พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 22 (เล่ม 37)

[๓๖] ส. ท่านหยั่งเห็นจักขุนทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯลฯ
ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ จักขุนทรีย์เป็นอื่น อัญญาตาวินทรีย์ก็เป็นอื่น
หรือ ฯลฯ
[๓๗] ส. ท่านหยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯลฯ ท่านหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ
ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นจักขุนทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตา
วินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดย
สัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ
ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็
เป็นอื่น (อย่างเดียวกัน) ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์
โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็
เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ
ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็
เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น
บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิ
กัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถ
ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าว

22
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 23 (เล่ม 37)

ได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิ
กัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิ
กัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตา
วินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ
[๓๘] ป. ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถ
ปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่าน
ก็หยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม หากว่า ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจ
หยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า
บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้น
นะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า
ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น
เวทนาก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้า
หยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่
ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิ
กัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น พระผู้มีพระ
ภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปร-
มัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูป

23
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 24 (เล่ม 37)

เป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่
และข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้
ผิด ฯลฯ
[๓๙] ป. ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ ดุจหยั่ง
เห็นสังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ รูปเป็นอื่น วิญญาณก็เป็นอื่น
หรือ ฯลฯ
[๔๐] ป. ท่านหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ ดุจหยั่ง
เห็นสังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ เวทนาเป็นอื่น
รูปก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ
[๔๑] ป. ท่านหยั่งเห็นสัญญาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสังขาร ฯลฯ ดุจ
หยั่งเห็นวิญญาณ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นรูป ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ สัญญา
เป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ
[๔๒] ป. ท่านหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ ฯลฯ ดุจ
หยั่งเห็นรูป ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ สังขาร
เป็นอื่น สัญญาก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ
[๔๓] ป. ท่านหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป ฯลฯ ดุจหยั่ง
เห็นเวทนา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ วิญญาณ
เป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ
[๔๔] ป. ท่านหยั่งเห็นจักขายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นโสตายตนะ
ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นธัมมายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ จักขายตนะเป็นอื่น ธัมมายตนะก็เป็นอื่น
หรือ ฯลฯ
[๔๕] ป. ท่านหยั่งเห็นโสตายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่ง
เห็นจักขายตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมนายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ธัมมายตนะเป็นอื่น มนายตนะ
ก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ

24
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 25 (เล่ม 37)

[๔๖] ป. ท่านหยั่งเห็นจักขุธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นโสตธาตุ ฯลฯ
ดุจหยั่งเห็นธรรมธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ จักขุธาตุเป็นอื่น ธรรมธาตุก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ
[๔๗] ป. ท่านหยั่งเห็นโสตธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ฯลฯ ท่านหยั่งเห็นธรรมธาตุ
โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นจักขุธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นมโนวิญญาณธาตุโดยสัจฉิกัตถ
ปรมัตถ์ ธรรมธาตุเป็นอื่น มโนวิญญาณธาตุก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ
[๔๘] ป. ท่านหยั่งเห็นจักขุนทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯลฯ
ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ จักขุนทรีย์เป็นอื่น อัญญาตาวินทรีย์ก็เป็น
อื่น หรือ ฯลฯ
[๔๙] ป. ท่านหยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์
ดุจหยั่งเห็นจักขุนทรีย์ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นอัญญิณทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์
เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และ
ท่านก็หยั่ง เห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า ท่านหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ
ปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็
เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็น
อัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น
บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์

25
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 26 (เล่ม 37)

โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า
บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์
แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า
อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดย
สัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น
อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และ
ข้าพเจ้าหยั่งเห็น อัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า
ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ
ปรมัตถ์
อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ
เกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า
อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ
โอปัมมสังสันทนา จบ
———-
จตุกกนยสังสันทนา
[๕๐] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปเป็นบุคคลหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์
ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า
ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่
ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์,

26
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 27 (เล่ม 37)

ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่
พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ
[๕๑] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลในรูปหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากรูปหรือ ฯลฯ รูปในบุคคลหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วย
เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปในบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้า
หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปในบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึง
กล่าวว่า รูปในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่าน
กล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าว
ว่า รูปในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ
[๕๒] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เวทนาเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในเวทนาหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจาก
เวทนาหรือ ฯลฯ เวทนาในบุคคลหรือ ฯลฯ สัญญาเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในสัญญาหรือ
ฯลฯ บุคคลอื่นจากสัญญาหรือ ฯลฯ สัญญาในบุคคลหรือ ฯลฯ สังขารเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ
บุคคลอื่นจากสังขารหรือ ฯลฯ สังขารในบุคคลหรือ ฯลฯ วิญญาณเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคล
ในวิญญาณหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ ฯลฯ วิญญาณในบุคคลหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์
ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า
ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ดังนี้ ผิด,

