พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 150 (เล่ม 36)

บุคคลที่เป็นคนเต็มเปิด เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียวซ้ายแลขวา
คู้เข้า เหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ไม่น่าเลื่อมใส บุคคลนั้นรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าเป็นคนเต็มเปิด หม้อเต็มเปิดนั้น
แม้เป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลที่เป็นคนเปล่าเปิด เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียวซ้ายแลขวา
คู้เข้า เหยียดออก ทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร ไม่น่าเลื่อมใสบุคคลนั้นไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นคนเปล่าเปิด หม้อเปล่าเปิดนั้น
แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลที่เป็นคนเต็มปิด เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียวซ้ายแลขวา
คู้เข้า เหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร น่าเลื่อมใส บุคคลนั้นรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เป็นคนเต็มปิด หม้อเต็มปิดนั้น
แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลเปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ จำพวกเป็นไฉน
[๑๑๙] ห้วงน้ำ ๔ ชนิด
ห้วงน้ำตื้นเงาลึก
ห้วงน้ำลึกเงาตื้น
ห้วงน้ำตื้นเงาตื้น
ห้วงน้ำลึกเงาลึก
[๑๒๐] บุคคลเปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ ชนิด มีปรากฏอยู่ในโลกก็ฉันนั้นเหมือนกัน

150
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 151 (เล่ม 36)

บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน
คนตื้นเงาลึก
คนลึกเงาตื้น
คนตื้นเงาตื้น
คนลึกเงาลึก
คนตื้นเงาลึก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียวซ้ายแลขวา
คู้เข้า เหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร น่าเลื่อมใส บุคคลนั้นไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า คนตื้นเงาลึก ห้วงน้ำตื้นเงาลึกนั้น
แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
คนลึกเงาตื้น เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียวซ้ายแลขวา
คู้เข้า เหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ไม่น่าเลื่อมใส บุคคลนั้นรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า คนลึกเงาตื้น ห้วงน้ำลึกเงาตื้นนั้น
แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
คนตื้นเงาตื้น เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียวซ้ายแลขวา
คู้เข้า เหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร ไม่น่าเลื่อมใส บุคคลนั้นไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า คนตื้นเงาตื้น ห้วงน้ำตื้นเงาตื้นนั้น
แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
คนลึกเงาลึก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีการก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังแลตรง เหลียวซ้ายแลขวา
คู้เข้า เหยียดออก ทรงสังฆาฏิบาตรและจีวร น่าเลื่อมใส บุคคลนั้นรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า คนลึกเงาลึก ห้วงน้ำลึกเงาลึกนั้น
แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลเปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก

151
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 152 (เล่ม 36)

บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยโคถึก ๔ จำพวก เป็นไฉน
[๑๒๑] โคถึก ๔ จำพวก
โคดุพวกของตน ไม่ดุพวกอื่น
โคดุพวกอื่น ไม่ดุพวกของตน
โคดุทั้งพวกของตน ดุทั้งพวกอื่น
โคไม่ดุทั้งพวกของตน ไม่ดุทั้งพวกอื่น
[๑๒๒] บุคคลเปรียบด้วยโคถึก ๔ จำพวกเหล่านี้ ปรากฏอยู่ในโลกก็ฉันนั้นเหมือนกัน
บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน
คนดุพวกของตน แต่ไม่ดุพวกอื่น
คนดุพวกอื่น แต่ไม่ดุพวกของตน
คนดุทั้งพวกของตน ดุทั้งพวกอื่น
คนไม่ดุทั้งพวกของตน ไม่ดุทั้งพวกอื่น
บุคคลดุพวกของตนไม่ดุพวกอื่น เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ชอบเบียดเบียนบริษัทของตน แต่ไม่เบียดเบียนบริษัทของผู้อื่น
บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เปรียบด้วยโคที่ดุแต่ในพวกของตน ไม่ดุพวกอื่น โคถึกที่ดุพวกของตน
แต่ไม่ดุพวกอื่น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลดุพวกอื่นไม่ดุพวกของตน เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ชอบเบียดเบียนบริษัทของผู้อื่น แต่ไม่เบียดเบียนบริษัทของตน
บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เปรียบด้วยโคที่ดุพวกอื่นแต่ไม่ดุพวกของตน โคถึกที่ดุพวกอื่นแต่ไม่ดุพวก
ของตน แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลดุทั้งพวกของตน ดุทั้งพวกอื่น เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เบียดเบียนทั้งบริษัทของตน เบียดเบียนทั้งบริษัทของผู้อื่น
บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เปรียบด้วยโคที่ดุทั้งพวกของตน ดุทั้งพวกอื่น โคถึกที่ดุทั้งพวกของตนดุทั้ง
พวกอื่น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น

