พุทธธรรมสงฆ์
บันทึกแบบเก่าจะเลิกใช้งานใน 15/08/2026 สํารองข้อมูลไว้ด้วยครับ
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 130 (เล่ม 36)

บุคคลบางคนในโลกนี้ ไปสู่อารามเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุทั้งหลายเนืองๆ พวก
ภิกษุย่อมแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุดพร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้ง
พยัญชนะแก่บุคคลนั้น ย่อมประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง บุคคลนั้นพึงนั่งแล้วที่
อาสนะนั้น ย่อมไม่ใส่ใจถึงเบื้องต้นเลยย่อมไม่ใส่ใจถึงท่ามกลาง ย่อมไม่ใส่ใจถึงที่สุด
แม้ลุกออกจากอาสนะแล้วก็ไม่ใส่ใจถึงเบื้องต้น ไม่ใส่ใจถึงท่ามกลาง ไม่ใส่ใจถึงที่สุดแห่งกถา
นั้นเลยเหมือนน้ำที่เขาเทใส่หม้อที่คว่ำไว้ ย่อมไหลไป ย่อมไม่ขังอยู่ ชื่อแม้ฉันใด บุคคล
บางคนในโลกนี้ ไปสู่อารามเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุทั้งหลายเนืองๆพวกภิกษุย่อมแสดง
ธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุดพร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะแก่
บุคคลนั้น ย่อมประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง บุคคลนั้นนั่งแล้วที่อาสนะนั้น
ย่อมไม่ใส่ใจถึงเบื้องต้น ย่อมไม่ใส่ใจถึงท่ามกลาง ย่อมไม่ใส่ใจถึงที่สุดแห่งกถานั้นเลย
แม้ลุกจากอาสนะนั้นแล้ว ก็ไม่ใส่ใจถึงเบื้องต้น ไม่ใส่ใจถึงท่ามกลาง ไม่ใส่ใจถึงที่สุดแห่งกถา
นั้นเลยก็ฉันนั้น บุคคลนี้เรียกว่า มีปัญญาดังหม้อคว่ำ
บุคคลมีปัญญาดังหน้าตัก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไปสู่อารามเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุทั้งหลายเนืองๆ พวก
ภิกษุย่อมแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุดพร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้ง
พยัญชนะแก่บุคคลนั้น ย่อมประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง บุคคลนั้นนั่งแล้วที่
อาสนะนั้น ย่อมใส่ใจถึงเบื้องต้นบ้าง ย่อมใส่ใจถึงท่ามกลางบ้าง ย่อมใส่ใจถึงที่สุดบ้าง
แต่ลุกจากอาสนะนั้นแล้ว ไม่ใส่ใจถึงเบื้องต้น ไม่ใส่ใจถึงท่ามกลาง ไม่ใส่ใจถึงที่สุดแห่งกถา
นั้นเลย เหมือนของเคี้ยวนานาชนิด เช่น งา ข้าวสาร ขนมต้ม พุทรา วางเรี่ยรายอยู่แล้ว
แม้บนตักของบุรุษ เมื่อเขาเผลอตัวลุกจากอาสนะ พึงกระจัดกระจายไป ชื่อแม้ฉันใด บุคคล
บางคนในโลกนี้ ไปสู่อารามเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุทั้งหลายเนืองๆภิกษุทั้งหลายย่อม
แสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ
แก่บุคคลนั้น ย่อมประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง บุคคลนั้นนั่งแล้วที่อาสนะนั้น
ย่อมใส่ใจถึงเบื้องต้นบ้าง ย่อมใส่ใจถึงท่ามกลางบ้าง ย่อมใส่ใจถึงที่สุดบ้าง แห่งกถานั้น

130
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 131 (เล่ม 36)

