑๕๑๘] ปรวาที บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามได้ หรือ?
สกวาที ถูกแล้ว
ป. พึงก้าวลงสู่มิจฉัตตนิยาม และสัมมัตตนิยามได้ทั้งสองอย่าง หรือ?

646
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 647 (เล่ม 37)

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. กรรมนั้น ได้ใช้ให้ทำแล้ว ก่อความรำคาญใจให้แล้ว ให้เกิดความ
วิปฏิสารขึ้นแล้ว มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า กรรมนั้นได้ใช้ให้ทำแล้ว ก่อความรำคาญใจให้แล้ว ให้เกิด
ความวิปฏิสารขึ้นแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม
พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามได้
[๑๕๑๙] ส. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เขาได้ปลงชีวิตมารดา ได้ปลงชีวิตบิดา ได้ปลงชีวิตพระอรหันต์ ได้มี
จิตประทุษร้าย ยังพระโลหิตแห่งพระตถาคตให้ห้อได้ ยังสงฆ์ให้แตกจาก
กัน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม ล้มเลิกกรรมนั้นแล้ว บรรเทาความ
รำคาญใจได้แล้ว กำจัดความวิปฏิสารได้แล้ว เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะก้าวลง
สู่สัมมัตตนิยาม หรือ?

647
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 648 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. เขาได้ปลงชีวิตมารดา ได้ปลงชีวิตบิดา ฯลฯ ได้ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม ล้มเลิกกรรมนั้นแล้ว บรรเทาความ
รำคาญใจได้แล้ว กำจัดความวิปฏิสารได้แล้ว เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะก้าวลง
สู่สัมมัตตนิยาม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กรรมนั้นได้ล้มเลิกแล้ว ความรำคาญใจก็ได้บรรเทาแล้ว ความวิปฏิสาร
ก็ได้กำจัดแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า กรรมนั้นได้ล้มเลิกแล้ว ความรำคาญใจก็ได้บรรเทาแล้ว ความ
วิปฏิสารก็ได้กำจัดแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม
ล้มเลิกกรรมนั้นแล้ว บรรเทาความรำคาญใจได้แล้ว กำจัดความวิปฏิสาร
ได้แล้ว เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม
[๑๕๒๐] ป. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เขาได้ใช้ให้ทำกรรมนั้นแล้ว มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า เขาได้ใช้ให้ทำกรรมนั้นแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ใช้ให้ทำ
อนันตริยกรรม พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามได้
อนันตราปยุตตกถา จบ.
————
นิยตัสสนิยามกถา
[๑๕๒๑] สกวาที บุคคลผู้แน่นอนแล้ว ย่อมก้าวลงสู่ทางแน่นอน (นิยาม) หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้แน่นอนแล้วในมิจฉัตตะ ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามได้ บุคคลผู้
แน่นอนแล้วในสัมมัตตะ ก็ก้าวลงสู่มิจฉัตตนิยามได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้แน่นอนแล้ว ย่อมก้าวลงสู่ทางแน่นอน หรือ?
ป. ถูกแล้ว

648
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 649 (เล่ม 37)

ส. ยังมรรคให้เกิดก่อนแล้ว จึงก้าวลงสู่ทางแน่นอน (นิยาม) ในภายหลัง
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ยังโสดาปัตติมรรคให้เกิดก่อนแล้ว จึงก้าวลงสู่โสดาปัตตินิยามในภาย
หลัง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ยังสกทาคามิมรรค ฯลฯ ยังอนาคามิมรรค ฯลฯ ยังอรหัตมรรคให้เกิด
ก่อนแล้ว จึงก้าวลงสู่อรหัตนิยามในภายหลัง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลยังสติปัฏฐาน ฯลฯ ยังสัมมัปปธาน ฯลฯ ยังอิทธิบาท ฯลฯ
ยังอินทรีย์ ฯลฯ ยังพละ ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดก่อนแล้ว จึงก้าว
ลงสู่ทางแน่นอนในภายหลัง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๒๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้แน่นอนแล้วย่อมก้าวลงสู่ทางแน่นอน หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระโพธิสัตว์ ไม่เป็นผู้ควรเพื่อจะตรัสรู้ธรรมในชาตินั้น หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้แน่นอนแล้ว ก็ย่อมก้าวลงสู่ทางแน่นอนน่ะสิ
นิยตัสสนิยามกถา จบ.
———–
นีวุตกถา
[๑๕๒๓] สกวาที บุคคลเป็นผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำแล้ว ละนิวรณ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลเป็นผู้มีจิตอันราคะย้อมแล้ว ละราคะ เป็นผู้มีจิตอันโทสะประทุษ
ร้ายแล้ว ละโทสะ เป็นผู้มีจิตหลงแล้ว ละโมหะ เป็นผู้มีจิตเศร้าหมอง
แล้ว ละกิเลส หรือ?

649
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 650 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะด้วยโมหะ
ละกิเลสด้วยกิเลส หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ราคะก็สัมปยุตด้วยจิต มรรคก็สัมปยุตด้วยจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ราคะเป็นอกุศล มรรคเป็นกุศล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ธรรมเป็นกุศลและธรรมเป็นอกุศล ธรรมมีโทษและธรรมไม่มีโทษ ธรรม
เลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาวอันเป็นข้าศึกกันมาพบกัน
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ธรรมเป็นกุศลและธรรมเป็นอกุศล ธรรมมีโทษและธรรมไม่มีโทษ ธรรม
เลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาวอันเป็นข้าศึกกันมาพบกัน
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ ไกลกัน
ไกลกันนัก ๔ ประการ เป็นไฉน ฟ้าและแผ่นดินนี้ ประการแรกที่
ไกลกัน ไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงไกลจาก
อสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศล ฯลฯ
มาพบกัน น่ะสิ
[๑๕๒๔] ส. บุคคลเป็นผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำแล้ว ละนิวรณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

650
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 651 (เล่ม 37)

ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ภิกษุนั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นจิต
บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน มีอุปกิเลสปราศไปแล้ว
เป็นจิตอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่ ถึงความเป็นธรรมชาติไม่หวั่น
ไหวแล้ว อย่างนี้ ย่อมน้อมจิตไป เพื่อญาณเป็นเครื่องสิ้นไปแห่ง
อาสวะทั้งหลาย ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำแล้ว ละ
นิวรณ์
[๑๕๒๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำแล้วละนิวรณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า เมื่อภิกษุนั้น รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้
จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ ฯลฯ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จาก
อวิชชาสวะ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็เป็นผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำแล้ว ละนิวรณ์น่ะสิ
นีวุตกถา จบ.
—————
สัมมุขีภูตกถา
[๑๕๒๖] สกวาที บุคคลเป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมด้วยสัญโญชน์ ละสัญโญชน์ได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลเป็นผู้มีจิตอันราคะย้อมแล้ว ละราคะ เป็นผู้มีจิตอันโทสะประทุษ
ร้ายแล้ว ละโทสะ เป็นผู้มีจิตหลงแล้ว ละโมหะ เป็นผู้มีจิตเศร้าหมอง
แล้ว ละกิเลส หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

651