พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 342 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น
ทิพพจักขุกถา จบ
———–
ทิพพโสตกถา
[๘๐๙] สกวาที มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. มังสโสต ก็คือทิพยโสต ทิพยโสต ก็คือ มังสโสต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๑๐] ส. มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มังสโสตเป็นเช่นใด ทิพยโสตก็เป็นเช่นนั้น ทิพยโสตเป็นเช่นใด
มังสโสตก็เป็นเช่นนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๑๑] ส. มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มังสโสตอันนั้น ทิพยโสตก็อันนั้นแหละ ทิพยโสตอันนั้น มังสโสตก็
อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๑๒] ส. มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ?
ป. ถูกแล้ว

342
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 343 (เล่ม 37)

ส. วิสัย อานุภาพ โคจร แห่งมังสโสต เป็นเช่นใด วิสัย อานุภาพ โคจร
แห่งทิพยโสต ก็เป็นเช่นนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๑๓] ส. มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นอุปาทินนะแล้วเป็นอนุปาทินนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๑๔] ส. เป็นอุปาทินนะแล้วเป็นอนุปาทินนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๑๕] ส. เป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจร หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๑๖] ส. เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจร หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นปริยาปันนะแล้วเป็นอปริยาปันนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๑๗] ส. มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทิพยโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว ก็เป็นมังสโสต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

343
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 344 (เล่ม 37)

[๘๑๘] ส. มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสตมีอย่างเดียวเท่านั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๑๙] ส. โสตมีอย่างเดียวเท่านั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสโสตว่ามี ๒ อย่าง คือ มังสโสตและทิพยโสต
มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสโสตว่ามี ๒ อย่าง คือมังสโสต และทิพย
โสต ก็ต้องไม่กล่าวว่า โสตมีอย่างเดียวเท่านั้น
ทิพพโสตกถา จบ.
———–
ยถากัมมูปคตญาณกถา
[๘๒๐] สกวาที ยถากัมมูปคตญาณ (ญาณเป็นเครื่องรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไป
ตามกรรม) เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ทำไว้ในใจซึ่งความที่สัตว์เป็นไปตามกรรมด้วย เห็นรูปได้ด้วยทิพยจักษุ
ด้วย หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

344
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 345 (เล่ม 37)

[๘๒๑] ส. ทำไว้ในใจซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมด้วย เห็นรูปด้วยทิพย
จักษุด้วย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๒๒] ส. ยถากัมมูปคตญาณ เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า “สัตว์เหล่านี้หนอ ท่านทั้งหลาย” ดังนี้ด้วย ทำไว้
ในใจซึ่งบทว่า “เป็นผู้ประกอบด้วยกายทุจริต” ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่ง
บทว่า “เป็นผู้ประกอบด้วยวจีทุจริต” ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า
“เป็นผู้ประกอบด้วยมโนทุจริต” ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า “เป็นผู้
ติเตียนพระอริยะทั้งหลาย” ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า “เป็นมิจฉา
ทิฏฐิ” ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า “สมาทานกรรมคือมิจฉาทิฏฐิ” ดังนี้
ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า “สัตว์เหล่านั้นเข้าถึงแล้วซึ่งอบาย ทุคติ วินิ
บาต นรก เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก” ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจ
ซึ่งบทว่า “ก็หรือสัตว์เหล่านี้นะท่านทั้งหลาย” ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบท
ว่า “เป็นผู้ประกอบด้วยกายสุจริต” ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า
“เป็นผู้ประกอบด้วยวจีสุจริต” ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า “เป็นผู้
ประกอบด้วยมโนสุจริต” ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า “เป็นผู้ไม่ติเตียน
พระอริยะทั้งหลาย” ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า “เป็นสัมมาทิฏฐิ”
ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า “สมาทานกรรมคือสัมมาทิฏฐิ” ดังนี้ด้วย

345
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 346 (เล่ม 37)

ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า “สัตว์เหล่านั้นเข้าถึงแล้วซึ่งสุคติ โลกสวรรค์ เบื้อง
หน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก” ดังนี้ด้วย เห็นรูปด้วยทิพยจักษุด้วย
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๒๓] ส. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า “สัตว์เหล่านี้หนอ ท่านทั้งหลาย” ดังนี้ด้วย ฯลฯ ทำ
ไว้ในใจซึ่งบทว่า “สัตว์เหล่านั้นได้เข้าถึงแล้วซึ่งสุคติ โลกสวรรค์ เบื้อง
หน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก” ดังนี้ด้วย เห็นรูปด้วยทิพยจักษุด้วย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
[๘๒๔] ส. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลบางคน เป็นผู้ไม่มีทิพยจักษุ เป็นผู้ไม่ได้เฉพาะแล้ว ไม่บรรลุแล้ว
ไม่กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งทิพยจักษุ แต่รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตาม
กรรมได้มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลบางคน เป็นผู้ไม่มีทิพยจักษุ เป็นผู็ไม่ได้เฉพาะแล้ว ไม่
บรรลุแล้ว ไม่กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งทิพยจักษุ แต่รู้ความที่สัตว์ทั้งหลาย
เป็นไปตามกรรมได้มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ
[๘๒๕] ส. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านพระสารีบุตรรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม หรือ?