แต่ลุกออกจากอาสนะนั้นแล้วย่อมไม่ใส่ใจถึงเบื้องต้น ย่อมไม่ใส่ใจถึงท่ามกลาง ย่อมไม่ใส่ใจ
ถึงที่สุด แห่งกถานั้นเลย ก็ฉันนั้น บุคคลนี้เรียกว่า มีปัญญาดังหน้าตัก
บุคคลมีปัญญามาก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไปสู่อารามเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุทั้งหลายเนืองๆ พวก
ภิกษุย่อมแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุดพร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้ง
พยัญชนะ แก่บุคคลนั้น ย่อมประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง บุคคลนั้นนั่งแล้วที่
อาสนะนั้น ย่อมใส่ใจถึงเบื้องต้นบ้าง ย่อมใส่ใจถึงท่ามกลางบ้าง ย่อมใส่ใจถึงที่สุดบ้าง
แม้ลุกออกจากอาสนะนั้นแล้วก็ย่อมใส่ใจถึงเบื้องต้นบ้าง ย่อมใส่ใจถึงท่ามกลางบ้าง ย่อมใส่ใจ
ถึงที่สุดบ้างแห่งกถานั้น เหมือนน้ำที่เขาเทใส่หม้อที่หงายไว้ ย่อมขังอยู่ ย่อมไม่ไหลไปชื่อแม้
ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ไปสู่อารามเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุทั้งหลายเนืองๆ
พวกภิกษุย่อมแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลางงามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ
พร้อมทั้งพยัญชนะ แก่บุคคลนั้น ย่อมประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เขานั่งที่อาสนะ
นั้นแล้ว ย่อมใส่ใจถึงเบื้องต้นบ้าง ย่อมใส่ใจถึงท่ามกลางบ้าง ย่อมใส่ใจถึงที่สุด แห่งกถานั้น
แม้ลุกออกจากอาสนะนั้นแล้ว ก็ย่อมใส่ใจถึงเบื้องต้นบ้าง ย่อมใส่ใจถึงท่ามกลางบ้าง ย่อมใส่ใจ
ถึงที่สุดบ้าง แห่งกถานั้น บุคคลนี้เรียกว่า คนมีปัญญามาก
[๙๒] บุคคลมีราคะยังไม่ไปปราศแล้วในกามและภพ เป็นไฉน
พระโสดาบันและสกทาคามีบุคคลเหล่านี้ เรียกว่าบุคคลผู้มีราคะ ยังไม่ไปปราศในกาม
และภพ
บุคคลมีราคะไปปราศแล้วในกาม แต่มีราคะยังไม่ไปปราศแล้วในภพ เป็นไฉน
พระอนาคามีบุคคล นี้เรียกว่า บุคคลมีราคะไปปราศแล้วในกาม แต่มีราคะยังไม่ไป
ปราศแล้วในภพ
บุคคลมีราคะไปปราศแล้วในกามและภพ เป็นไฉน
พระอรหันต์ นี้เรียกว่า บุคคลมีราคะไปปราศแล้วในกามและภพ

131
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 132 (เล่ม 36)

