พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 632 (เล่ม 37)

สัทโทวิปาโกติกถา
[๑๔๘๕] สกวาที เสียงเป็นวิบาก หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เสียงเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นทุกข์ เป็นผล
ที่บุคคลเสวยไม่ทุกข์ไม่สุข สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกข
เวทนา สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัมปยุตด้วยผัสสะ สัมปยุตด้วย
เวทนาสัมปยุตด้วยสัญญา สัมปยุตด้วยเจตนา สัมปยุตด้วยจิต มีอารมณ์
มีความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความ
ปรารถนาความตั้งใจ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เสียง ไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นทุกข์ ฯลฯ
ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า เสียงไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความ
นึก ฯลฯ ความตั้งใจ ก็ต้องไม่กล่าวว่า เสียงเป็นวิบาก
[๑๔๘๖] ส. ผัสสะเป็นวิบาก ผัสสะเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ มีอารมณ์
มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เสียงเป็นวิบาก เสียงเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ มีอารมณ์ มีความ
นึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๘๗] ส. เสียงเป็นวิบาก แต่เสียงไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มี
อารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

632
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 633 (เล่ม 37)

ส. ผัสสะเป็นวิบาก แต่ผัสสะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ไม่เป็นผลที่
บุคคลเสวยเป็นทุกข์ ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๘๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า เสียงเป็นวิบาก หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ตถาคตนั้น เป็นผู้มีเสียงดุจเสียงพรหม
กล่าวคำด้วยน้ำเสียงอันไพเราะดุจเสียงนกการะเวก เพราะกรรมนั้น
อันได้ทำไว้แล้ว ได้สะสมแล้ว ได้เพิ่มพูนแล้ว เป็นกรรมไพบูลย์
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น เสียงก็เป็นวิบาก น่ะสิ
สัทโทวิปาโกติกถา จบ.
————-
สฬายตนกถา
[๑๔๘๙] สกวาที จักขายตนะเป็นวิบาก หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. จักขายตนะเป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข เป็นผลอันบุคคลเสวยเป็น
ทุกข์ ฯลฯ มีอารมณ์ มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. จักขายตนะไม่เป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความ
นึก ฯลฯ ความตั้งใจ มิใช่หรือ?

633
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 634 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า จักขายตนะไม่เป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์
ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จักขายตนะเป็น
วิบาก ฯลฯ
ส. ผัสสะเป็นวิบาก ผัสสะเป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ มีอารมณ์
มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขายตนะเป็นวิบาก จักขายตนะเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ
มีอารมณ์ มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. จักขายตนะเป็นวิบาก แต่จักขายตนะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ
ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะเป็นวิบาก แต่ผัสสะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มี
อารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ
ชิวหายตนะ ฯลฯ
[๑๔๙๐] ส. กายายตนะเป็นวิบาก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายายตนะเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ มีอารมณ์ มีความนึก ฯลฯ
ความตั้งใจ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายายตนะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มี
ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

634
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 635 (เล่ม 37)

ส. หากว่า กายายตนะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์
ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ก็ต้องไม่กล่าวว่า กายายตนะเป็นวิบาก ฯลฯ
ส. ผัสสะเป็นวิบาก ผัสสะเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ มีอารมณ์
มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายายตนะเป็นวิบาก กายายตนะเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ มี
อารมณ์ มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กายายตนะเป็นวิบาก แต่กายายตนะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ
ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะเป็นวิบาก แต่ผัสสะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มี
อารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๙๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สฬายตนะเป็นวิบาก หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. สฬายตนะเกิดขึ้นเพราะได้ทำกรรมไว้ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า สฬายตนะเกิดขึ้นเพราะได้ทำกรรมไว้ ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึง
ต้องกล่าวว่า สฬายตนะเป็นวิบาก
สฬายตนะกถา จบ.
———–
สัตตักขัตตุปรมกถา
[๑๔๙๒] สกวาที บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง
หรือ?

635
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 636 (เล่ม 37)

ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ได้ปลงชีวิตมารดา ได้ปลงชีวิตบิดา ได้ปลง
ชีวิตพระอรหันต์ ได้มีจิตประทุษร้าย ยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ
ได้ทำลายสงฆ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๙๓] ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้ธรรมในระหว่าง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้ธรรมในระหว่าง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะนั้น ได้ปลงชีวิตมารดา ได้ปลงชีวิตบิดา ได้
ปลงชีวิตพระอรหันต์ ได้มีจิตประทุษร้าย ยังพระโลหิตของพระตถาคต
ให้ห้อ ได้ทำลายสงฆ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๙๔] ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นิยมที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความเกิด ๗ ครั้งเป็น
อย่างยิ่ง มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ ที่กำหนด
บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

636
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 637 (เล่ม 37)

[๑๔๙๕] ส. นิยมที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความเกิด ๗ ครั้งเป็น
อย่างยิ่ง ไม่มี หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า นิยมที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความเกิด ๗ ครั้ง
เป็นอย่างยิ่ง ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้
เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง
[๑๔๙๖] ส. สติปัฏฐาน ฯลฯ โพชฌงค์ ที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วย
ความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง ไม่มี หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า โพชฌงค์ที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความเกิด ๗
ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็น
ผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง
[๑๔๙๗] ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ด้วยสกทาคามีนิยม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ด้วยอนาคามีนิยม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ด้วยอรหัตนิยม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ด้วยนิยมอะไร?
ป. ด้วยโสดาปัตตินิยม
[๑๔๙๘] ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง
หรือ?