346
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 347 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ท่านพระสารีบุตร รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ
[๘๒๖] ส. ท่านพระสารีบุตร รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านพระสารีบุตรมีทิพยจักษุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๒๗] ส. ท่านพระสารีบุตรมีทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า การตั้งความปรารถนา เพื่อปุพ
เพนิวาสญาณ ทิพพจักขุญาณ เจโตปริยญาณ อิทธิวิธิ ความหมด
จดแห่งโสตธาตุ และจุตูปปาตญาณของเราไม่มี ดังนี้ เป็นสูตรมี
อยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ ดังนี้
ยถากัมมูปคตญาณกถา จบ
———-
สังวรกถา
[๘๒๘] สกวาที ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ความไม่สำรวมก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

347
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 348 (เล่ม 37)

[๘๒๙] ส. ความไม่สำรวมไม่มีในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสำรวมก็ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๓๐] ส. ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวม มิใช่หรือ ความสำรวมมีอยู่ใน
หมู่เทวดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความไม่สำรวมนั้น ก็มีอยู่
ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวม
ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ศีล
คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่
เทวดา, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ศีล คือความสำรวม
จากความไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา แต่ไม่พึงกล่าวว่า
ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ใน
หมู่เทวดา ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ศีล คือความสำรวมจาก
ความไม่สำรวมใด ความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่เทวดา ก็ต้องไม่กล่าว
ว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา
ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ศีล คือความสำรวมจากความ
ไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา แต่ไม่พึงกล่าวว่า ศีล คือความ
สำรวมจากความไม่สำรวมใด ความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่เทวดา ดัง
นี้ ผิด

348
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 349 (เล่ม 37)

[๘๓๑] ส. ความสำรวมมีอยู่ในมนุษย์ ความไม่สำรวมก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์นั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ความไม่สำรวมก็มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๓๒] ส. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ความไม่สำรวมไม่มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ความไม่สำรวมไม่มีอยู่ในหมู่มนุษย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๓๓] ส. การเว้นจากปาณาติบาต มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปาณาติบาตก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือดื่มน้ำเมา กล่าวคือสุรา
และเมรัย มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็
อยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๓๔] ส. ปาณาติบาตไม่มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเว้นจากปาณาติบาต ก็ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

349
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 350 (เล่ม 37)

ส. เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือ สุราและเมรัย
ไม่มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุรา
และเมรัย ก็ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๓๕] ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ปาณาติบาตก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์
นั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่เทวดา ปาณาติบาตก็มีอยู่ในหมู่เทวดา
นั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือ สุรา
และเมรัย มีอยู่ในหมู่มนุษย์ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่ม
น้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์นั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุรา
และเมรัย มีอยู่ในหมู่เทวดา เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือดื่ม
น้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๓๖] ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่เทวดา ปาณาติบาตไม่มีในหมู่หมวดนั้น
หรือ?
ป. ถูกแล้ว

350
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 351 (เล่ม 37)

ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ปาณาติบาตไม่มีในหมู่มนุษย์นั้น
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุรา
และเมรัย มีอยู่ในหมู่เทวดา เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำ
เมากล่าวคือสุราและเมรัยไม่มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุรา
และเมรัย มีอยู่ในมนุษย์ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือดื่มน้ำเมา
กล่าวคือสุราและเมรัย ไม่มีในมนุษย์นั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๓๗] ป. ความสำรวมไม่มีในหมู่เทวดา หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เทวดาทั้งปวง เป็นผู้ผลาญชีวิต เป็นผู้ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม เป็นผู้พูดเท็จ เป็นผู้ตั้งอยู่ในความประมาท
คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น ความสำรวมก็มีอยู่ในหมู่เทวดา น่ะสิ
สังวรกถา จบ
———-
อสัญญกถา
[๘๓๘] สกวาที สัญญามีอยู่ในสัญญสัตว์ทั้งหลาย หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว

351