พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 332 (เล่ม 37)

ป. หากว่า จักไม่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลที่ ๘ และ
เครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว
[๗๗๔] ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจัก
ไม่เกิดขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละอนุสัยคือทิฏฐิได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิด
ขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๗๕] ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจัก
ไม่เกิดขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ฯลฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้ว
เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๗๖] ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่า
จักไม่เกิดขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ฯลฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้ว
เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๗๗] ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจัก
ไม่เกิดขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว

332
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 333 (เล่ม 37)

ส. บุคคลผู้โคตรภู ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่า
จักไม่เกิดขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๗๘] ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่า
จักไม่เกิดขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้โคตรภู ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว เพราะทำอธิ
บายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อัฏฐมกกถา จบ.
อัฏฐมกัสส อินทริยกถา
[๗๗๙] สกวาที บุคคลที่ ๘ ไม่มีสัทธินทรีย์ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีศรัทธา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๘๐] ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีวิริยินทรีย์ ฯลฯ ไม่มีสตินทรีย์ ฯลฯ ไม่มีสมาธินทรีย์ ฯลฯ
ไม่มีปัญญินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีปัญญา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๘๑] ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา หรือ?
ป. ถูกแล้ว

333
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 334 (เล่ม 37)

ส. บุคคลที่ ๘ มีสัทธินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลที่ ๘ มีวิริยะ ฯลฯ มีสติ ฯลฯ มีสมาธิ ฯลฯ มีปัญญา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๘๒] ส. บุคคลที่ ๘ มีมโน มีมนินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา มีสัทธินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลที่ ๘ มีมโน มีมนินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญา มีปัญญินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๘๓] ส. บุคคลที่ ๘ มีโสมนัส มีโสมนัสสินทรีย์ ฯลฯ มีชีวิต มีชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา มีสัทธินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลที่ ๘ มีชีวิต มีชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ มีวิริยะ ฯลฯ มีปัญญา มีปัญญินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๘๔] ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา แต่ไม่มีสัทธินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

334
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 335 (เล่ม 37)

ส. บุคคลที่ ๘ มีมโน แต่ไม่มีมนินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๘๕] ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา แต่ไม่มีสัทธินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ มีโสมนัส แต่ไม่มีโสมนัสสินทรีย์ ฯลฯ มีชีวิต แต่ไม่มี
ชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๘๖] ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญา แต่ไม่มีปัญญินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ มีมโน แต่ไม่มีมนินทรีย์ ฯลฯ มีโสมนัส แต่ไม่มีโสมนัส
สินทรีย์ ฯลฯ มีชีวิต แต่ไม่มีชีวิตินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๘๗] ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีสัทธินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีวิริยินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ เป็นผู้เกียจคร้าน ละความเพียร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีสตินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

335
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 336 (เล่ม 37)

ส. บุคคลที่ ๘ เป็นผู้ลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีสมาธินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ เป็นผู้ไม่มีสมาธิ มีจิตวอกแวก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๘๘] ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีปัญญินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ เป็นผู้มีปัญญาทราม บ้าน้ำลาย (โง่เขลา) หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๘๙] ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา และศรัทธานั้นเป็นนิยยานิกะ (เครื่องนำออกไป)
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา และศรัทธานั้นเป็นนิยยานิกะก็ต้องไม่
กล่าวว่า บุคคลที่ ๘ ไม่มีสัทธินทรีย์
ส. บุคคลที่ ๘ มีวิริยะ และวิริยะนั้นเป็นนิยยานิกะ ฯลฯ มีสติ และสติ
นั้นเป็นนิยยานิกะ ฯลฯ มีสมาติ และสมาธินั้นเป็นนิยยากะ ฯลฯ มี
ปัญญา และปัญญานั้นเป็นนิยยานิกะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า บุคคลที่ ๘ มีปัญญา และปัญญานั้นเป็นนิยยานิกะก็ต้องไม่
กล่าวว่า บุคคลที่ ๘ ไม่มีปัญญินทรีย์
[๗๙๐] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล มีศรัทธา มีสัทธินทรีย์
หรือ?
ป. ถูกแล้ว

336
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 337 (เล่ม 37)

ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา มีสัทธินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล มีปัญญา มีปัญญินทรีย์
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญา มีปัญญินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๙๑] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอานาคามิผล ฯลฯ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ
กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีศรัทธา มีสัทธินทรีย์ ฯลฯ มีปัญญา
มีปัญญินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญา มีปัญญินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๙๒] บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา แต่ไม่มีสัทธินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล มีศรัทธา แต่ไม่มี
สัทธินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญา แต่ไม่มีปัญญินทรีย์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล มีปัญญา แต่ไม่มีปัญ
ญินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

337
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 338 (เล่ม 37)

[๗๙๓] ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา แต่ไม่มีสัทธินทรีย์ ฯลฯ มีปัญญา แต่ไม่มีปัญญินทรีย์
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ฯลฯ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ
กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีปัญญา แต่ไม่มีปัญญินทรีย์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๙๔] ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีอินทรีย์ ๕ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์นี้ ๕ ประการ,
๕ ประการ เป็นไฉน สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑
สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ อินทรีย์ ๕ ประการฉะนี้แล, ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย เพราะความเต็มบริบูรณ์แห่งอินทรีย์ ๕ ประการนี้แล
จึงเป็นพระอรหันต์ เพลากว่านั้น ก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้ง
ซึ่งอรหัตผล เพลากว่านั้น ก็เป็นพระอนาคามี เพลากว่านั้น ก็เป็น
ผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เพลากว่านั้นก็เป็นพระ
สกทาคามี เพลากว่านั้นก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งสกทาคา
มิผล เพลากว่านั้น ก็เป็นพระโสดาบัน เพลากว่านั้น ก็เป็นผู้ปฏิบัติ
เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแล ไม่
มีอินทรีย์ ๕ ประการนี้เสียเลย โดยประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้นว่า
เป็นคนภายนอก เป็นผู้ตั้งอยู่ในฝ่ายปุถุชน ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง
มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลที่ ๘ เป็นคนภายนอก เป็นผู้ตั้งอยู่ในฝ่ายปุถุชน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น บุคคลที่ ๘ ก็มีอินทรีย์ ๕ น่ะสิ
อัฏฐมกัสส อินทริยกถา จบ.

338
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 339 (เล่ม 37)

ทิพพจักขุกถา
[๗๙๕] สกวาที มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. มังสจักษุ ก็คือทิพยจักษุ ทิพยจักษุ ก็คือมังสจักษุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๙๖] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มังสจักษุเป็นเช่นใด ทิพยจักษุก็เป็นเช่นนั้น ทิพยจักษุเป็นเช่นใด
มังสจักษุก็เป็นเช่นนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๙๗] ส. มังสจักษุอันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มังสจักษุอันนั้น ทิพยจักษุก็อันนั้นแหละ ทิพยจักษุอันนั้น มังสจักษุก็
อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๙๘] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิสัย อานุภาพ โคจร ของมังสจักษุ เป็นเช่นใด วิสัย อานุภาพ โคจร
ของทิพยจักษุ ก็เป็นเช่นนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๙๙] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นอุปาทินนะแล้วเป็นอนุปาทินนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

339
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 340 (เล่ม 37)

[๘๐๐] ส. เป็นอุปาทินนะแล้วเป็นอนุปาทินนะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๐๑] ส. เป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจร หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๐๒] ส. เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจร หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นปริยาปันนะแล้วเป็นอปริยาปันนะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๐๓] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทิพยจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว ก็เป็นมังสจักษุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๐๔] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทิพยจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นปัญญาจักษุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๐๕] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทิพยจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นมังสจักษุ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

340
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 341 (เล่ม 37)

[๘๐๖] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักษุ มี ๒ อย่างเท่านั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๐๗] ส. จักษุ มี ๒ อย่างเท่านั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสจักษุว่ามี ๓ คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ
มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสจักษุว่ามี ๓ คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุ
ปัญญาจักษุ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น
[๘๐๘] ส. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุนี้มี ๓ อย่าง, ๓
อย่างเป็นไฉน มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ จักษุมี ๓ อย่าง
ฉะนี้แล
พระผู้มีพระภาคผู้ปุริโสดม ได้ตรัสจักษุ ๓ อย่างนี้ คือ
มังสจักษุ ทิพยจักษุ และปัญญาจักษุ อันยอดเยี่ยมไว้แล้ว ความ
เกิดขึ้นแห่งมังสจักษุ เป็นทางแห่งทิพยจักษุ ก็เมื่อใด ญาณ คือ
ปัญญาจักษุ อันยอดเยี่ยมเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้ง
ปวงได้ เพราะการได้จักษุนั้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?

341