[๙๓] บุคคลเหมือนรอยขีดในหิน เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธอยู่เนืองๆ และความโกรธของเขานั้นแล ย่อมนอน
เนื่องอยู่ตลอดกาลอันยาวนาน เหมือนรอยขีดในหิน ย่อมไม่เลือนไปได้ง่าย เพราะลมหรือ
เพราะน้ำ ย่อมเป็นของตั้งอยู่ได้นาน ชื่อแม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธอยู่เนืองๆ
และความโกรธของเขานั้นแล ย่อมนอนเนื่องอยู่ตลอดกาลยาวนาน ก็ฉันนั้น นี้เรียกว่า
บุคคลเหมือนรอยขีดในหิน
บุคคลเหมือนรอยขีดในแผ่นดิน เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธเนืองๆ แต่ความโกรธของเขานั้น ย่อมไม่นอน
เนื่องอยู่ตลอดกาลยาวนาน เหมือนรอยขีดในแผ่นดิน ย่อมลบเลือนไปได้ง่าย เพราะลมหรือ
เพราะน้ำ ไม่ตั้งอยู่ได้นาน ชื่อแม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมโกรธเนืองๆ แต่ความโกรธ
ของเขานั้น ย่อมไม่นอนเนืองอยู่สิ้นกาลยาวนาน ก็ฉันนั้น นี้เรียกว่า บุคคลเหมือนรอยขีด
ในแผ่นดิน
บุคคลเหมือนรอยขีดในน้ำ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกบุคคลว่ากล่าวแม้ด้วยถ้อยคำกระด้าง แม้ด้วยถ้อยคำหยาบคาย
แม้ด้วยถ้อยคำไม่เป็นที่พอใจ ยังคงสนิทกัน ยังคงติดต่อกันยังคงชอบกัน เหมือนรอยขีด
ในน้ำย่อมลบเลือนไปได้ง่าย ไม่ตั้งอยู่ได้นานชื่อแม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกบุคคล
ว่ากล่าว แม้ด้วยคำกระด้างบ้างแม้ด้วยคำหยาบ แม้ด้วยคำไม่เป็นที่ชอบใจ ยังคงสนิทกัน
ยังคงติดต่อกันยังคงชอบกัน ก็ฉันนั้น นี้เรียกว่า บุคคลเหมือนรอยขีดในน้ำ
บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยผ้าป่าน ๓ จำพวก เป็นไฉน
[๙๔] ผ้าป่าน ๓ ชนิด คือ
ผ้าแม้ยังใหม่ที่มีสีไม่ดี นุ่งห่มก็ไม่สบายและมีราคาน้อย
ผ้าแม้กลางเก่ากลางใหม่ที่มีสีไม่ดี นุ่งห่มก็ไม่สบายและมีราคาน้อย
ผ้าแม้เก่าที่มีสีไม่ดี นุ่งห่มก็ไม่สบายและมีราคาน้อย คนทั้งหลาย ย่อมเอาผ้าแม้ผืน
เก่าๆ ทำเป็นผ้าเช็ดหม้อข้าวบ้าง เอาผ้าเก่านั้นไปทิ้งเสีย ที่กองหยากเยื่อบ้าง

132
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 133 (เล่ม 36)

[๙๕] บุคคลเปรียบด้วยผ้าป่าน ๓ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในภิกษุทั้งหลายฉันนั้น
เหมือนกัน
บุคคลเปรียบด้วยผ้าป่าน ๓ จำพวก
แม้หากว่า ภิกษุใหม่ เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ผ้าที่มีสีไม่ดีนั้น แม้ฉันใด
บุคคลนี้ ก็อุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีวรรณะชั่ว ส่วนคนเหล่าใด ย่อมสมาคม
ย่อมคบ ย่อมเข้าใกล้ ย่อมเอาอย่างบุคคลนี้ การเสพนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์
เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่คนเหล่านั้น ตลอดกาลนาน ผ้าที่นุ่งห่มไม่สบายนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้
ก็อุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีสัมผัสเป็นทุกข์ ก็บุคคลนี้รับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขารของคนเหล่าใดแล ทานของคนเหล่านั้น ย่อมไม่มีผลมาก ย่อมไม่มี
อานิสงส์มาก ผ้าที่มีราคาน้อยนั้น แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็อุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มี
ราคาน้อย
แม้หากว่า ภิกษุชั้นมัชฌิมะ ฯลฯ
แม้หากว่า ภิกษุชั้นพระเถระ เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ผ้าที่มีสีไม่ดีนั้น แม้ฉันใด
บุคคลนี้ก็อุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีวรรณะชั่ว ส่วนคนเหล่าใดย่อมสมาคม ย่อมคบ
ย่อมเข้าใกล้ ย่อมเอาอย่างบุคคลนี้ การสมาคมนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล
เพื่อความทุกข์แก่ชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน ผ้าที่นุ่งห่มไม่สบาย แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็อุปไมย
ฉันนั้นนี้ก็เพราะบุคคลนี้มีสัมผัสเป็นทุกข์ ก็บุคคลนี้รับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลาน
ปัจจัยเภสัชบริขาร ของคนเหล่าใด ทานของคนเหล่านั้น ย่อมไม่มีผลมากย่อมไม่มีอานิสงส์
มาก ผ้าที่มีราคาน้อย แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีราคาน้อย
หากว่าพระเถระเห็นปานนี้ จะว่ากล่าวในท่ามกลางสงฆ์ภิกษุทั้งหลายก็จะกล่าวกับพระเถระผู้นั้น
นั่นอย่างนี้ว่า ประโยชน์อะไรด้วยคำกล่าวของท่านผู้โง่เขลาเบาปัญญา ถึงแม้ท่านจะสำคัญว่า
ควรกล่าวก็ดี พระเถระนั้นโกรธไม่พอใจ ก็จะเปล่งวาจาชนิดที่จะเป็นเหตุให้สงฆ์ยกวัด ดุจคน
เอาผ้าไปโยนทิ้งเสียที่กองหยากเยื่อฉะนั้น บุคคลเปรียบด้วยผ้าป่าน ๓ จำพวกเหล่านี้มีปรากฏอยู่
ในภิกษุทั้งหลาย