152
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 153 (เล่ม 36)

บุคคลไม่ดุทั้งพวกของตน ไม่ดุทั้งพวกอื่น เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่เบียดเบียนทั้งบริษัทของตน ไม่เบียดเบียนทั้งบริษัทของคนอื่น
บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า เปรียบด้วยโคที่ไม่ดุทั้งพวกของตนและพวกอื่น โคถึกที่ไม่ดุทั้งพวกของตน
ไม่ดุทั้งพวกอื่น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลเปรียบด้วยโคถึก ๔ จำพวก เหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวกเป็นไฉน
[๑๒๓] อสรพิษ ๔ จำพวก
อสรพิษมีพิษแล่นเร็ว แต่ไม่ร้าย
อสรพิษมีพิษร้าย แต่ไม่แล่นเร็ว
อสรพิษมีพิษแล่นเร็วด้วย มีพิษร้ายด้วย
อสรพิษมีพิษไม่แล่นเร็วด้วย มีพิษไม่ร้ายด้วย
[๑๒๔] บุคคลเปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลกฉันนั้น
เหมือนกัน
บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน
บุคคลมีพิษแล่นเร็ว แต่ไม่ร้าย
บุคคลมีพิษร้าย แต่ไม่แล่นเร็ว
บุคคลมีพิษแล่นเร็วด้วย มีพิษร้ายด้วย
บุคคลมีพิษแล่นไม่เร็วด้วย มีพิษไม่ร้ายด้วย
บุคคลมีพิษแล่นเร็ว แต่ไม่ร้าย เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธเนืองๆ แต่ว่าความโกรธของเขานั้นแล ย่อมไม่นอน
เนื่องอยู่ตลอดกาลยาวนาน บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้มีพิษแล่นเร็วแต่ไม่ร้าย อสรพิษที่มีพิษแล่นเร็ว
แต่มีพิษไม่ร้ายนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น

153
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 154 (เล่ม 36)

บุคคลมีพิษร้าย แต่ไม่แล่นเร็ว เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่โกรธเนืองๆ แต่ความโกรธของเขานั้นแล ย่อมนอน
เนื่องอยู่ตลอดกาลยาวนาน บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า มีพิษร้ายแต่มีพิษไม่แล่นเร็ว อสรพิษที่มีพิษร้าย
แต่มีพิษไม่แล่นเร็ว แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลมีพิษแล่นเร็วด้วย มีพิษร้ายด้วย เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธเนืองๆ และความโกรธของเขานั้นแล ย่อมนอน
เนื่องอยู่ตลอดกาลยาวนาน บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า มีพิษแล่นเร็วด้วย มีพิษร้ายด้วย อสรพิษนี่มีพิษ
แล่นเร็วด้วย มีพิษร้ายด้วย แม้ฉันใดบุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลมีพิษไม่แล่นเร็วด้วย มีพิษไม่ร้ายด้วย เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้น ไม่นอนเนื่อง
อยู่ตลอดกาลยาวนาน บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า มีพิษไม่แล่นเร็วด้วย มีพิษไม่ร้ายด้วย อสรพิษที่มีพิษ
ไม่แล่นเร็วด้วย มีพิษไม่ร้ายด้วย แม้ฉันใดบุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
บุคคลเปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลก
[๑๒๕] บุคคลไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้ว พูดสรรเสริญคนที่ไม่ควรสรรเสริญ
เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ พูดสรรเสริญพวกเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ผู้ปฏิบัติชั่วปฏิบัติผิด
ว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีบ้าง เป็นผู้ปฏิบัติชอบบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้ว
พูดสรรเสริญคนที่ไม่ควรสรรเสริญ
บุคคลไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียนคนที่ควรสรรเสริญเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ พูดติเตียนพระพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบ ว่าเป็นผู้ปฏิบัติชั่วบ้าง เป็นผู้ปฏิบัติผิดบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าไม่ใคร่ครวญ
ไม่ไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ
บุคคลไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้ว มีความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส
เป็นไฉน

