พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 542 (เล่ม 37)

ส. เพราะเหตุแห่งกรรมคืออทินนาทาน ฯลฯ เพราะเหตุแห่งกรรม คือกาเม
สุมิจฉาจาร เพราะเหตุแห่งกรรมคือมุสาวาท เพราะเหตุแห่งกรรมคือ
ปิสุณาวาจาเพราะเหตุแห่งกรรมคือผรุสวาจา เพราะเหตุแห่งกรรมคือ
ปิตุฆาต เพราะเหตุแห่งกรรมคืออรหันตฆาต เพราะเหตุแห่งกรรมคือ
โลหิตุปบาท เพราะเหตุแห่งกรรมคือสังฆเภท หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะเหตุแห่งกรรมไหน?
ป. เพราะกล่าวตู่พระอรหันต์ทั้งหลาย
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่งกรรม คือกล่าวตู่พระ
อรหันต์ทั้งหลาย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ไม่ว่าใครที่กล่าวตู่พระอรหันต์ ย่อมทำให้แจ้งอรหัตผลได้ทุกคน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กัมมเหตุกถา จบ
วรรคที่ ๘ จบ
——-
วรรคที่ ๙
อานิสังสกถา
[๑๓๐๖] สกวาที ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ละสัญโญชน์ได้ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ละสัญ
โญชน์ได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

542
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 543 (เล่ม 37)

ส. หากว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง
ละสัญโญชน์ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ละ
สัญโญชน์ได้ ฯลฯ บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็น
ทุกข์ ฯลฯ โดยความเป็นโรค โดยความเป็นหัวฝี โดยความเป็นลูกศร โดย
ความเป็นของลำเค็ญ โดยความเป็นอาพาธ โดยความเป็นดังคนอื่น โดย
ความเป็นของหลอกลวง โดยความเป็นของเสนียด โดยความเป็นเครื่อง
เบียดเบียน โดยความเป็นภัย โดยความเป็นอุปสรรค โดยความเป็นของ
หวั่นไหว โดยความเป็นของเปื่อยพัง โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน โดย
ความไม่เป็นที่ต้านทาน โดยความไม่เป็นที่หลีกเร้น โดยความไม่เป็นที่
พึ่ง โดยความไม่เป็นที่ขจัดภัย โดยความเป็นของว่าง โดยความเป็นของ
เปล่า โดยความเป็นของสูญ โดยความเป็นอนัตตา โดยความเป็นโทษ
ฯลฯ โดยความเป็นของมีความแปรไปเป็นธรรมดา ละสัญโญชน์ได้ มิใช่
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของมีความแปร
ไปเป็นธรรมดา ละสัญโญชน์ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ (ใน
นิพพาน) ละสัญโญชน์ได้
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย เป็น
ผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย
เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ ดวง หรือ?

543
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 544 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ โดยความ
อานิเป็นโรค ฯลฯ โดยความเป็นของมีความแปรไปเป็นธรรมดาด้วย เห็น
สงส์ในนิพพานด้วย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของแปรไปเป็นธรรมดา
ด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ ดวง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๐๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ละสัญโญชน์ได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข หมายรู้ว่าเป็นสุข มีความรู้สึกว่าเป็นสุข
น้อมใจไปเนืองนิตย์สม่ำเสมอ ไม่สับสน หยั่งปัญญาลงในพระ
นิพพานอยู่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้เห็นอานิสงส์ (ในนิพพาน) ก็ละสัญโญชน์ได้น่ะสิ
อานิสังสกถา จบ
———–
อมตารัมมณกถา
[๑๓๐๘] สกวาที สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. อมตะเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ เป็นอารมณ์ของ

544
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 545 (เล่ม 37)

โอฆะ เป็นอารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ เป็นอารมณ์ของ
ปรามาสะ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นอารมณ์สังกิเลส หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ ไม่
เป็นอารมณ์ของสังกิเลส มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของ
สังกิเลส ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์
[๑๓๐๙] ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตพึงยินดี พึงใคร่ พึงมัวเมา พึงผูกพัน
พึงสยบอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึงใคร่ ไม่พึงมัวเมา
ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึงใคร ไม่พึง
มัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ราคะปรารภอมตะ
เกิดขึ้นได้
[๑๓๑๐] ส. โทสะปรารภอมตะ เกิดขึ้นได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความ
กระทบกระเทือน หรือ?