133
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 134 (เล่ม 36)

บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลเปรียบด้วยผ้าแคว้นกาสี ๓ จำพวกเป็นไฉน
[๙๖] ผ้ากาสี ๓ ชนิด คือ
ผ้ากาสีแม้ใหม่ก็มีสีงาม นุ่งห่มสบายและมีราคามาก
ผ้ากาสีแม้กลางเก่ากลางใหม่ก็มีสีงาม นุ่งห่มสบายและมีราคามาก
ผ้ากาสีแม้อย่างเก่าก็มีสีงาม นุ่งห่มสบายและมีราคามาก คนทั้งหลายย่อมเอาผ้ากาสี
แม้เก่าแล้วไปใช้สำหรับห่อรัตนะบ้าง หรือเก็บผ้ากาสีนั้นไว้ในโถของหอมบ้าง
[๙๗] บุคคลเปรียบด้วยผ้าแคว้นกาสี ๓ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในภิกษุทั้งหลาย
ฉันนั้นเหมือนกัน
บุคคล ๓ จำพวก เป็นไฉน
แม้หากว่า ภิกษุใหม่มีศีล มีธรรมอันงาม ผ้ากาสีนั้นมีสีอันงาม แม้ฉันใด บุคคลนี้
ก็อุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีวรรณะงาม ส่วนคนเหล่าใด ย่อมสมาคม ย่อมคบ
ย่อมเข้าใกล้ ย่อมเอาอย่างบุคคลนี้ การเสพนั้นย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
แก่ชนเหล่านั้น ตลอดกาลนาน ผ้ากาสีนั้นนุ่งห่มสบาย แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีสัมผัสสบายก็บุคคลนี้รับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัช
บริขาร ของคนเหล่าใดทานของคนเหล่านั้น ย่อมมีผลมาก ย่อมมีอานิสงส์มาก ผ้ากาสีนั้น
ย่อมมีราคามากแม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีราคามาก
แม้หากว่าภิกษุชั้นมัชฌิมะ ฯลฯ
แม้หากภิกษุชั้นพระเถระ มีศีล มีธรรมอันงาม ผ้ากาสีนั้นสีงาม แม้ฉันใด บุคคลนี้
ก็มีอุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีวรรณะงาม ส่วนคนเหล่าใด ย่อมสมาคม ย่อมคบ
ย่อมเข้าใกล้ ย่อมเอาอย่างบุคคลนี้ การเสพนั้นย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
แก่คนเหล่านั้นตลอดกาลนาน ผ้ากาสีนั้นมีสัมผัสสบาย แม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
นี้ก็เพราะบุคคลนี้มีสัมผัสสบายก็บุคคลนี้รับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัช
บริขารของคนเหล่าใดทานของคนเหล่านั้น ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ผ้ากาสีนั้น
มีราคามากแม้ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น นี้ก็เพราะค่าที่บุคคลนี้มีค่ามาก หากว่าพระเถระ