154
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 155 (เล่ม 36)

บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังความเลื่อมใสให้เกิดขึ้น ในข้อปฏิบัติชั่วปฏิบัติผิด ว่าเป็น
ข้อปฏิบัติดีบ้าง เป็นข้อปฏิบัติชอบบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้ว
มีความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส
บุคคลไม่ใคร่ครวญแล้วไม่ไตร่ตรองแล้ว ไม่เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส
เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดขึ้น ในข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ว่า
เป็นข้อปฏิบัติชั่วบ้าง เป็นข้อปฏิบัติผิดบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้ว
ไม่เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส
[๑๒๖] บุคคลใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียนคนที่ควรติเตียนเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมพูดติเตียนพวกเดียรถีย์ สาวกเดียรถีย์ผู้ปฏิบัติชั่วปฏิบัติผิด
ว่าเป็นผู้ปฏิบัติชั่วบ้าง เป็นผู้ปฏิบัติผิดบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว
พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน
บุคคลใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว พูดสรรเสริญคุณของคนที่ควรสรรเสริญ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมสรรเสริญพระพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้า
ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีบ้าง ปฏิบัติชอบบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ใคร่ครวญ
ไตร่ตรองแล้ว พูดสรรเสริญคุณของคนที่ควรสรรเสริญ
บุคคลใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว ไม่เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดขึ้น ในข้อปฏิบัติชั่ว ข้อปฏิบัติผิด
ว่าข้อปฏิบัตินี้ชั่วบ้าง ข้อปฏิบัตินี้ผิดบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว
ไม่เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส
บุคคลใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใสเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังความเลื่อมใสให้เกิดขึ้น ในข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ว่า
นี้เป็นข้อปฏิบัติดีบ้าง นี้เป็นข้อปฏิบัติชอบบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าใคร่ครวญไตร่ตรองแล้ว
เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส

155
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 156 (เล่ม 36)

[๑๒๗] บุคคลพูดติเตียนคนที่ควรติเตียนจริงแท้ตามกาล แต่ไม่พูดสรรเสริญคน
ที่ควรสรรเสริญจริงแท้ตามกาล เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ควรสรรเสริญก็มี ควรติเตียนก็มี ในคน ๒ คนนั้น ผู้ใดควร
ติเตียน ย่อมติเตียนผู้นั้น จริงแท้ตามกาล ผู้ใดควรสรรเสริญ ย่อมไม่พูดสรรเสริญผู้นั้น
จริงแท้ตามกาล บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า พูดติเตียนคนที่ควรติเตียนจริงแท้ตามกาล แต่ไม่พูด
สรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ จริงแท้ตามกาล
บุคคลพูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญจริงแท้ตามกาล แต่ไม่พูดติเตียนคนที่ควร
ติเตียนจริงแท้ตามกาล เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ควรสรรเสริญก็มี ควรติเตียนก็มี ใน ๒ คนนั้นผู้ใดควร
สรรเสริญ ย่อมพูดสรรเสริญผู้นั้น จริงแท้ตามกาล ผู้ใดควรติเตียนย่อมไม่พูดติเตียนผู้นั้น
จริงแท้ตามกาล บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญจริงแท้ตามกาล แต่ไม่พูด
ติเตียนคนที่ควรติเตียนจริงแท้ตามกาล
บุคคลพูดติเตียนคนที่ควรติเตียนจริงแท้ตามกาลและพูดสรรเสริญ คนที่ควร
สรรเสริญจริงแท้ตามกาล เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ควรสรรเสริญก็มี ควรติเตียนก็มี ใน ๒ คนนั้น ผู้ใดควรติเตียน
ย่อมพูดติเตียนผู้นั้นจริงแท้ตามกาล ผู้ใดควรสรรเสริญ ย่อมพูดสรรเสริญแม้บุคคลนั้นจริงแท้
ตามกาล เป็นผู้รู้กาล เพื่อจะแก้ปัญหานั้นในที่นั้น บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า พูดติเตียนคนที่ควร
ติเตียนจริงแท้ตามกาล และพูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญจริงแท้ตามกาล
บุคคลไม่พูดติเตียนคนที่ควรติเตียนจริงแท้ตามกาล ทั้งไม่พูดสรรเสริญคนที่ควร
สรรเสริญจริงแท้ตามกาล เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ควรสรรเสริญก็มี ควรติเตียนก็มี ใน ๒ คนนั้นผู้ใดควรติเตียน
ย่อมไม่พูดติเตียนผู้นั้นจริงแท้ตามกาล ผู้ใดควรสรรเสริญย่อมไม่พูดสรรเสริญแม้ผู้นั้นจริงแท้
ตามกาล เป็นผู้วางเฉย มีสติ มีสัมปชัญญะบุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ไม่พูดติเตียนคนที่ควร
ติเตียนจริงแท้ตามกาล ทั้งไม่พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญจริงแท้ตามกาล