27
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 28 (เล่ม 37)

แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถ
ปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์
แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ
[๕๓] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขายตนะเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในจักขายตนะหรือ ฯลฯ บุคคล
อื่นจากจักขายตนะหรือ ฯลฯ จักขายตนะในบุคคลหรือ ฯลฯ ธัมมายตนะเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ
บุคคลในธัมมายตนะหรือ ฯลฯ ธัมมายตนะในบุคคล หรือ ฯลฯ
[๕๔] … จักขุธาตุเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในจักขุธาตุหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจาก
จักขุธาตุหรือ ฯลฯ จักขุธาตุในบุคคลหรือ ฯลฯ ธรรมธาตุเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในธรรมธาตุ
หรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากธรรมธาตุหรือ ฯลฯ ธรรมธาตุในบุคคลหรือ ฯลฯ
[๕๕] … จักขุนทรีย์เป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในจักขุนทรีย์หรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจาก
จักขุนทรีย์หรือ ฯลฯ จักขุนทรีย์ในบุคคลหรือ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์เป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคล
ในอัญญาตาวินทรีย์หรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากอัญญาตาวินทรีย์หรือ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล
หรือ ฯลฯ
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุ
นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า
ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ดังนี้
ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล
โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดย
สัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ
[๕๖] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ ฯลฯ

28
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 29 (เล่ม 37)

ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้
หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. รูปเป็นบุคคลหรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ
เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหา
นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่
ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคลดังนี้ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระ
ผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึง
กล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า
รูปเป็นบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ
[๕๗] ป. ท่านไม่พึงหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้
หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. บุคคลในรูปหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากรูปหรือ ฯลฯ รูปในบุคคลหรือ ฯลฯ
เวทนาเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในเวทนาหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ ฯลฯ เวทนา
ในบุคคลหรือ ฯลฯ สัญญาเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในสัญญาหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากสัญญา
หรือ ฯลฯ สัญญาในบุคคลหรือ ฯลฯ สังขารเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในสังขารหรือ ฯลฯ
บุคคลอื่นจากสังขารหรือ ฯลฯ วิญญาณเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ สังขารในบุคคลหรือ ฯลฯ วิญญาณ
ในบุคคลหรือ ฯลฯ หรือ ฯลฯ บุคคลในวิญญาณหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ ฯลฯ
วิญญาณในบุคคลหรือ?

29
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 30 (เล่ม 37)

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ
เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล, ที่ท่านกล่าวใน
ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่
แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคลก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่, ที่ท่านกล่าวใน
ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่
แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ
[๕๘] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้
หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. จักขายตนะเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในจักขายตนะหรือ ฯลฯ บุคคล
อื่นจากจักขายตนะหรือ ฯลฯ จักขายตนะในบุคคลหรือ ฯลฯ ธัมมายตนะเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ
บุคคลในธัมมายตนะหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากธัมมายตนะหรือ ฯลฯ ธัมมายตนะในบุคคลหรือ ฯลฯ
จักขุธาตุเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในจักขุธาตุหรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากจักขุธาตุหรือ ฯลฯ จักขุธาตุ
ในบุคคลหรือ ฯลฯ ธัมมธาตุเป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในธัมมธาตุหรือ ฯลฯ บุคคลอื่น
จากธัมมธาตุหรือ ฯลฯ ธัมมธาตุในบุคคลหรือ ฯลฯ
[๕๙] … จักขุนทรีย์เป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคลในจักขุนทรีย์หรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจาก
จักขุนทรีย์หรือ ฯลฯ จักขุนทรีย์ในบุคคลหรือ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์เป็นบุคคลหรือ ฯลฯ บุคคล
ในอัญญาตาวินทรีย์หรือ ฯลฯ บุคคลอื่นจากอัญญาตาวินทรีย์หรือ ฯลฯ อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล
หรือ?

30
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ - หน้าที่ 31 (เล่ม 37)

ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ
เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล, ที่ท่าน
กล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน
มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์
ในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่,
ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ
เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯลฯ
จตุกกนยสังสันทนา จบ.
———-
ลักขณยุตติกตา
[๖๐] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลมีปัจจัยหรือ ฯลฯ บุคคลไม่มีปัจจัยหรือ ฯลฯ บุคคลเป็นสังขตะ
หรือ ฯลฯ บุคคลเป็นอสังขตะหรือ ฯลฯ บุคคลเที่ยงหรือ ฯลฯ บุคคลไม่เที่ยงหรือ ฯลฯ บุคคล
มีนิมิตหรือ ฯลฯ บุคคลไม่มีนิมิตหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ย่อ
[๖๑] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้
หรือ?
ส. ถูกแล้ว

31