134
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 135 (เล่ม 36)

เห็นปานนี้จะว่ากล่าวในท่ามกลางสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายก็จะกล่าวกับพระเถระผู้นั้นนั่นอย่างนี้ว่า
ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงเงียบเสียง พระเถระกล่าวธรรมและวินัย ถ้อยคำของพระเถระนั้น
ย่อมถึงซึ่งความเป็นของควรเก็บไว้ในหทัย ดุจผ้ากาสีนั้นอันบุคคลควรเก็บไว้ในโถของหอมฉะนั้น
บุคคลเปรียบด้วยผ้าแคว้นกาสี ๓ จำพวกเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในภิกษุทั้งหลาย
บุคคลที่ประมาณได้ง่าย เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน เป็นผู้มีมานะฟูขึ้นดุจไม้อ้อ เป็นผู้กลับกลอก
เป็นผู้ปากกล้า เป็นผู้มีวาจาเกลื่อนกล่น [ไม่สังเกตคำพูด] มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ
มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด มีอินทรีย์เปิดเผยนี้เรียกว่า บุคคลประมาณได้ง่าย
[๙๘] บุคคลที่ประมาณได้ยาก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นผู้ไม่มีมานะฟูขึ้นดุจไม้อ้อ ไม่เป็นผู้
กลับกลอก ไม่เป็นผู้ปากกล้า ไม่เป็นผู้มีวาจาเกลื่อนกล่น มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น
มีจิตเป็นสมาธิ มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว นี้เรียกว่าบุคคลประมาณได้ยาก
บุคคลที่ประมาณไม่ได้ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ รู้ยิ่งด้วยตนเองแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว เข้าถึงแล้ว ซึ่งเจโตวิมุติ
ซึ่งปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายแล้ว สำเร็จอิริยาบถ
อยู่ในทิฏฐธรรม นี้เรียกว่า บุคคลประมาณไม่ได้
[๙๙] บุคคลไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เสื่อมจากศีล จากสมาธิ จากปัญญา บุคคลเห็นปานนี้
ไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ ควรเว้นจากความเอ็นดู เว้นจากความอนุเคราะห์
บุคคลควรสมาคม ควรคบ ควรเข้าใกล้ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เสมอกันด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา บุคคลเห็นปานนี้
ควรสมาคม ควรคบ ควรเข้าใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าศีลกถาแห่งสัตบุรุษทั้งหลาย
ผู้ถึงความเป็นผู้เสมอกันด้วยศีล จักมีแก่เราทั้งหลาย ทั้งกถานั้น จักเป็นความผาสุกแก่เราทั้งหลาย

135
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 136 (เล่ม 36)

