พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 140 (เล่ม 36)

จตุกกนิทเทส
[บุคคล ๔ จำพวก]
[๑๐๔] คนที่เป็นอสัตบุรุษ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามพูดเท็จ ดื่มสุรา
เมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท นี้เรียกว่าคนที่เป็นอสัตบุรุษ
คนที่เป็นอสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ฆ่าสัตว์ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ด้วย ลักทรัพย์
ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ด้วย ประพฤติผิดในกามด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่น
ให้ประพฤติผิดในกามด้วย พูดเท็จด้วยตนเองด้วยชักชวนให้ผู้อื่นพูดเท็จด้วย ดื่มสุราเมรัย
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาทด้วย นี้เรียกว่าคนเป็นอสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ
คนที่เป็นสัตบุรุษ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติปาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาด
จากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท เว้นขาดจากการดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาท นี้เรียกว่าคนที่เป็นสัตบุรุษ
คนที่เป็นสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้
เว้นจากปาณาติบาตด้วย เว้นขาดจากอทินนาทานด้วยตนเองด้วยชักชวนผู้อื่นให้เว้นจาก
อทินนาทานด้วย เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจารด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากกาเม
สุมิจฉาจารด้วย เว้นขาดจากมุสาวาทด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากมุสาวาทด้วย
เว้นขาดจากการดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้น
จากการดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทด้วย นี้เรียกว่า คนที่เป็นสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ
[๑๐๕] คนลามก เป็นไฉน

140
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 141 (เล่ม 36)

บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ
พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ โลภอยากได้ของเขา พยาบาทปองร้ายเขา เห็นผิดจาก
คลองธรรม นี้เรียกว่า คนลามก
คนที่ลามกยิ่งกว่าคนลามก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ฆ่าสัตว์ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ด้วย ลักทรัพย์
ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ด้วย ประพฤติผิดในกามด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่น
ให้ประพฤติผิดในกามด้วย พูดเท็จด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้พูดเท็จด้วย พูดส่อเสียด
ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้พูดส่อเสียดด้วย พูดคำหยาบด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่น
ให้พูดคำหยาบด้วยพูดเพ้อเจ้อด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้พูดเพ้อเจ้อด้วย โลภอยากได้
ของเขาด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้โลภอยากได้ของเขาด้วย พยาบาทปองร้ายเขาด้วยตนเอง
ด้วย ชักชวนผู้อื่นให้พยาบาทปองร้ายเขาด้วย เห็นผิดจากคลองธรรมด้วยตนเองด้วย ชักชวน
ผู้อื่นให้เห็นผิดจากคลองธรรมด้วย นี้เรียกว่าคนลามกยิ่งกว่าคนลามก
คนดี เป็นไฉน
คนบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต จากอทินนาทานจากกาเมสุมิจฉาจาร
จากมุสาวาท จากการพูดส่อเสียด จากการพูดคำหยาบจากการพูดเพ้อเจ้อ เป็นผู้ไม่โลภอยากได้
ของเขา ไม่พยาบาทปองร้ายเขา เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม นี้เรียกว่า คนดี
คนดียิ่งกว่าคนดี เป็นไฉน
คนบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจาก
ปาณาติบาตด้วย เป็นผู้เว้นขาดจากอทินนาทานด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากอทินนาทาน
ด้วย เป็นผู้เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจารด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร
ด้วย เป็นผู้เว้นขาดจากมุสาวาทด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากมุสาวาทด้วย เป็นผู้
เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการพูดส่อเสียดด้วย เป็นผู้
เว้นขาดจากการพูดคำหยาบด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการพูดคำหยาบด้วย เป็นผู้

141
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 142 (เล่ม 36)

เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นผู้เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อด้วย
เป็นผู้ไม่โลภอยากได้ของเขาด้วยตนเองด้วยชักชวนคนอื่นไม่ให้โลภอยากได้ของเขาด้วย ไม่
พยาบาทปองร้ายเขาด้วยตนเองด้วย ไม่ชักชวนให้ผู้อื่นพยาบาทปองร้ายเขาด้วย เป็นผู้เห็นชอบ
ตามทำนองคลองธรรมด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เห็นชอบตามทำนองคลองธรรมด้วย
นี้เรียกว่า คนดียิ่งกว่าคนดี
[๑๐๖] คนมีธรรมอันลามก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯลฯ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม
นี้เรียกว่า คนมีธรรมอันลามก
คนมีธรรมลามกยิ่งกว่าคนมีธรรมลามก เป็นไฉน
คนบางคนในโลกนี้ ฆ่าสัตว์ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ด้วย ลักทรัพย์
ด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ด้วย ฯลฯ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรมด้วยตนเองด้วย
ชักชวนผู้อื่นให้เห็นผิดจากทำนองคลองธรรมด้วย นี้เรียกว่า คนมีธรรมอันลามกยิ่งกว่าคนมีธรรม
ลามก
คนมีธรรมงาม เป็นไฉน
คนบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน ฯลฯ มีความ
เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม นี้เรียกว่า คนมีธรรมงาม
คนมีธรรมงามยิ่งกว่าคนมีธรรมงาม เป็นไฉน
คนบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้
เว้นจากปาณาติบาตด้วย ฯลฯ เห็นชอบตามทำนองคลองธรรมด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้
เห็นชอบตามทำนองคลองธรรมด้วย นี้เรียกว่า คนมีธรรมงามยิ่งกว่าคนมีธรรมงาม
[๑๐๗] คนมีที่ติ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมที่มีโทษ ประกอบด้วยวจีกรรม
ที่มีโทษ ประกอบด้วยมโนกรรมที่มีโทษ นี้เรียกว่าคนมีที่ติ

142
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 143 (เล่ม 36)

คนมีที่ติมาก เป็นไฉน
คนบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมที่มีโทษมาก ประกอบด้วยกายกรรม
ที่ไม่มีโทษน้อย ประกอบด้วยวจีกรรมที่มีโทษมาก ประกอบด้วยวจีกรรมที่ไม่มีโทษน้อย
ประกอบด้วยมโนกรรมที่มีโทษมาก ประกอบด้วยมโนกรรมที่ไม่มีโทษน้อย นี้เรียกว่า คนมี
ที่ติมาก
คนมีที่ติน้อย เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ประกอบด้วยกายกรรมที่ไม่มีโทษมาก ประกอบด้วยกายกรรม
ที่มีโทษน้อย ประกอบด้วยวจีกรรมที่ไม่มีโทษมาก ประกอบด้วยวจีกรรมที่มีโทษน้อย ประกอบ
ด้วยมโนกรรมที่ไม่มีโทษมาก ประกอบด้วยมโนกรรมที่มีโทษน้อย นี้เรียกว่า คนมีที่ติน้อย
คนไม่มีที่ติ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ประกอบด้วยกายกรรมหาโทษมิได้ ประกอบด้วยวจีกรรม
หาโทษมิได้ ประกอบด้วยมโนกรรมหาโทษมิได้ นี้เรียกว่า คนไม่มีที่ติ
[๑๐๘] บุคคลผู้อุคฆติตัญญู เป็นไฉน
การบรรลุมรรคผล ย่อมมีแก่บุคคลใด พร้อมกับเวลาที่ท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง บุคคลนี้
เรียกว่า บุคคลผู้อุคฆติตัญญู
บุคคลผู้วิปัญจิตัญญู เป็นไฉน
การบรรลุมรรคผล ย่อมมีแก่บุคคลใด ในเมื่อท่านจำแนกเนื้อความแห่งภาษิตโดยย่อ
ให้พิสดาร บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้วิปัญจิตัญญู
บุคคลผู้เนยยะ เป็นไฉน
การบรรลุมรรคผลเป็นชั้นๆ ไป ย่อมมีแก่บุคคลใด โดยเหตุอย่างนี้คือโดยอุทเทส
โดยไต่ถาม โดยทำไว้ในใจโดยแยบคาย โดยสมาคม โดยคบหา โดยสนิทสนมกับกัลยาณมิตร
บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้เนยยะ

บุคคลผู้ปทปรมะ เป็นไฉน

143
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 144 (เล่ม 36)