637
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 638 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. ชนเหล่าหนึ่งเหล่าใด ก้าวลงสู่โสดาปัตตินิยม ชนเหล่านั้นทั้งหมด
เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๔๙๙] ส. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้ง
เป็นอย่างยิ่ง หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลนั้น เป็นสัตตักขัตตุปรมะ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าว
ว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง
สัตตักขัตตุปรมกถา จบ.
———–
โกลังโกลเอกวีชีกถา
[๑๕๐๐] ปรวาที ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้โกลังโกละเป็นผู้เที่ยงต่อความเกิดอีก ๒๓
ครั้ง หรือ?
สกวาที ถูกแล้ว
ป. บุคคลนั้น เป็นโกลังโกละ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลนั้น เป็นโกลังโกละ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
บุคคลผู้โกลังโกละเป็นผู้เที่ยงต่อความเกิดอีก ๒๓ ครั้ง
[๑๕๐๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้เอกพีชี เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิดอีกครั้งเดียว หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลนั้น เป็นเอกพีชี มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว

638
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 639 (เล่ม 37)

ป. หากว่า บุคคลนั้น เป็นเอกพีชี ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคล
ผู้เอกพีชี เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิดอีกครั้งเดียว
โกลังโกลเอกวีชีกถา จบ.
————–
ชีวิตาโวโรปนกถา
[๑๕๐๒] สกวาที บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตมารดา ฯลฯ พึงแกล้งปลงชีวิต
บิดา ฯลฯ พึงแกล้งปลงชีวิตพระอรหันต์ ฯลฯ พึงมีจิตคิดประทุษร้าย
ยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ ฯลฯ พึงทำลายสงฆ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๐๓] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นผู้ไม่มีความเคารพในพระธรรม ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีความเคารพในพระ
สงฆ์ ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีความเคารพในสิกขา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๐๔] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดาก็ต้องไม่
กล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้มีความเคารพในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์
ฯลฯ ในสิกขา มิใช่หรือ?

639
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 640 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้มีความเคารพในสิกขาก็ต้องไม่กล่าว
ว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์
[๑๕๐๕] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงถ่ายอุจจาระรด พึงถ่ายปัสสาวะรด พึงถ่มเขฬะรด
ที่พระพุทธสถูปพึงทำพุทธสถูปไว้ทางเบื้องซ้าย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๕๐๖] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรดำรงสภาวะ
ไว้ ย่อมไม่ล่วงขอบเขต ฉันใด สาวกของเราย่อมไม่ล่วงสิกขา
บทนั้น ที่เราบัญญัติไว้แก่สาวกทั้งหลาย แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต
ฉันนั้นแล ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิต
สัตว์
ชีวิตาโวโรปนกถา จบ.
—————-
ทุคคติกถา
[๑๕๐๗] สกวาที บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคติได้ หรือ ?
ปรวาที ถูกแล้ว

640
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 641 (เล่ม 37)

ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีในรูปของสัตว์ที่เกิดในอบาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีในรูปของสัตว์ที่เกิดในอบาย ก็
ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคติได้
[๑๕๐๘] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคติได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีในเสียง ฯลฯ ในกลิ่น ฯลฯ ในรส ฯลฯ
ในโผฏฐัพพะ ของสัตว์ที่เกิดในอบาย ฯลฯ พึงเสพเมถุนธรรม
กับนางอมนุษย์ กับนางดิรัจฉาน กับนางนาค พึงรับแพะ พึงรับไก่
และสุกร พึงรับช้าง โค ม้า และลา ฯลฯ พึงรับนกกระทา นกกระจาบ
และนกยูง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงรับนกกระทา นกกระจาบ และนกยูง
ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิสมบัติ ละทุคติได้
[๑๕๐๙] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคติได้ แต่บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีในรูป
ของสัตว์ที่เกิดในอบาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ ละทุคติได้ แต่พระอรหันต์ พึงยินดีในรูปของสัตว์ที่เกิดใน
อบาย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคติได้ แต่บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีใน
เสียง ฯลฯ ในกลิ่น ฯลฯ ในรส ฯลฯ ในโผฏฐัพพะ ของสัตว์ที่เกิดใน
อบาย ฯลฯ พึงรับนกกระทา นกกระจาบ และนกยูง หรือ?
ป. ถูกแล้ว

641