และกถานั้นจักเป็นไปแก่เราทั้งหลาย [คือจักไม่เดือดร้อน] สมาธิกถาแห่งสัตบุรุษทั้งหลาย
ผู้ถึงความเป็นผู้เสมอกันด้วยสมาธิ จักมีแก่เราทั้งหลาย ทั้งกถานั้นจักเป็นความผาสุกแก่เรา
ทั้งหลาย และกถานั้นจักเป็นไปแก่เราทั้งหลาย [คือจักไม่เดือดร้อน] ปัญญากถาของสัตบุรุษ
ทั้งหลาย ผู้ถึงความเป็นผู้เสมอกันด้วยปัญญา จักมีแก่เราทั้งหลายทั้งกถานั้นจักเป็นความผาสุก
แก่เราทั้งหลาย และกถานั้นจักเป็นไปแก่เราทั้งหลาย[คือจักไม่เดือดร้อน] เพราะฉะนั้น
บุคคลเห็นปานนี้ ควรสมาคม ควรคบ ควรเข้าใกล้
บุคคลที่ควรสักการะเคารพ สมาคม คบหา เข้าใกล้ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ยิ่งด้วยศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลเห็นปานนี้ ควร
สักการะเคารพ สมาคม คบหา เข้าใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าเราจักได้บำเพ็ญศีลขันธ์
ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือเราจักถือเอาตาม ซึ่งศีลขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในที่นั้นๆ
เราจักได้บำเพ็ญสมาธิขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือเราจักได้ถือเอาตามซึ่งสมาธิขันธ์ที่
บริบูรณ์ด้วยปัญญาในที่นั้นๆ เราจักได้บำเพ็ญซึ่งปัญญาขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือ
เราจักได้ถือเอาตามซึ่งปัญญาขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในที่นั้นๆ เพราะฉะนั้นบุคคลเห็นปานนี้
ควรสักการะเคารพ สมาคม คบหา เข้าใกล้
[๑๐๐] บุคคลควรเกลียด ไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ผู้ประกอบด้วยกายกรรมเป็นต้น
อันไม่สะอาด และมีสมาจารอันผู้อื่นหรือตนพึงระลึกได้ด้วยความระแวง ผู้มีการงานอันปกปิด
ผู้มิใช่สมณะแต่ปฏิญาณตนว่าเป็นสมณะมิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณตนว่าประพฤติ
พรหมจรรย์ ผู้เน่าใน ผู้อันราคะชุ่มแล้ว ผู้รุงรัง บุคคลเห็นปานนี้ควรเกลียด ไม่ควรสมาคม
ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าถึงแม้บุคคลผู้คบจะไม่เอาอย่างบุคคลนี้
แต่กิตติศัพท์อันลามก ก็ย่อมฟุ้งขจรไปสู่บุคคลผู้คบนั้นว่าบุคคลผู้เป็นบุรุษมีมิตรชั่ว มีสหายชั่ว
คบคนชั่ว ดังนี้ งูที่เปื้อนคูถ ถึงจะไม่กัดคน ก็จริง ถึงอย่างนั้น ย่อมเปื้อนบุคคลนั้น
ชื่อแม้ฉันใด ถึงบุคคลผู้คบนั้น จะไม่เอาอย่างบุคคลเช่นนี้ก็จริงถึงอย่างนั้น กิตติศัพท์อันลามก

136
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 137 (เล่ม 36)

