พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 42 (เล่ม 37)

[๘๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลก
อื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลผู้เป็นโสดาบัน เคลื่อนจากมนุษยโลกเข้าถึงเทวโลกแล้ว คงเป็น
โสดาบันเทียวแม้ในเทวโลกนั้น มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า บุคคลผู้เป็นโสดาบันเคลื่อนจากมนุษยโลก เข้าถึงเทวโลกแล้ว
คงเป็นโสดาบันเทียวแม้ในเทวโลกนั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลนั้นเองท่อง
เที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้
[๘๕] ส. ท่านทำความตกลงแล้วว่า บุคคลผู้เป็นโสดาบันเคลื่อนจากมนุษยโลก เข้า
ถึงเทวโลกแล้ว คงเป็นโสดาบันเทียวแม้ในเทวโลกนั้น และด้วยเหตุนั้น (จึงวินิจฉัยว่า)
บุคคลนั้นเทียวท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านได้ทำความตกลงว่า บุคคลผู้เป็นโสดาบันเคลื่อนจากมนุษยโลกเข้าถึง
เทวโลกแล้ว คงเป็นมนุษย์แม้ในเทวโลกนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๖] ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ไม่เป็นอื่น ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๗] ส. ไม่เป็นอื่น ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คนมือด้วนก็ไปเป็นคนมือด้วนเทียวหรือ … คนเท้าด้วนก็ไปเป็นคนเท้า
ด้วนเทียวหรือ … คนด้วนทั้งมือและเท้าก็ไปเป็นคนด้วนทั้งมือและเท้าเทียวหรือ … คนหูวิ่น …

42
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 43 (เล่ม 37)

คนจมูกโหว่ … คนทั้งหูวิ่นจมูกโหว่ … คนนิ้วด้วน … คนนิ้วแม่มือด้วน … คนเอ็นใหญ่ขาด …
คนมือหงิก … คนมือแป … คนเป็นโรคเรื้อน … คนเป็นต่อม … คนเป็นโรคกลาก … คน
เป็นโรคมองคร่อ … คนเป็นโรคลมบ้าหมู … อูฐ … โค … ลา … สุกร … กระบือก็ไปเป็น
กระบือเทียวหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๘] ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้มีรูปท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นผู้มีรูปท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นผู้มีเวทนา ฯลฯ เป็นผู้มีสัญญา ฯลฯ เป็นผู้มีสังขาร ฯลฯ เป็นผู้
มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นผู้มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๘๙] ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

43
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 44 (เล่ม 37)

ส. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นผู้ไม่มีเวทนา ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีสัญญา ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีสังขาร ฯลฯ
เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๐] ส. บุคคลนั้นแหละท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

44
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 45 (เล่ม 37)

[๙๑] ส. บุคคลนั้นแหละ ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปไม่ท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. รูปไม่ท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ไม่ท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. วิญญาณไม่ท่องเที่ยวไปหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. หากว่า บุคคลแตกดับไปในเมื่อขันธ์ทั้งหลายแตกดับไป ก็เป็นอุจเฉททิฏฐิ
ที่พระพุทธเจ้าทรงเว้นขาดแล้ว หากว่า บุคคลไม่แตกดับไปในเมื่อขันธ์ทั้งหลายแตกดับไป บุคคล
ก็จะเที่ยง (และดังนั้น) จะเสมอเหมือนกับนิพพาน.
คติอนุโยค จบ.
———-
อุปาทาปัญญัตตานุโยค
[๙๒] ส. เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา
มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปร
ไปเป็นธรรมดา หรือ?

45
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 46 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น
ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยเยทนา ฯลฯ เพราะอาศัยสัญญา ฯลฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯลฯ
เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้นหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น
ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็น
ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา
มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๓] ส. เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะอาศัยรูปเขียว จึงบัญญัติบุคคลเขียวขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยรูปเหลือง ฯลฯ เพราะอาศัยรูปแดง ฯลฯ เพราะอาศัย
รูปขาว ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นไม่ได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่
กระทบไม่ได้ จึงบัญญัติบุคคลที่กระทบไม่ได้ขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

46
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 47 (เล่ม 37)

[๙๔] ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนาเป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ
มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำลัง มีสุขเป็นวิบาก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผล
น่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๕] ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้นหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนาเป็นอกุศล มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มี
ผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถึงบุคคลเป็นอกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่
มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

47
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 48 (เล่ม 37)

[๙๖] ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนาเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความ
สิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็น
ธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มี
ความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับ
ไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยสัญญา ฯลฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯลฯ เพราะอาศัยวิญญาณ
จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้นหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้นหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณเป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ
มีผลแสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ?
ป. ถูกแล้ว

48
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 49 (เล่ม 37)

ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผล
น่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๗] ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณเป็นอกุศล มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มี
มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถึงบุคคลเป็นอกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่
มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๘] ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น
หรือ?
ป. ถูกแล้ว

49
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 50 (เล่ม 37)

ส. วิญญาณเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความ
สิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็น
ธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความ
สิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไป
เป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดาหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๙๙] ส. เพราะอาศัยจักษุพึงกล่าวว่า บุคคลมีจักษุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อจักษุดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีจักษุดับไปแล้วหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยโสตะ ฯลฯ เพราะอาศัยฆานะ ฯลฯ เพราะอาศัยชิวหา ฯลฯ
เพราะอาศัยกาย ฯลฯ เพราะอาศัยมโน พึงกล่าวว่า บุคคลมีมโน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อมโนดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีมโนดับไปแล้วหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๐] ส. เพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิ พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อมิจฉาทิฏฐิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นมิจฉาทิฏฐิดับไปแล้ว
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๑] ส. เพราะอาศัยมิจฉาสังกัปปะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาวาจา ฯลฯ เพราะอาศัย
มิจฉากัมมันตะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาอาชีวะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาวายามะ ฯลฯ เพราะอาศัย
มิจฉาสติ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาสมาธิ ฯลฯ พึงกล่าวว่า บุคคลมีมิจฉาสมาธิ หรือ?

50
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 51 (เล่ม 37)

ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อมิจฉาสมาธิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีมิจฉาสมาธิดับไปแล้ว
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๒] ส. เพราะอาศัยสัมมาทิฏฐิ พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นสัมมาทิฏฐิหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อสัมมาทิฏฐิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นสัมมาทิฏฐิดับไปแล้ว
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาวาจา ฯลฯ เพราะอาศัย
สัมมากัมมันตะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาอาชีวะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาวายมะ ฯลฯ เพราะอาศัย
สัมมาสติ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาสมาธิ พึงกล่าวว่า บุคคลมีสัมมาสมาธิ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อสัมมาสมาธิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีสัมมาสมาธิดับไปแล้ว
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๐๓] ส. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะอาศัยขันธ์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ คนขึ้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา เพราะอาศัยสัญญา เพราะอาศัยสังขาร
เพราะวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว

51