พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 302 (เล่ม 37)

ป. เหมือนกันนั่นแหละ ธรรมที่เป็นโลกิยะก็ดี ที่เป็นโลกุตตระก็ดี พระผู้มี
พระภาคย่อมตรัสด้วยพระดำรัสที่เป็นโลกุตตระ
[๖๘๗] ส. กองข้าวก็ดี กองทองก็ดี ใช้ไม้เท้าต้นละหุ่งชี้บอกก็ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ป. เหมือนกันนั่นแหละ ธรรมที่เป็นโลกิยะก็ดี ที่เป็นโลกุตตระก็ดี พระผู้มี
พระภาคย่อมตรัสด้วยพระดำรัสที่เป็นโลกิยะ
[๖๘๘] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ
เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อตรัสโลกิยธรรม พระดำรัสนั้น กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ เมื่อตรัส
โลกุตตรธรรม ก็กระทบโสตที่เป็นโลกุตตระ เมื่อตรัสโลกิยธรรม ชน
ทั้งหลายรับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็รับรู้
ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกุตตระ เมื่อตรัสโลกิยธรรม ปุถุชนทั้งหลาย
รับรู้ได้ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม พระสาวกทั้งหลายรับรู้ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๘๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม
ก็เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคตรัสทั้งโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าตรัสทั้งโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม
ด้วยเหตุนั้นนะท่านต้องกล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ
[๖๙๐] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ
เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ?

302
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 303 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อตรัสมรรค ก็เป็นมรรค เมื่อตรัสธรรมมิใช่มรรค ก็เป็นธรรมมิใช่
มรรค เมื่อตรัสผล ก็เป็นผล เมื่อตรัสธรรมมิใช่ผล ก็เป็นธรรมมิใช่
ผล เมื่อตรัสนิพพาน ก็เป็นนิพพาน เมื่อตรัสธรรมมิใช่นิพพาน ก็เป็น
ธรรมมิใช่นิพพาน เมื่อตรัสสังขตะ ก็เป็นสังขตะ เมื่อตรัสอสังขต ก็
เป็นอสังขตะ เมื่อตรัสรูป ก็เป็นรูป เมื่อตรัสอรูป ก็เป็นอรูป เมื่อ
ตรัสเวทนาก็เป็นเวทนา เมื่อตรัสธรรมมิใช่เวทนา ก็เป็นธรรมมิใช่เวทนา
เมื่อตรัสสัญญา ก็เป็นสัญญา เมื่อตรัสธรรมมิใช่สัญญา ก็เป็นธรรมมิ
ใช่สัญญา เมื่อตรัสสังขาร ก็เป็นสังขาร เมื่อตรัสธรรมมิใช่สังขาร ก็
เป็นธรรมมิใช่สังขาร เมื่อตรัสวิญญาณ ก็เป็นวิญญาณ เมื่อตรัสธรรมมิ
ใช่วิญญาณ ก็เป็นธรรมมิใช่วิญญาณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โวหารกถา จบ
———-
นิโรธกถา
[๖๙๑] ส. นิโรธ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทุกขนิโรธ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทุกขนิโรธ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นิโรธสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

303
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 304 (เล่ม 37)

ส. นิโรธสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทุกขสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิโรธสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สมุทัยสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิโรธสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มรรคสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิโรธสัจจะเป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ตาณะ (ที่ต้านท่านทาน) เป็น สอง หรือ ฯลฯ เลณะ (ที่เร้น)
เป็น สอง หรือ… สรณะ (ที่พึ่ง) เป็น สอง หรือ… ปรายนะ
(ที่หมาย) เป็น สอง หรือ… อัจจุตะ (ที่มั่น) เป็น สอง หรือ…
อมตะ เป็น สอง หรือ ฯลฯ นิพพาน เป็นสอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิพพานเป็นสอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มีความสูงและต่ำ ความเลวและประณีต ความยิ่งและหย่อนเขตแดน
ความแตกต่าง ร่องรอย ระหว่าง แห่งนิพพานทั้งสอง หรือ?