ย่อมฟุ้งไปแก่บุคคลนั้นว่า บุคคลผู้เป็นบุรุษมีมิตรชั่ว มีสหายชั่ว คบคนชั่ว ดังนี้ เพราะฉะนั้น
บุคคลเห็นปานนี้จึงควรเกลียด ไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้
บุคคลที่ควรเฉยๆ เสีย ไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ มากด้วยความคับแค้น ถูกเขาว่าแม้เพียงเล็กน้อย
ก็ย่อมข้อง ย่อมกำเริบ ย่อมแสดงอาการผิดปกติย่อมกระด้าง ย่อมแสดงความโกรธ ความคิด
ประทุษร้ายและอาการไม่ชอบใจให้ปรากฏ เหมือนแผลเรื้อรัง ถูกไม้หรือกระเบื้องกระทบ ย่อม
มีน้ำเลือดน้ำหนองไหลออกมากมาย ชื่อแม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ มากไป
ด้วยความคับแค้น ถูกเขาว่าแม้เพียงเล็กน้อย ก็ย่อมข้อง ย่อมกำเริบ ย่อมแสดงอาการผิดปกติ
ย่อมกระด้าง ย่อมแสดงความโกรธ ความคิดประทุษร้ายและอาการไม่ชอบใจให้ปรากฏ ก็ฉันนั้น
ใบมะพลับแห้งถูกไม้หรือกระเบื้องกระทบแล้ว ย่อมมีเสียงดังจิจจิฏะ จิฏิจิฏะเกินประมาณ ชื่อแม้
ฉันใดบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ มากไปด้วยความคับแค้น ถูกเขาว่าแม้เพียง
เล็กน้อย ก็ย่อมข้อง ย่อมกำเริบ ย่อมแสดงอาการผิดปกติ ย่อมกระด้างย่อมแสดงความโกรธ
ความคิดประทุษร้ายและอาการไม่ชอบใจให้ปรากฏ ก็ฉันนั้น หลุมคูถ ถูกไม้หรือกระเบื้อง
กระทบ ย่อมมีกลิ่นเหม็นเกินประมาณ ชื่อแม้ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ
มากไปด้วยความคับแค้น ถูกเขาว่าเพียงเล็กน้อย ก็ย่อมข้อง ย่อมกำเริบ ย่อมแสดงอาการผิด
ปกติ ย่อมกระด้างย่อมแสดงความโกรธ ความคิดประทุษร้ายและอาการไม่ชอบใจ ให้ปรากฏ
ก็ฉันนั้น บุคคลเห็นปานนี้ควรวางเฉยเสียไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ ข้อนั้น
เพราะเหตุไร เพราะว่าเขาจะพึงด่าเราบ้าง พึงบริภาษเราบ้าง พึงกระทำความฉิบหายแก่เราบ้าง
เพราะฉะนั้น บุคคลเห็นปานนี้ จึงควรวางเฉยเสีย ไม่ควรสมาคม ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้
บุคคลควรสมาคม ควรคบ ควรเข้าใกล้ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม บุคคลเห็นปานนี้ ควรสมาคม
ควรคบ ควรเข้าใกล้ ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะว่าถึงแม้ว่าบุคคลผู้คบ จะไม่เอาอย่างบุคคล
เห็นปานนี้ แต่กิตติศัพท์อันงามก็ย่อมฟุ้งขจรไปสู่บุคคลผู้คบนั้นว่า บุคคลผู้เป็นบุรุษ มีมิตรดี
มีสหายดี คบคนดีดังนี้ เพราะฉะนั้น บุคคลเห็นปานนี้ ควรสมาคม ควรคบ ควรเข้าใกล้

137
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 138 (เล่ม 36)