บุคคลใดฟังพุทธพจน์ก็มาก กล่าวก็มาก จำทรงไว้ก็มาก บอกสอนก็มาก แต่ไม่มี
การบรรลุมรรคผลในชาตินั้น บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้ปทปรมะ
[๑๐๙] บุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องแต่ไม่ว่องไว เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกเขาถามปัญหา ย่อมแก้ได้ถูกต้องแต่ไม่ว่องไวนี้เรียกว่า
บุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องแต่ไม่ว่องไว
บุคคลผู้โต้ตอบว่องไวแต่ไม่ถูกต้อง เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกเขาถามปัญหาย่อมแก้ได้ว่องไว แต่แก้ไม่ถูกต้อง นี้เรียกว่า
บุคคลโต้ตอบว่องไวแต่ไม่ถูกต้อง
บุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องและว่องไว เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกเขาถามปัญหา ย่อมแก้ได้ถูกต้องและแก้ได้ว่องไว นี้เรียกว่า
บุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องและว่องไว
บุคคลผู้โต้ตอบไม่ถูกต้องและไม่ว่องไว เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกเขาถามปัญหา ย่อมแก้ไม่ได้ถูกต้องและไม่ว่องไว นี้เรียกว่า
บุคคลผู้โต้ตอบไม่ถูกต้องและไม่ว่องไว
[๑๑๐] บุคคลเป็นธรรมกถึก ๔ จำพวก เป็นไฉน
ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวน้อยและกล่าวคำไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ทั้ง
บริษัทก็ไม่รู้คำนั้นว่าประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ธรรมกถึกเช่นนี้
ย่อมถึงซึ่งอันนับว่าเป็นธรรมกถึกของบริษัทเห็นปานนี้เท่านั้น
ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวน้อย และกล่าวคำที่ประกอบด้วยประโยชน์
และบริษัทรู้คำนั้นว่าประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ธรรมกถึกเช่นนี้
ย่อมถึงซึ่งอันนับว่าเป็นธรรมกถึกของบริษัทเห็นปานนี้เท่านั้น
ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวมาก และกล่าวคำไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งบริษัทก็ไม่รู้คำนั้นว่าประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ธรรมกถึกเช่นนี้
ย่อมถึงซึ่งอันนับว่าเป็นธรรมกถึกของบริษัทเห็นปานนี้เท่านั้น

144
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 145 (เล่ม 36)

ส่วนธรรมถึกบางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวมาก และกล่าวคำที่ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งบริษัทก็รู้คำนั้นว่าประกอบด้วยประโยชน์ หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ธรรมกถึกเช่นนี้
ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า เป็นธรรมกถึกของบริษัทเห็นปานนี้เท่านั้น
เหล่านี้เรียกว่า บุคคลผู้เป็นธรรมกถึก ๔ จำพวก
บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ อย่าง เป็นไฉน
[๑๑๑] วลาหก ๔ อย่าง
ฟ้าร้องฝนไม่ตก
ฝนตกฟ้าไม่ร้อง
ฟ้าร้องฝนตก
ฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตก
[๑๑๒] บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ อย่างนี้ มีปรากฏอยู่ในโลกก็ฉันนั้นเหมือนกัน
บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน
บุคคลเหมือนฟ้าร้องฝนไม่ตก
บุคคลเหมือนฝนตกฟ้าไม่ร้อง
บุคคลเหมือนฟ้าร้องฝนตก
บุคคลเหมือนฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตก
บุคคลเหมือนฟ้าร้องฝนไม่ตก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้พูดแต่ไม่ทำ อย่างนี้เป็นคนเหมือนฟ้าร้องฝนไม่ตก ฟ้า
นั้นร้องแต่ฝนไม่ตก แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลเหมือนฝนตกฟ้าไม่ร้อง เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทำแต่ไม่พูด อย่างนี้เป็นคนเหมือนฝนตกฟ้าไม่ร้อง
ฝนตกฟ้าไม่ร้องแม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น

145
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 146 (เล่ม 36)

บุคคลเหมือนฟ้าร้องฝนตก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้พูดด้วยทำด้วย อย่างนี้เป็นคนเหมือนฟ้าร้อง
ฝนตก ฟ้าร้องฝนตกแม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลเหมือนฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่พูดไม่ทำ อย่างนี้เป็นคนเหมือนฟ้าไม่ร้องฝนไม่ตก ฟ้าไม่
ร้องฝนไม่ตกแม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ อย่างเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวก เป็นไฉน
[๑๑๓] หนู ๔ จำพวก
หนูที่ขุดรูไว้ แต่ไม่อยู่
หนูที่อยู่ แต่มิได้ขุดรู
หนูที่ขุดรูด้วย อยู่ด้วย
หนูที่ทั้งไม่ขุดรู ทั้งไม่อยู่
[๑๑๔] บุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลกก็ฉันนั้นเหมือนกัน
บุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวก เป็นไฉน
บุคคลเป็นผู้ทำที่อยู่ แต่ไม่อยู่
บุคคลเป็นผู้อยู่ แต่ไม่ทำที่อยู่
บุคคลเป็นผู้ทำที่อยู่ และอยู่ด้วย
บุคคลทั้งไม่ทำที่อยู่ ทั้งไม่อยู่ด้วย
บุคคลทำที่อยู่ แต่ไม่อยู่ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน
อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ บุคคลนั้นไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกข
สมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำที่อยู่ แต่ไม่อยู่
หนูนั้นทำรังไว้แต่ไม่อยู่แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น

146
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 147 (เล่ม 36)

