พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 492 (เล่ม 37)

ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในกามภพ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในอันตราภพ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอันตราภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามภพ เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพ เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๐๓] ส. รูปภพมีอยู่ รูปภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร
เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพมีอยู่ อันตราภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็น
สงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงรูปภพ มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

492
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 493 (เล่ม 37)

ส. สัตว์ผู้เข้าถึงรูปภพมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพ มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในรูปภพ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในอันตราภพ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในรูปภพ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอันตราภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปภพเป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพเป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๐๔] ส. อรูปภพ มีอยู่ อรูปภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร
เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพ มีอยู่ อันตราภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็น
สงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

493
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 494 (เล่ม 37)

ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอรูปภพ มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพ มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอรูปภพ มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพ มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในอรูปภพ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในอันตราภพ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอรูปภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอันตราภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อรูปภพเป็นจตุโวการภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพเป็นจตุโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๐๕] ส. อันตราภพมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

494
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 495 (เล่ม 37)

ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียว ก็ต้องไม่กล่าวว่า
อันตราภพมีอยู่
[๑๒๐๖] ส. อันตราภพมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้กระทำอนันตริยกรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม ก็ต้องไม่
กล่าวว่า อันตราภพมีอยู่
[๑๒๐๗] ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่ทำอนันตริยกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่ทำอนันตริยกรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงนรก ฯลฯ สำหรับบุคคลผู้เข้าถึง
อสัญญสัตว์ ฯลฯ สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพ หรือ?

495
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 496 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
อันตราภพมีอยู่
[๑๒๐๘] ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่เข้าถึงอรูปภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงรูปภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่เข้าถึงอรูปภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๐๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อันตราภพมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลผู้อันตราปรินิพพายี มีอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลผู้อันตราปรินิพพายีมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
อันตราภพมีอยู่
ส. อันตราภพ ชื่อว่ามีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า บุคคลผู้อันตราปรินิพพายี
มีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะทำอธิบายว่า บุคคลผู้อุปหัจจปรินิพพายีมีอยู่ อุปหัจจภพก็ชื่อว่ามี
อยู่ หรือ?

496
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 497 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อันตราภพ ชื่อว่ามีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า บุคคลผู้อันตราปรินิพพายี
มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะทำอธิบายว่า บุคคลผู้อสังขารปรินิพพายีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้
สสังขารปรินิพพายีมีอยู่ สสังขารภพก็ชื่อว่ามีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อันตราภวกถา จบ
————–
กามคุณกถา
[๑๒๑๐] สกวาที กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุหรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ความพอใจเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความพอใจเกี่ยวด้วยกามคุณนั้นมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า กามคุณ
๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ
ส. ความกำหนัดเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอ
ใจเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความดำริเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความกำ
หนัดเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความกำหนัดด้วยอำนาจความดำริเกี่ยวด้วย
กามคุณ ๕ นั้น ปีติเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น โสมนัสเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕
นั้น ปีติโสมนัสเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว

497
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 498 (เล่ม 37)

ส. หากว่า ปีติโสมนัสเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้นมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า กามคุณ
๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ
[๑๒๑๑] ส. กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักษุของมนุษย์ทั้งหลาย ไม่เป็นกามธาตุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โสตะ ฆานะ ชิวหา มโน ของมนุษย์ทั้งหลายไม่เป็นกามธาตุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มโนของมนุษย์ทั้งหลาย ไม่เป็นกามธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า กามคุณ ๕ ในโลกมีมโนเป็นที่ ๖ พระ
พุทธะทั้งหลายประกาศแล้ว บุคคลสำรอกความพอใจในกามคุณ ๕
และมโนนี้แล้ว ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ได้ ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า มโนของมนุษย์ทั้งหลายไม่เป็นกามธาตุ
[๑๒๑๒] ส. กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามคุณ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็น
วิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามคุณมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

498
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 499 (เล่ม 37)

ส. สัตว์ผู้เข้าถึงกามคุณมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ในกามคุณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามคุณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามคุณ เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมอุบัติขึ้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมอุบัติขึ้น คู่พระสาวกย่อมอุบัติขึ้นในกามคุณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามธาตุ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็น
วิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามคุณ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็น
วิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามธาตุ มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามคุณ มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงกามธาตุมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงกามคุณมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

499
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 500 (เล่ม 37)

ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในกามธาตุ
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุปบัติอยู่ ในกามคุณ
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามคุณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. กามธาตุ เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กามคุณ เป็นปัญจโวการภพ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติขึ้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมอุบัติขึ้น คู่พระสาวกย่อมอุบัติขึ้น ในกามธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติขึ้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมอุบัติขึ้น คู่พระสาวกย่อมอุบัติขึ้น ในกามคุณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๒๑๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้ ๕ อย่าง ๕
อย่างเป็นไฉน? รูปซึ่งเป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ อันน่าปรารถนา

500
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 501 (เล่ม 37)

น่าใคร่ จำเริญใจ น่ารัก ยั่วกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เสียง
ซึ่งเป็นวิสัยแห่งโสตวิญญาณ กลิ่นซึ่งเป็นวิสัยแห่งฆานวิญญาณ รส
รสซึ่งเป็นวิสัยแห่งชิวหาวิญญาณ โผฏฐัพพะซึ่งเป็นวิสัยแห่งกาย
วิญญาณ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ จำเริญใจ น่ารัก ยั่วกาม เป็นที่
ตั้งแห่งความกำหนัด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ อย่าง ฉะนี้แล
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ก็กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุน่ะสิ
กามคุณกถาจบ
————
กามกถา
[๑๒๑๔] สกวาที อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ความพอใจเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความพอใจเกี่ยวด้วยอายตนะนั้นมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อายตนะ
๕ เท่านั้น เป็นกาม
ส. ความกำหนัดเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอ
ใจเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ความดำริเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ความ
กำหนัดเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีเกี่ยว
ด้วยอายตนะ ๕ นั้น ปีติเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น โสมนัสเกี่ยวด้วยอาย
ตนะ ๕ นั้น ปีติโสมนัสเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น มีอยู่ มิใช่หรือ?

501