[๑๐๑] บุคคลผู้มีปกติกระทำให้บริบูรณ์ในศีล มีปกติกระทำแต่พอประมาณในสมาธิ
มีปกติกระทำแต่พอประมาณในปัญญา เป็นไฉน
พระโสดาบัน พระสกทาคามีเหล่านี้เรียกว่า มีปกติกระทำให้บริบูรณ์ในศีล มีปกติ
กระทำแต่พอประมาณในสมาธิ มีปกติกระทำแต่พอประมาณในปัญญา
บุคคลมีปกติกระทำให้บริบูรณ์ในศีล และมีปกติกระทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ มีปกติ
กระทำแต่พอประมาณในปัญญา เป็นไฉน
พระอนาคามี นี้เรียกว่า บุคคลมีปกติทำให้บริบูรณ์ในศีล และมีปกติกระทำให้
บริบูรณ์ในสมาธิ มีปกติทำแต่พอประมาณในปัญญา
บุคคลมีปกติทำให้บริบูรณ์ในศีลในสมาธิ และในปัญญา เป็นไฉน
พระอรหันต์ นี้เรียกว่า บุคคลมีปกติกระทำให้บริบูรณ์ในศีล สมาธิและปัญญา
[๑๐๒] ในศาสดาเหล่านั้น ศาสดา ๓ จำพวก เป็นไฉน
ศาสดาบางคนในโลกนี้ ย่อมบัญญัติการละกาม แต่ไม่บัญญัติการละรูปไม่บัญญัติการ
ละเวทนา
ศาสดาบางคนในโลกนี้ ย่อมบัญญัติการละกามด้วย ย่อมบัญญัติการละรูปด้วย แต่ไม่
บัญญัติการละเวทนา
ศาสดาบางคนในโลกนี้ ย่อมบัญญัติการละกามด้วย ย่อมบัญญัติการละรูปด้วย ย่อม
บัญญัติการละเวทนาด้วย
บรรดาศาสดา ๓ จำพวกนั้น ศาสดานี้ใด บัญญัติการละกาม แต่ไม่บัญญัติการละรูป
ไม่บัญญัติการละเวทนา พึงเห็นว่าศาสดานั้นเป็นศาสดาผู้ได้รูปาวจรสมาบัติ โดยการบัญญัตินั้น
ศาสดานี้ใด บัญญัติการละกามด้วย บัญญัติการละรูปด้วย แต่ไม่บัญญัติการละเวทนา
พึงเห็นว่าศาสดานั้น เป็นศาสดาผู้ได้อรูปาวจรสมาบัติ โดยการบัญญัตินั้น
ศาสดานี้ใด บัญญัติการละกามด้วย บัญญัติการละรูปด้วย บัญญัติการละเวทนาด้วย
พึงเห็นว่า ศาสดานั้นเป็นศาสดาผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยการบัญญัตินั้น
เหล่านี้เรียกว่า ศาสดา ๓ จำพวก

138
ฉบับหลวง
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๓ ธาตุกถา-ปุคคลปัญญัติปกรณ์ - หน้าที่ 139 (เล่ม 36)

[๑๐๓] บรรดาศาสดาเหล่านั้น ศาสดา ๓ จำพวก แม้อื่นอีก เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมบัญญัติตนในทิฏฐธรรม [คืออัตภาพนี้]โดยความเป็นของ
มีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน และย่อมบัญญัติตนภายหน้า[ในอัตภาพอื่น] โดยความเป็น
ของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน
ศาสดาบางคนในโลกนี้ ย่อมบัญญัติตนในทิฏฐธรรม โดยความเป็นของมีจริง โดย
ความเป็นของยั่งยืน แต่ไม่บัญญัติตนในภายหน้า โดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็น
ของยั่งยืน
ศาสดาบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่บัญญัติตนในทิฏฐธรรม โดยความเป็นของมีจริง โดย
ความเป็นของยั่งยืน และย่อมไม่บัญญัติตนในภายหน้า โดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็น
ของยั่งยืน
บรรดาศาสดาเหล่านั้น ศาสดานี้ใด ย่อมบัญญัติตนในทิฏฐธรรมโดยความเป็นของ
มีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน และบัญญัติตนในภายหน้า โดยความเป็นของมีจริง โดยความ
เป็นของยั่งยืน พึงเห็นว่าศาสดานั้น เป็นศาสดาผู้มีวาทะว่าเที่ยง โดยการบัญญัตินั้น
ศาสดานี้ใด ย่อมบัญญัติตนในทิฏฐธรรม และย่อมไม่บัญญัติตนภายหน้า โดยความ
เป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน พึงเห็นว่าศาสดานั้นเป็นศาสดาผู้มีวาทะว่าขาดสูญ
โดยการบัญญัตินั้น
ศาสดานี้ใด ย่อมไม่บัญญัติตนในทิฏฐธรรม โดยความเป็นของมีจริงโดยความเป็น
ของยั่งยืน และย่อมไม่บัญญัติตนในภายหน้า โดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน
พึงเห็นว่าศาสดานั้น เป็นศาสดาผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการบัญญัตินั้น
เหล่านี้เรียกว่าศาสดา ๓ จำพวก แม้อื่นอีก
ติกนิทเทส จบ

139