304
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 305 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๙๒] ส. นิโรธเป็นสองหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา (โลกุตตรญาณ) จะพิจารณา
แล้วให้ดับได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา จะพิจารณาแล้ว
ให้ดับได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า นิโรธเป็นสอง
[๖๙๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า นิโรธเป็นสองหรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. สังขารทั้งที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ทั้งที่ดับแล้วด้วยปัญญา
เป็นเครื่องพิจารณา ต่างก็ย่อยยับไปสิ้นแล้ว มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า สังขารทั้งที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ทั้งที่ดับด้วย
ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ต่างก็ย่อยยับไปสิ้นแล้ว ด้วยเหตุนั้นนะท่าน
จึงต้องกล่าวว่า นิโรธเป็นสอง
[๖๙๔] ส. นิโรธเป็นสอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ชื่อว่าดับแล้วเพราะอาศัย
อริยมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. แม้สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ก็ชื่อว่าดับแล้วเพราะ
อาศัยอริยมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๙๕] ส. นิโรธเป็นสองหรือ?

305
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 306 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ย่อมไม่เกิดขึ้นได้อีก
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารที่มิได้ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นได้อีก
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า นิโรธเป็นสอง
นิโรธกถา จบ.
วรรคที่ ๒ จบ.
———-
วรรคที่ ๓
พลกถา
[๖๙๖] สกวาที กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวกหรือ?
ปราวที ถูกแล้ว
ส. กำลังของตถาคต ก็คือ กำลังของพระสาวก กำลังของพระสาวก ก็คือ
กำลังของพระตถาคต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๙๗] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กำลังของพระตถาคตอันนั้น กำลังของพระสาวกก็อันนั้นแหละ กำลัง
ของพระสาวกอันนั้น กำลังของพระตถาคตก็อันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๙๘] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?

306
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 307 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. กำลังของพระตถาคตเช่นใด กำลังแห่งพระสาวกก็เช่นนั้นกำลังแห่ง
พระสาวกเช่นใด กำลังของพระตถาคตก็เช่นนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๙๙] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุรพประโยค บุรพจริยา การกล่าวธรรม การแสดงธรรมแห่งพระตถาคต
เช่นใด บุรพประโยค บุรพจริยา การกล่าวธรรม การแสดงธรรม แห่ง
พระสาวกก็เช่นนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๐๐] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระตถาคต คือ พระชินะ พระศาสดา พระสัมมาสัมพุทธะพระ
สัพพัญญู (ผู้รู้ธรรมทั้งปวง) พระสัพพทัสสาวี (ผู้เห็นธรรมทั้งปวง) พระ
ธรรมสามี (เจ้าแห่งธรรม) พระธรรมปฏิสรณะ (ผู้มีธรรมเป็นที่อาศัย)
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสาวก ก็คือ พระชินะ พระศาสดา พระสัมมาสัมพุทธะ พระสัพ
พัญญู พระสัพพทัสสาวี พระธรรมสามี พระธรรมปฏิสรณะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๐๑] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระตถาคต เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้บังเกิดให้บังเกิดขึ้น เป็นผู้ยังมรรค
ที่ยังมิได้ปรากฏให้ปรากฏขึ้น เป็นผู้กล่าวมรรคที่ใครๆ มิเคยได้กล่าว
เป็นผู้รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว

307
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 308 (เล่ม 37)