บุคคลเป็นผู้อยู่ แต่ไม่ทำที่อยู่ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา
อุทาน อติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ บุคคลนั้นรู้อยู่ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้อยู่ แต่ไม่ทำ
ที่อยู่ หนูที่เป็นผู้อยู่ แต่ไม่ทำรังนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมย ฉันนั้น
บุคคลเป็นผู้ทำที่อยู่ และอยู่ด้วย เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา
อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ บุคคลนั้น ย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำที่อยู่ และ
อยู่ด้วย หนูที่ทำรังอยู่และอยู่ด้วยนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลทั้งไม่ทำที่อยู่ ทั้งไม่อยู่ด้วย เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะเวยยากรณะ คาถา
อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละบุคคลนั้นไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าทั้งไม่ทำที่อยู่ ทั้งไม่
อยู่ด้วย หนูที่ทั้งไม่ทำรัง ทั้งไม่อยู่ด้วยนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลเปรียบด้วยหนู ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยมะม่วง ๔ จำพวก เป็นไฉน
[๑๑๕] มะม่วง ๔ ชนิด
มะม่วงดิบ แต่สีเป็นมะม่วงสุก
มะม่วงสุก แต่สีเป็นมะม่วงดิบ
มะม่วงดิบ สีก็เป็นมะม่วงดิบ
มะม่วงสุก สีก็เป็นมะม่วงสุก
[๑๑๖] บุคคลเปรียบด้วยมะม่วง ๔ ชนิด มีปรากฏอยู่ในโลกฉันนั้นเหมือนกัน

147
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 148 (เล่ม 36)

บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน
บุคคลเช่นมะม่วงดิบ แต่สีเป็นมะม่วงสุก
บุคคลเช่นมะม่วงสุก แต่มีสีเป็นมะม่วงดิบ
บุคคลเช่นมะม่วงดิบ มีสีก็เป็นมะม่วงดิบ
บุคคลเช่นมะม่วงสุก มีสีก็เป็นมะม่วงสุก
บุคคลที่เป็นเช่นมะม่วงดิบ แต่มีสีเป็นมะม่วงสุก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียวซ้ายแลขวา
คู้เข้าเหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร น่าเลื่อมใส บุคคลนั้นไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นเช่น
มะม่วงดิบ แต่มีสีเป็นมะม่วงสุกมะม่วงดิบแต่มีสีเป็นมะม่วงสุกนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มี
อุปไมยฉันนั้น
บุคคลที่เป็นเช่นมะม่วงสุก แต่มีสีเป็นมะม่วงดิบ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียวซ้ายแลขวา
คู้เข้าเหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ไม่น่าเลื่อมใส บุคคลนั้น รู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นเช่น
มะม่วงสุก แต่มีสีเป็นมะม่วงดิบมะม่วงสุกแต่มีสีเป็นมะม่วงดิบนั้นฉันใด บุคคลนี้ก็มี
อุปไมยฉันนั้น
บุคคลเช่นมะม่วงดิบมีสีก็เป็นมะม่วงดิบ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียวซ้ายแลขวา
คู้เข้า เหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ไม่น่าเลื่อมใสบุคคลนั้นไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ ย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริงว่านี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าเป็น
เช่นมะม่วงดิบ มีสีก็เป็นมะม่วงดิบ มะม่วงดิบมีสีเป็นมะม่วงดิบนั้นแม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มี
อุปไมยฉันนั้น
บุคคลเช่นมะม่วงสุก มีสีก็เป็นมะม่วงสุก เป็นไฉน

148
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 149 (เล่ม 36)

บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียวซ้ายแลขวา
คู้เข้า เหยียดออก ทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร น่าเลื่อมใสบุคคลนั้นรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ ย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นเช่น
มะม่วงสุก มีสีก็เป็นมะม่วงสุก มะม่วงสุกมีสีเป็นมะม่วงสุกนั้นแม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มี
อุปไมยฉันนั้น
บุคคลเปรียบด้วยมะม่วง ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวก เป็นไฉน
[๑๑๗] หม้อ ๔ ชนิด
หม้อเปล่าปิด
หม้อเต็มเปิด
หม้อเปล่าเปิด
หม้อเต็มปิด
[๑๑๘] บุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ ชนิด เหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลกฉันนั้นเหมือนกัน
บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน
คนเปล่าปิด
คนเต็มเปิด
คนเปล่าเปิด
คนเต็มปิด
บุคคลที่เป็นคนเปล่าปิด เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียวซ้ายแลขวา
คู้เข้า เหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร น่าเลื่อมใส บุคคลนั้นย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นคนเปล่าปิด หม้อเปล่าปิด
แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น

149