156
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 157 (เล่ม 36)

[๑๒๘] บุคคลดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญ
เป็นไฉน
อาชีพของบุคคลใด ย่อมเจริญรุ่งเรืองเพราะความหมั่น ความขยันความเพียรพยายาม
มิได้บังเกิดแต่บุญ นี้เรียกว่า บุคคลผู้ดำรงชีพ อยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วย
ผลแห่งบุญ
บุคคลดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญ มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น เป็นไฉน
เทวดาชั้นสูงๆ ขึ้นไป ตลอดถึงเทวดาเหล่าปรนิมมิตวสวดี ชื่อว่า ผู้ดำรงชีพอยู่ด้วย
ผลแห่งบุญ มิใช่ผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น
บุคคลดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่นด้วย ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญด้วย
เป็นไฉน
อาชีพของบุคคลใด ย่อมเจริญรุ่งเรืองเพราะความหมั่น ความขยัน ความเพียรพยายาม
ด้วย เพราะบุญด้วย นี้เรียกว่า บุคคลผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่นด้วย ดำรงชีพอยู่ด้วย
ผลแห่งบุญด้วย
บุคคลผู้มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น ทั้งมิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งบุญ
ด้วย เป็นไฉน
สัตว์นรกทั้งหลาย ชื่อว่ามิใช่ผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น ทั้งมิใช่ดำรงชีพอยู่
ด้วยผลแห่งบุญด้วย
[๑๒๙] บุคคลผู้มืดมามืดไป เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดในภายหลัง ในตระกูลต่ำ คือตระกูลคนจัณฑาล
ตระกูลนายพราน ตระกูลช่างสาน ตระกูลช่างหนัง ตระกูลคนเทดอกไม้ ซึ่งขัดสน มีข้าวน้ำ
โภชนะน้อย มีความเป็นอยู่ฝืดเคือง มีอาหารที่จะพึงกิน มีผ้านุ่งห่มหาได้ยาก และบุคคลนั้น
เป็นผู้มีผิวพรรณขี้ริ้ว ไม่น่าดู เป็นคนเตี้ย มีอาพาธมาก เป็นคนบอด คนมือเท้ากุด คนกระจอก
หรือเป็นคนง่อยมักไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน

157
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 158 (เล่ม 36)

