พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 292 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อเห็นทุกข์ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นทุกข์แล้ว พึงกล่าวว่า
ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว พึงกล่าว
ว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อ
เห็นนิโรธแล้ว พึงกล่าวว่า ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๕๘] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อเห็นทุกข์พึงกล่าวว่า ผู้
ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นทุกข์แล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่า
ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว ไม่พึง
กล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อ
เห็นนิโรธแล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว ไม่พึง
กล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

292
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 293 (เล่ม 37)

[๖๕๙] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อเห็นทุกข์พึงกล่าวว่า ผู้
ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นทุกข์แล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่า
ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเห็นทุกข์ไร้ประโยชน์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อ
เห็นนิโรธแล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเห็นนิโรธไร้ประโยชน์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๖๐] ป. เมื่อเห็นทุกข์แล้ว สัจจะ ๔ ก็เป็นอันได้เห็นแล้ว หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ทุกขสัจเป็นสัจจะ ๔ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๖๑] ส. เมื่อเห็นรูปขันธ์โดยความไม่เที่ยงแล้ว ขันธ์ ๕ ก็เป็นอันได้เห็นโดย
ความไม่เที่ยงหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปขันธ์เป็นขันธ์ ๕ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๖๒] ส. เมื่อเห็นจักขายตนะโดยความไม่เที่ยงแล้ว อายตนะ ๑๒ ก็เป็นอันได้
เห็นโดยความไม่เที่ยง หรือ?
ป. ถูกแล้ว

293
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 294 (เล่ม 37)

ส. จักขายตนะเป็นอายตนะ ๑๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๖๓] ส. เมื่อเห็นจักขุธาตุโดยความไม่เที่ยงแล้ว ธาตุ ๑๘ ก็เป็นอันได้เห็นโดย
ความไม่เที่ยง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุธาตุเป็นธาตุ ๑๘ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๖๔] ส. เมื่อเห็นจักขุนอินทรีย์โดยความไม่เที่ยงแล้ว อินทรีย์ ๒๒ ก็เป็นอันได้
เห็นโดยความไม่เที่ยงหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุนทรีย์ เป็นอินทรีย์ ๒๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๖๕] ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๔ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติผล เป็น ๔ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๘ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติผลเป็น ๘ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๑๒ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติผลเป็น ๑๒ หรือ?

294
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 295 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลด้วยญาณ ๔๔ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติผล เป็น ๔๔ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๗๗ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติผลเป็น ๗๗ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๖๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรลาดไปโดย
ลำดับ ลุ่มไปโดยลำดับ ลึกไปโดยลำดับ มิได้ลึกเป็นเหวแต่เบื้อง
ต้นทีเดียว แม้ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเทียวแลเป็นการศึกษา
โดยลำดับ เป็นการกระทำโดยลำดับ เป็นการปฏิบัติโดยลำดับ มิ
ได้เป็นการแทงตลอดโดยรู้ทั่วถึงแต่เบื้องต้นทีเดียว ดังนี้ เป็นสูตร
มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น การตรัสรู้ธรรมก็เป็นการตรัสรู้โดยลำดับน่ะสิ
[๖๖๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ หรือ?
ส. ถูกแล้ว

295
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 296 (เล่ม 37)

ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ผู้เป็นปราชญ์พึงกำจัดมลทินของตนทีละ
น้อยๆ ทุกๆ ขณะโดยลำดับ ดุจช่างทองกำจัดมลทินทองฉะนั้น
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น การตรัสรู้ธรรมก็เป็นการตรัสรู้โดยลำดับน่ะสิ
[๖๖๘] ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านพระควัมปติเถระได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายดังนี้ว่า คำนี้ข้าพเจ้าได้
สดับมาโดยตรง ได้รับมาโดยตรงต่อพระผู้มีพระภาคว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ด้วย ย่อม
เห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็น
ที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ผู้ใดเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์
ด้วย ย่อมเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาให้ถึง
ธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ผู้ใดเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ผู้นั้น
ย่อมเห็นทุกข์ด้วย ย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทา
อันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ผู้ใดเห็นปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็น
ที่ดับแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์ด้วย ย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์
ด้วย ย่อมเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง
มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ
[๖๖๙] ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

296
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 297 (เล่ม 37)

ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการถึงพร้อมด้วยหัสสนะของ
ท่าน (พระโสดาบัน) ท่าน ฯลฯ เป็นผู้ไม่ควรทำความผิดสถาน
หนัก ๖ ประการ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ
[๖๗๐] ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใดธรรมจักษุ
(ดวงตาเห็นธรรม) ปราศจากผงฝ้า ได้เกิดขึ้นแก่พระอริยสาวกว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับ
เป็นธรรมดา (สมัยนั้น) พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งโสดาปัตติมรรค
อริยสาวกนั้นละสัญโญชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต
ปรามาส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ
อนุปุพพาภิสมยกถา จบ
—————-
โวหารกถา
[๖๗๑] สกวาที พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว

297
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 298 (เล่ม 37)

ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า กระทบโสตที่เป็นโลกุตตระ ไม่
กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกุตตระ รับรู้ไม่ได้
ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ พระสาวกทั้งหลายรับรู้ได้ ปุถุชนทั้งหลายรับ
รู้ไม่ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๗๒] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ
ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ
[๖๗๓] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ
มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็น
โลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็น
โลกุตตระ
[๖๗๔] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าปุถุชนทั้งหลายรับรู้ได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ปุถุชนรับรู้พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าได้ ก็ต้องไม่
กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ
[๖๗๕] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัต
ติผล เป็นสกทาคามิมรรค เป็นสกทาคามิผล เป็นอนาคามิมรรค เป็น
อนาคามิผล เป็นอรหัตมรรค เป็นอรหัตผล เป็นสติปัฏฐาน เป็น
สัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์ เป็นพละ เป็นโพชฌงค์ หรือ?

298
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 299 (เล่ม 37)

ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๗๖] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ใครๆ ที่ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าได้ มีอยู่หรือ
ป. ถูกแล้ว
ส. โลกุตตรธรรม พึงรับรู้ได้ด้วยโสต กระทบที่โสตมาสู่คลองแห่งโสต
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๗๗] ส. โลกุตตรธรรม ไม่พึงรับรู้ได้ด้วยโสต ไม่กระทบที่โสไม่มาสู่คลองแห่ง
โสต มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า โลกุตตรธรรม ไม่พึงรับรู้ได้ด้วยโสต ไม่กระทบที่โสต ไม่มาสู่
คลองแห่งโสต ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
เป็นโลกุตตระ
[๖๗๘] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ใครๆ ที่พึงยินดีในพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โลกุตตรธรรมเป็นที่ตั้งแห่งราคะ เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี เป็นที่ตั้งแห่ง
ความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เป็นที่ตั้งแห่งความติด เป็นที่ตั้ง
แห่งความสยบ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๗๙] ส. โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ไม่เป็น
ที่ตั้งแห่งความใคร่ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความติด
ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสยบ มิใช่หรือ?

299
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 300 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี
ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
ความติด ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสยบ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของ
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ
[๖๘๐] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ใครๆ ที่พึงขัดเคืองพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ หรือ
ป. ถูกแล้ว
ส. โลกุตตรธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง เป็นที่ตั้ง
แห่งความกระทบกระเทือน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๘๑] ส. โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ไม่
เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า โลกุตตรธรรม ไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ
ขัดเคือง ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน ก็ต้องไม่กล่าวว่า
พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ
[๖๘๒] พระดำรัสของผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ใครๆ ที่พึงหลงในพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โลกุตตรธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ กระทำความไม่รู้ กระทำให้ตาบอด
เป็นที่เสื่อมสิ้นแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปพร้อม
เพื่อนิพพาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

300
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 301 (เล่ม 37)

[๖๘๓] ส. โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ ไม่กระทำให้ตา
บอด เป็นที่เจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไป
พร้อมเพื่อนิพพาน มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ ไม่กระทำ
ให้ตาบอด เป็นที่เจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไป
พร้อมเพื่อนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาค
พุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ
[๖๘๔] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่ ชน
เหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๘๕] ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่ ชน
เหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พาลปุถุชน ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่ พาลปุถุชนก็ชื่อ
ว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. คนทำมาตุฆาต ฯลฯ คนทำปิตุฆาต … คนทำอรหันตฆาต … คนทำโลหิตุป
บาท ฯลฯ คนทำสังฆเภท ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่
คนทำสังฆเภท ก็ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๘๖] ป. กองข้าวก็ดี กองทองก็ดี ใช้ไม้เท้าทองชี้บอกได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว

301