545
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 546 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
ความกระทบกระเทือน มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็น
ที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน ก็ต้องไม่กล่าวว่า โทสะปรารภอมตะเกิด
ขึ้นได้
[๑๓๑๑] ส. โมหะ ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ทำความไม่รู้ ทำความไม่เห็น เกื้อกูลแก่ความ
ดับสูญแห่งปัญญา เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ เกื้อกูลแก่ความเจริญ
แห่งปัญญา ไม่เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา เป็นไปเพื่อนิพพาน มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ ฯลฯ เป็นไป
เพื่อนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า โมหะปรารภอมตะ เกิดขึ้นได้
[๑๓๑๒] ส. สัญโญชน์ ปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ เป็น
อารมณ์ของคันถะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัญโญชน์ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์
เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของกิเลส หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

546
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 547 (เล่ม 37)

[๑๓๑๓] ส. ราคะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ รูปเป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตพึงยินดี พึงใคร่
พึงมัวเมา พึงผูกพัน พึงสยบอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้งแห่งราคะอันจิตพึงยินดี
ฯลฯ พึงสยบอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๑๔] ส. โทสะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความ
โกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่ง
ความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๑๕] ส. โมหะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ กระทำความไม่รู้
ฯลฯ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โมหะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ กระทำ
ความไม่รู้ ฯลฯ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๑๖] ส. สัญโญชน์ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ แต่อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์
ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของ
โยคะ ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสะ ไม่เป็น
อารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ?
ป. ถูกแล้ว

547
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 548 (เล่ม 37)

ส. สัญโญชน์ปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่
เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๑๗] ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ แต่อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะอันจิตไม่พึง
ยินดี ไม่พึงใคร่ ไม่พึงมัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ราคะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี
ฯลฯ ไม่พึงสยบอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๑๘] ส. โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่
ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โทสะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
ความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๑๙] ส. โมหะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ แต่อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่ทำความ
ไม่รู้ ฯลฯ เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โมหะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้
ฯลฯ เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๒๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว

548
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 549 (เล่ม 37)

ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า (ปุถุชน …) หมายรู้นิพพานโดยความเป็น
นิพพาน ครั้นหมายรู้นิพพานโดยความเป็นนิพพานแล้ว ย่อมสำคัญ
นิพพาน ย่อมสำคัญในนิพพาน ย่อมสำคัญโดยความเป็นนิพพาน
ย่อมสำคัญนิพพานว่าของเรา ย่อมชื่นชมนิพพาน ดังนี้ เป็นสูตรมี
อยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น สัญโญชน์ก็มีอมตะเป็นอารมณ์ น่ะสิ
อมตารัมมณกถา จบ
————-
รูปังสารัมมณันติกถา
[๑๓๒๑] สกวามี รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความ
ปรารถนา ความตั้งใจ ของรูปนั้น มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น ไม่มี มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่
กล่าวว่า รูปเป็นธรรมมีอารมณ์
[๑๓๒๒] ส. ผัสสะเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของ
ผัสสะนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

549
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 550 (เล่ม 37)

ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น
มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๒๓] ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา จิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ราคะ
โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ อโนต
ตัปปะ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของ
อโนตตัปปะนั้น มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น
มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๒๔] ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูป
นั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผัสสะเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของ
ผัสสะนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๒๕] ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูป
นั้น ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา สัญญา ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่ความนึก ความ
ผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของอโนตตัปปะนั้น ไม่มีหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

550
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 551 (เล่ม 37)

[๑๓๒๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. รูปเป็นธรรมมีปัจจัย มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า รูปเป็นธรรมมีปัจจัย ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า รูปเป็น
ธรรมมีอารมณ์
รูปังสารัมมณันติกถา จบ
———–
อนุสยา อนารัมมณาติกถา
[๑๓๒๗] สกวาที อนุสัยเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๓๒๘] ส. กามราคานุสัย เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสัญโญชน์ กาโมฆะ กามโยฆะ กาม
ฉันทนิวรณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสัญโญชน์ กาโมฆะ กามโยคะ กาม
ฉันทนิวรณ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามราคานุสัย เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

551