ที่อยู่อาศัย วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ประทีป เขาย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ประพฤติทุจริตทางวาจา
ประพฤติทุจริตทางใจ ครั้นเขาประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ
ความแตกแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก บุคคลอย่างนี้ชื่อว่ามืดมามืดไป
บุคคลผู้มืดมาสว่างไป เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดในภายหลัง ในตระกูลต่ำ คือตระกูล คนจัณฑาล
ตระกูลนายพราน ตระกูลช่างสาน ตระกูลช่างหนัง ตระกูลคนเทดอกไม้ ซึ่งขัดสน มีข้าวน้ำ
โภชนะน้อย มีความเป็นอยู่ฝืดเคือง มีอาหารที่จะพึงกิน มีผ้านุ่งห่มหาได้ยาก และบุคคลนั้น
เป็นผู้มีผิวพรรณขี้ริ้ว ไม่น่าดู เป็นคนเตี้ยมีอาพาธมาก เป็นคนบอด คนมือเท้ากุด คนกระจอก
หรือเป็นคนง่อย มักไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย
วัตถุอุปกรณ์แก่ประทีป เขาย่อมประพฤติสุจริตทางกาย ประพฤติสุจริตทางวาจา ประพฤติ
สุจริตทางใจ ครั้นเขาประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะความแตกแห่ง
กาย ย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่ามืดมาสว่างไป
บุคคลผู้สว่างมามืดไป เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดแล้วในภายหลัง ในตระกูลสูง คือตระกูลขัตติยมหาศาล
ตระกูลพราหมณ์มหาศาล ตระกูลคหบดีมหาศาล ซึ่งมีอำนาจวาสนามาก มีทรัพย์มาก มีโภคะ
มาก มีทองและเงินเพียงพอ มีอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจเพียงพอ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเพียงพอ
และบุคคลนั้นเป็นผู้มีรูปงาม น่าดูน่าชม น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยเป็นผู้มีสรีระมีสีราวกับ
ทอง มีปกติได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย วัตถุ
เป็นอุปกรณ์แก่ประทีป เขาย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ประพฤติทุจริตทางวาจา ประพฤติทุจริต
ทางใจ ครั้นเขาประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะความแตกแห่งกาย
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก บุคคลอย่างนี้ ชื่อว่าสว่างมามืดไป
บุคคลที่สว่างมาสว่างไป เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดแล้วในภายหลัง ในตระกูลสูง คือตระกูลขัตติยมหาศาล
ตระกูลพราหมณ์มหาศาล หรือตระกูลคหบดีมหาศาลซึ่งมีอำนาจวาสนามาก มีทรัพย์มาก

158
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 159 (เล่ม 36)

มีโภคะมาก มีทองและเงินเพียงพอ มีอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจเพียงพอ มีทรัพย์และข้าวเปลือก
เพียงพอ และบุคคลนั้นเป็นผู้มีรูปงาม น่าดูน่าชม น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยความเป็นผู้มี
สรีระมีสีราวกับทองมีปกติได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน
ที่อยู่อาศัย วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ประทีป เขาย่อมประพฤติสุจริตทางกาย ประพฤติสุจริตทางวาจา
ประพฤติสุจริตทางใจ ครั้นเขาประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจแล้ว เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะ
ความแตกแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า สว่างมาสว่างไป
[๑๓๐] บุคคลผู้ต่ำมาต่ำไป เป็นไฉน ฯลฯ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าต่ำมาต่ำไป
บุคคลผู้ต่ำมาสูงไป เป็นไฉน ฯลฯ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ต่ำมาสูงไป
บุคคลผู้สูงมาต่ำไป เป็นไฉน ฯลฯ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า สูงมาต่ำไป
บุคคลผู้สูงมาสูงไป เป็นไฉน ฯลฯ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า สูงมาสูงไป
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยต้นไม้ ๔ จำพวก เป็นไฉน
[๑๓๑] ต้นไม้ ๔ ชนิด คือ
ไม้กระพี้ แต่บริวารมีแก่น
ไม้มีแก่น แต่บริวารมีกระพี้
ไม้กระพี้ บริวารก็มีกระพี้
ไม้มีแก่น บริวารก็มีแก่น
[๑๓๒] บุคคลเปรียบด้วยต้นไม้ ๔ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในโลกก็ฉันนั้น
เหมือนกัน
บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน
บุคคลกระพี้ แต่บริวารมีแก่น
บุคคลมีแก่น แต่บริวารมีกระพี้
บุคคลกระพี้ บริวารก็เป็นกระพี้
บุคคลมีแก่น บริวารก็มีแก่น

159