พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 32 (เล่ม 37)

ป. บุคคลมีปัจจัยหรือ ฯลฯ บุคคลไม่มีปัจจัยหรือ ฯลฯ บุคคลเป็นสังขตะ
หรือ ฯลฯ บุคคลเป็นอสังขตะหรือ ฯลฯ บุคคลเที่ยงหรือ ฯลฯ บุคคลไม่เที่ยงหรือ ฯลฯ บุคคล
มีนิมิตหรือ ฯลฯ บุคคลไม่มีนิมิต หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ลักขณยุตติกตา จบ.
———-
วจนโสธนะ
[๖๒] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ สภาวะที่หยั่งเห็นได้ ก็เป็นบุคคล หรือ?
ป. บุคคลเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ แต่สภาวะที่หยั่งเห็นได้บางอย่างเป็นบุคคล
บางอย่างไม่เป็นบุคคล
ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ บางอย่างเป็นสภาวะที่หยั่งเห็น
ไม่ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๓] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่จริงแท้ (สัจฉิกัตถะ) สภาวะที่จริงแท้ ก็เป็นบุคคล
หรือ?
ป. บุคคลเป็นสภาวะที่จริงแท้ แต่สภาวะที่จริงแท้บางอย่างเป็นบุคคล บาง
อย่างไม่เป็นบุคคล
ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่จริงแท้ บางอย่างไม่เป็นสภาวะที่จริงแท้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
[๖๔] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่ประสบอยู่ สภาวะที่ประสบอยู่ ก็เป็นบุคคล หรือ?
ป. บุคคลเป็นสภาวะที่ประสบอยู่ แต่สภาวะที่ประสบอยู่ บางอย่างเป็น
บุคคล บางอย่างไม่เป็นบุคคล

32
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 33 (เล่ม 37)

ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่ประสบอยู่ บางอย่างไม่เป็นสภาวะที่ประสบอยู่
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๕] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่ปรากฏอยู่ สภาวะที่ปรากฏอยู่ ก็เป็นบุคคล หรือ?
ป. บุคคลเป็นสภาวะที่ปรากฏอยู่ แต่สภาวะที่ปรากฏอยู่ บางอย่างเป็นบุคคล
บางอย่างไม่เป็นบุคคล
ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่ปรากฏอยู่ บางอย่างไม่เป็นสภาวะที่ปรากฏอยู่
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๖] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่มีอยู่ สภาวะที่มีอยู่ก็เป็นบุคคลหรือ?
ป. บุคคลเป็นสภาวะที่มีอยู่ แต่สภาวะที่มีอยู่บางอย่างเป็นบุคคล บางอย่าง
ไม่เป็นบุคคล
ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่มีอยู่ บางอย่างไม่เป็นสภาวะที่มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๗] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่มีอยู่ แต่สภาวะที่มีอยู่ไม่เป็นบุคคลทั้งหมดหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลเป็นสภาวะที่ไม่มีอยู่ แต่สภาวะที่ไม่มีอยู่ไม่บุคคลทั้งหมดหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
วจนโสธนะ จบ.
———-
ปัญญัตตานุโยค
[๖๘] ส. บุคคลชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

33
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 34 (เล่ม 37)

ส. บุคคลชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๙] ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๐] ส. บุคคลชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๑] ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๒] ส. บุคคลชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ บุคคลชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุ
และมีบางคนเคลื่อนจากรูปธาตุแล้ว เข้าถึงอรูปธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลมีรูป ขาดสูญไปแล้ว บุคคลไม่มีรูป เกิดขึ้นใหม่ หรือ
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๓] ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ สัตว์ทั้งหลายชื่อว่าไม่มีรูป เพราะ
อรูปธาตุ และมีบางคนเคลื่อนจากรูปธาตุแล้ว เข้าถึงอรูปธาตุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัตว์มีรูป ขาดสูญไปแล้ว สัตว์ไม่มีรูปเกิดขึ้นใหม่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

34
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 35 (เล่ม 37)

[๗๔] ส. บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติ
ทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล
บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่า
กายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน
เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้ง
สองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคล
ก็เป็นอื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหา
นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือกายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติ
ทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคล
หรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถ
อันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น แต่ไม่พึงกล่าวว่า ชีพ
เป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสอง
นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือว่า
ชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอัน
เดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า

35
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 36 (เล่ม 37)

พึงกล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้ง
สองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือ
ว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอัน
เดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น แต่ไม่พึงกล่าวว่า ชีพ
เป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ
[๗๕] ป. บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติ
ทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้
หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่า
กายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน
เหมือนกัน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ
ท่านจึงต้องกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า
บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียว
กัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคล
ผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนมีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึง
กล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือ
ว่ากายก็ดีรวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน
เหมือนกัน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ที่ท่านกล่าวใน

36
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 37 (เล่ม 37)

ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย
บัญญัติทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน พระผู้มี
พระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคล
ก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ
ปัญญัตตานุโยค จบ.
———-
คติอนุโยค
[๗๖] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลนั้นเอง ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวว่าอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๗] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลอื่นท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๘] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลนั้นเองด้วย บุคคลอื่นด้วย ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จาก
โลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๗๙] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว

37
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 38 (เล่ม 37)

ส. บุคคลนั้นเอง ก็มิได้ท่องเที่ยวไป บุคคลอื่นก็มิได้ท่องเที่ยวไป จากโลก
นี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๐] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป บุคคลอื่นท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นเองด้วย
บุคคลอื่นด้วย ท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นก็มิได้ท่องเที่ยวไป บุคคลอื่นก็มิได้ท่องเที่ยวไป จาก
โลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้
หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลนั้นท่องเที่ยวไปเจ็ดครั้งเป็นอย่างยิ่ง
แล้วจะเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะสิ้นสัญโญชน์ทั้งปวง ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้
นะสิ
[๘๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลก
นี้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การท่องเที่ยวไปของ
สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน แล่นไปอยู่ ท่องเที่ยว

38
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 39 (เล่ม 37)

ไปอยู่นี้ มีเบื้องต้นเบื้องปลายที่ตามรู้ไม่ได้ เงื่อนต้นไม่ปรากฏ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่
จริงมิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้นบุคคลก็ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้
นะสิ
[๘๓] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นเทวดาก็มีหรือ
ป. ถูกแล้ว
ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ เทวดาก็คนนั้นแหละ (เป็นคนเดียวกัน) หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ เทวดาก็คนนั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลเป็นมนุษย์แล้วเป็นเทวดา เป็นเทวดาแล้วเป็นมนุษย์ เป็นผู้เกิดเป็น
มนุษย์ เทวดาเป็นอื่น ผู้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นอื่น (เป็นคนละคน) คำว่า บุคคลนั้นเอง
ท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯลฯ ก็ถ้าว่า บุคคลท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นเองเคลื่อนจากโลกนี้ไป
สู่โลกอื่น ไม่ใช่บุคคลอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้ปาณาติบาตก็หยั่งเห็นไม่ได้
กรรมมีอยู่ ผลของกรรมมีอยู่ ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วมีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศลให้ผลอยู่
คำว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯลฯ

39
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 40 (เล่ม 37)

ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นยักษ์ … เป็นเปรต … เป็นสัตว์นรก … เป็นสัตว์
เดียรฉาน … เป็นอูฐ … เป็นลา … เป็นโค … เป็นสุกร … เป็นกระบือ … ก็มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ กระบือก็คนนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ กระบือก็คนนั้นแหละ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลเป็นมนุษย์แล้วเป็นกระบือ เป็นกระบือแล้วเป็นมนุษย์ เป็นผู้เกิด
เป็นมนุษย์ กระบือเป็นอื่น ผู้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นอื่น คำว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯลฯ
ก็ถ้าว่า บุคคลท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นเองเคลื่อนจากโลกนี้ ไปสู่โลกอื่น ไม่ใช่บุคคลอื่น เมื่อ
เป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้ปาณาติบาตก็จะหยั่งเห็นไม่ได้ กรรมมีอยู่ ผลของกรรมมีอยู่
ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วมีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศลให้ผลอยู่ คำว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยว
ไป นี้ผิด ฯลฯ
ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นพราหมณ์ก็มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กษัตริย์ก็คนนั้นแหละ พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นแพศย์ … เป็นศูทรก็มี หรือ?
ป. ถูกแล้ว

40
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 41 (เล่ม 37)

ส. กษัตริย์ก็คนนั้นแหละ ศูทรก็คนนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บางคนเป็นพราหมณ์แล้วเป็นแพศย์ … เป็นศูทร … เป็นกษัตริย์ก็มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ กษัตริย์ก็คนนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บางคนเป็นแพศย์แล้วเป็นศูทร … เป็นกษัตริย์ … ไปเป็นพราหมณ์ ก็มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. แพศย์ก็คนนั้นแหละ พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บางคนเป็นศูทรแล้วเป็นกษัตริย์ … เป็นพราหมณ์ … เป็นแพศย์ ก็มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ศูทรก็คนนั้นแหละ แพศย์ก็คนนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คนมือด้วยก็ไปเป็นคนมือด้วยเทียวหรือ … คนเท้าด้วนก็ไปเป็นคนเท้า
ด้วนเทียวหรือ … คนด้วนทั้งมือและเท้าก็ไปเป็นคนด้วนทั้งมือและเท้าเทียวหรือ … คนหูวิ่น …
คนจมูกโหว่ … คนทั้งหูวิ่นทั้งจมูกโหว่ … คนนิ้วด้วน … คนนิ้วแม่มือด้วน … คนเอ็นใหญ่
ขาด … คนมือหงิก … คนมือแป … คนเป็นโรคเรื้อน … คนเป็นต่อม … คนเป็นโรคกลาก …
คนเป็นโรคมองคร่อ … คนเป็นโรคลมบ้าหมู … อูฐ … โค … ลา … สุกร … กระบือ ก็ไปเป็น
กระบือเทียวหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

41