ส. พระสาวก ก็เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้บังเกิดให้บังเกิดขึ้น เป็นผู้ยังมรรค
ที่ยังมิได้ปรากฏให้ปรากฏขึ้น เป็นผู้กล่าวมรรคที่ใครๆ มิเคยได้กล่าว
เป็นผู้รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๐๒] ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์
ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสาวก เป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพทัสสาวี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๐๓] ป. พระสาวกรู้ฐานะและอฐานะ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระสาวกรู้ฐานะและอฐานะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งฐานะและอฐานะ ทั่วไปแก่
พระสาวก ดังนี้
[๗๐๔] ป. พระสาวกรู้ผลอันสุกวิเศษโดยฐานะ โดยเหตุแห่งกรรมสมาทานทั้งอดีต
อนาคตและปัจจุบัน หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระสาวกรู้ผลอันสุกวิเศษโดยฐานะ โดยเหตุแห่งกรรมสมาทาน
ทั้งอดีตอนาคตและปัจจุบัน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลัง
ของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งผลอันสุกวิเศษโดยฐานะ โดยเหตุ
แห่งกรรมสมาทานทั้งอดีตอนาคตและปัจจุบัน ทั่วไปแก่พระสาวก
[๗๐๕] ป. พระสาวก รู้ปฏิปทาอันนำไปสู่คติทั้งปวง หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระสาวกรู้ปฏิปทาอันนำไปสู่คติทั้งปวง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง
ต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งปฏิปทาอันจะ
นำไปในคติทั้งปวง ทั่วไปแก่พระสาวก ดังนี้

308
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 309 (เล่ม 37)

[๗๐๖] ป. พระสาวกรู้โลกอันมีธาตุต่างๆ มีธาตุมิใช่น้อย หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระสาวกรู้โลกอันมีธาตุต่างๆ มีธาตุมิใช่น้อย ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งโลกอัน
มีธาตุต่างๆ มีธาตุมิใช่น้อย ทั่วไปแก่พระสาวก
[๗๐๗] ป. พระสาวก รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอธิมุติ (อัธยาศัย) ต่างๆ กัน
หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระสาวกรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอธิมุติต่างๆ กัน ด้วย
เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริง
ซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอธิมุติต่างๆ กัน ทั่วไปแก่พระสาวก
[๗๐๘] ป. พระสาวกรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์
สมาธิ และสมาบัติ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระสาวกรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌาน
วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลัง
ของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว
การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ทั่วไปแก่พระสาวก
[๗๐๙] ป. พระสาวกรู้ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อน (ระลึก
ชาติหนหลังได้) หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระสาวกรู้ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อน
ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตาม
จริงซึ่งญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อน ทั่วไปแก่
พระสาวก

309
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 310 (เล่ม 37)

[๗๑๐] ป. พระสาวกรู้จุติและอุปบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระสาวกรู้จุติและอุปบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้นนะท่าน
จึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งจุติและอุปบัติ
แห่งสัตว์ทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก
[๗๑๑] ป. อาสวะทั้งหลาย ทั้งของพระตถาคต ทั้งพระสาวกต่างก็สิ้นไปแล้ว มิใช่
หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. มีเหตุอะไรๆ ที่ทำให้ต่างกันในระหว่างความสิ้นอาสวะแห่งพระตถาคต
กับความสิ้นอาสวะแห่งพระสาวก หรือในระหว่างความหลุดพ้นแห่ง
พระตถาคต กับความหลุดพ้นแห่งพระสาวก หรือ?
ส. ไม่มี
ป. หากว่า ไม่มีเหตุอะไรๆ ที่ทำให้ต่างกันในระหว่างความสิ้นอาสวะแห่ง
พระตถาคต กับความสิ้นอาสวะแห่งพระสาวก หรือในระหว่างความ
หลุดพ้นแห่งพระตถาคต กับความหลุดพ้นแห่งพระสาวก ด้วยเหตุนั้น
นะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ
สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก
[๗๑๒] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้ง
หลาย ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะและอฐานะ ทั่วไปแก่
พระสาวก หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๑๓] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้ง
หลาย ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?

310
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 311 (เล่ม 37)

ส. ถูกแล้ว
ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติและอุปบัติแห่งสัตว์ทั้ง
หลาย ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๑๔] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะและอฐานะ ไม่ทั่วไปแก่
พระสาวก หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้ง
หลาย ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๑๕] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติและอุปบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย
ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๑๖] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์
ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามความจริงในฐานะและอฐานะ ไม่ทั่วไป
แก่พระสาวกหรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๑๗] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์
ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ?

311